จบปีการศึกษาแรก ไฉกับว่านยานั่งรถไฟขึ้นนคร์ เป็ครั้งแรกที่นั่งรถรางหัวจักรไอน้ำ เสียงปะทุของม้าเหล็กดังเป็ระยะ พร้อมกระแสความเร็วแหวกอากาศโต้ลมตีเข้าหน้า
เ้าว่านยามองทิวทัศน์ข้างหน้าต่าง ขณะไฉนอนคอเอียงซบอยู่ที่ไหล่ เอาหมวกปีกคล้องคอปิดหน้าหนีแสงอาทิตย์
“พี่ชายเหรอนั่น” ป้าซึ่งนั่งฝั่งตรงข้ามถามหลังจ้องมองอยู่นาน
เขาว่ากันว่าผู้ชายในพระนครชอบเล่นสวาท ไม่รู้คู่ตรงหน้านี่แค่สนิทสนมหรืออย่างไร จึงถามไปด้วยความสาระแน
“ครับ”
“อ้อ ที่แท้ก็พี่น้อง” ป้าย้ำอีกรอบ
ไฉนั้นไม่ได้หลับจริง มือยกหมวกที่ปิดหน้าออก เหล่มองคนถาม ก่อนจะชันศีรษะตั้งตรง
“หน้าไม่เหมือนกันเลยนะ”
“เสือก จะบอกว่าฉันลูกเมียน้อยหรือ” ไฉเล่นละคร ทำหน้าหาเื่ ความปากไวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษา อีกอย่างเขาเกลียดสายตาซึ่งมองมาอย่างตัดสิน แม้รู้ว่าอคติเกิดจากอะไร ทว่าใจก็ยอมให้ไอ้พวกขี้เสือกนี่ไม่ได้จริงๆ
“ไฉ” ว่านยาเรียกปราม
“ดูมันมองพี่”
หญิงวัยกลางคนถูกเรียกป้าสะดุ้งแล้วสะดุ้งอีก มองไอ้เด็กหน้าขาวตาขวาง เธอถามดีๆ มีอย่างที่ไหนมาโวยวาย ในใจสรุปไว้แล้ว ไอ้เด็กคนนี้น่าจะเป็ลูกนอกสมรสแน่นอน ส่วนอีกคนที่มารยาทดีหน่อยคงลูกเมียหลวง หารู้ไม่ความจริงแล้วห่างไกลคนละโยชน์
“ขอโทษด้วยนะจ๊ะ”
“เฮ้อ ดูเอาเถิด เขาถึงบอกว่าการเลือกคู่ชีวิตส่งผลต่อลูกหลาน ขนาดฉันไม่รู้อะไร ยังมองออก” ก็ยังไม่หุบปาก
“อยากกระเด็นออกนอกหน้าต่างหรือ”
ไฉพูดเสียงเหี้ยมพร้อมรอยยิ้มไม่ถึงดวงตา เ้าว่านยาเบิกตากว้างใ ว่าจะฉุดไฉลุกหนี แต่ตอนนี้กลายเป็ฝั่งตรงข้ามที่ลุกหนีก่อนแทน
“ไปสักที โคตรน่ารำคาญ” เอ่ยจบก็ยกหมวกปิดหน้าเอียงซบไหล่น้องต่อ
เ้าว่านยาขมวดคิ้ว รู้ว่าไฉอารมณ์ร้อนหุนหันพลันแล่นเป็ประจำแต่แบบนี้ออกจะเกินไปหน่อย หากมีเื่มีราวขึ้นมาจะไปกันใหญ่ คิดได้อย่างนั้นเลยกระแทกไหล่ให้ศีรษะอีกฝ่ายหล่น ทว่าหัวทุยนั่นก็ย้ายกลับมาที่เดิม พอจะทำอีก เสียงทุ้มก็กระซิบแ่ข้างหู
“ทำอีกทีพี่จะกอดให้แน่นๆ มาดูกันว่าเ้ายาจะกล้าทุบตีพี่ต่อหน้าชาวบ้านหรือเปล่า”
เอ่ยจบไหล่ว่านยาพลันแข็งทื่อ
“ไฉพูดกับคนอื่นแบบนั้นไม่ถูก”
คราวนี้ไฉไม่คิดนอนต่อหยิบหมวกออกจากหน้า จ้องลูกหลวงเวชวินิจนิ่งให้รู้ว่าไม่พอใจ
“แล้วที่คนอื่นแส่เื่เราถูกหรือ”
ว่านยาถอนหายใจ แล้วจะใส่ใจทำไมเล่า ทำหูหนวกตาบอดไปเสีย ใครจะทำอะไรได้
“กล้าสาระแน ก็ต้องเตรียมรับคำด่าไว้ด้วย ไอ้พวกนี้ลองให้คนอื่นวิจารณ์เสือกเื่พวกมันคืน คร้านจะโมโหจนอกแตกตาย”
ว่านยาเหลือกตามองบน
“เ้ายาทำหน้าระอาพี่” ไฉขมวดคิ้วมุ่น
“พูดกับไฉไปก็เท่านั้น เคยฟังพระท่านว่าบ้างไหม เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร รู้ว่าเขาทำไม่ถูก แล้วจะไปทำไม่ดีกับเขา เราก็จะกลายเป็คนไม่ดีด้วย”
“คิดแบบนั้น แล้วเมื่อไหร่เวรกรรมจะทำงาน”
“จิ๊ ไม่พูดกับไฉแล้ว อยากนอนก็นอนไปเลย ถึงแล้วเราจะปลุก”
“ก็แค่นั้น” ว่าแล้วก็ซบไหล่น้องต่อ
ใช่ว่านยาไม่เข้าใจกระบวนการคิดของไฉ อีกฝ่ายเป็แบบนี้ ดีมาดีตอบ ร้ายมาร้ายตอบ คนแบบไฉคล้ายน่ากลัวแต่ไม่เลย อ่านง่ายเกินไปเสียด้วยซ้ำ หากใครไม่ประสงค์ดีสักหน่อย แหย่จุดอ่อนอีกฝ่ายก็พร้อมะเิได้ง่ายๆ ไร้ชั้นเชิง แต่ถ้าอีกฝ่ายให้ใจแล้ว อยากได้อะไรขอแค่บอก อีกฝ่ายพร้อมหามาให้ทุกอย่าง
????
พวกเขาอยู่นคร์กันเจ็ดวันที่บ้านพักแพทย์ของหลวงเวชวินิจ สองพ่อลูกพบหน้าก็กอดกันด้วยความคิดถึง เดิมทีคุณหมอไม่มีผมสีดอกเลาสักเส้น แต่พอแม่ศรีประไพเสียไป หงอกสีขาวก็ลามไปทั่วหัว แก่ลงไปหลายปี หากไม่ติดว่ามีลูกต้องเลี้ยงดูก็คงตรอมใจตามไปแล้ว
ครบเจ็ดวันว่านยากับไฉก็กราบลาคุณหลวงต่อเกวียนไปลงเรือปากคลองมะขามเฒ่า จากนั้นก็ล่องไปตามแม่น้ำท่าจีน ออกเช้ากว่าจะถึงก็เย็นย่ำ
ว่านยาเข้าไปเยี่ยมเ้าขมิ้นที่อาศัยอยู่บ้านไฉก่อน น้องสาวตัวน้อยอายุใกล้หนึ่งขวบแล้ว ยืนเกาะราวเองได้มั่นคง หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ดื้อไม่ซนเลี้ยงง่าย ทีแรกหลวงเวชวินิจจะเอากลับไปเลี้ยงเองตอนครบหกเดือน เพราะเห็นว่าบ้านเถ้าแก่หลี่มีเด็กเยอะ กลัวลูกตนจะเป็ภาระ แต่เถ้าแก่จับเข่าคุย ขอให้เ้าขมิ้นอยู่กับตนต่อ รอคุณหลวงเกษียนค่อยมาคิดว่าจะเอาอย่างไร ตอนนี้ยังรับราชการอยู่ หาเวลาดูแลเด็กเล็กยาก คุยไปคุยมา เ้าขมิ้นเลยถูกเลี้ยงกับลูกสาวคนเล็กของเถ้าแก่ชื่ออาฉิง คลอดหลังเ้าขมิ้นได้สามเดือน
“ว่าอย่างไรเ้าขมิ้น นี่พี่เอง พี่ว่านยา เรียกซิ”
“มา หม่าม้า”
เตี่ยหัวเราะ “ตอนนี้เรียกได้แต่ม๊านั่นแหละ อั๊วเองก็ช่วยเลี้ยง อียังเรียกแต่อาเฉียว”
“เฮียไฉเรียกซิ” ไฉลองบ้าง ยื่นหน้าเข้าใกล้เด็กในอ้อมกอดของว่านยา
“หม่าม๊า”
“เป็ไงเล่า อั๊วบอกแล้ว”
ว่านยาอุ้มน้องได้พักหนึ่ง เ้าขมิ้นติดคนเลี้ยง อยู่ได้เดี๋ยวเดียวก็ดิ้นยุกยิก อ้าแขนจะให้เตี่ยอุ้ม เตี่ยหัวเราะชอบใจเด็กขี้อ้อน ใจจริงอยากมีลูกสาวสักคนมานานแล้ว แม้ได้อาฉิงสมใจ แต่เ้าขมิ้นที่มาก่อนก็เลี้ยงไม่ต่างจากลูก บิดาแท้ๆ อย่างหลวงเวชวินิจมา เ้าตัวเล็กยังไม่สนิทใจเท่าเตี่ยเลย เด็กเล็กก็แบบนี้ ใครเลี้ยงก็มองคนนั้นเป็พ่อแม่
“เดี๋ยวผมกลับบ้านก่อนนะเตี่ย ฟ้าใกล้มืดแล้ว ยังไม่ไปปัดกวาดห้องเลย ฝุ่นคงจับหมด”
“ก็นอนกับอาไฉเสียสิ พรุ่งนี้ค่อยไป เก็บกวาดตอนนี้จะไปเห็นอะไร”
“จริงของเตี่ย นอนกับพี่นะ”
จะไม่นอนก็เพราะหน้าทะเล้นที่ยื่นมารับลูกเตี่ยนี่แหละ ทว่าเตี่ยพูดมาก็สมเหตุสมผล คืนแรกว่านยาเลยอาศัยนอนกับไฉ
เตี่ยกลัวว่านยาจะนอนไม่สบาย เลยใจดีแบกเบาะนวมมาให้พร้อมหมอนผ้าห่มอีกชุด
“ให้อาไฉอีนอนข้างล่างนี่แหละ”
“อ้าวเตี่ย อั๊วลูกเตี่ยนะ”
“ก็เออน่ะสิ นอนข้างล่างไป” ว่าแล้วก็ตัดบท เดินออกจากห้อง
ว่านยาหัวเราะน้อยๆ จนไฉหันมาหรี่ตามอง
“เ้ายา” ลากเสียงอ้อน
“ไฉนอนบนเตียงเถอะ เรานอนฟูกเอง”
“ได้ไงเล่า”
“แล้วจะเอาอย่างไร ให้ไฉนอนฟูก ไฉก็ไม่พอใจ”
คราวนี้ตาตี่ๆ กลุ้มกริ่ม
“นอนด้วยกันซี เราเคยนอนด้วยกันตั้งหลายคราว”
ว่านยาถอนหายใจ คราวนั้นไฉไม่ได้ตัวโตเป็หนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ขนาดนี้นี่ สิบแปดแล้วยังจะอ้างเหมือนเดิมได้หรือไง
ไฉเห็นว่านยาเงียบนาน จ้องตนนิ่งพินิจ เลยแสร้งถอนหายใจยอมแพ้
“เอาเถิด พี่นอนพื้นเอง”
แทนที่เ้าว่านยาจะง้อสักหน่อยเหมือนตอนเด็กๆ แต่เปล่าเลย
“ขอบคุณมากนะไฉ”
คำขอบคุณทำเอามุมปากลูกเ้าของกงสีกระตุก คราวนี้เลยถอนหายใจออกมาจริงๆ
????