เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า หลินเฟิงทิ้งตัวลงนั่งยอง ๆ โดยแผ่นหลังพิงกับบานประตูเอาไว้ ในมือยังคงกำโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าคร่ำครึของตัวเองไว้แน่น
เวลา 18.35 น. ยังเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งชั่วโมงเต็มกว่าผลของการ์ดความเงียบเป็ทองคำจะสิ้นสุดลง หลินเฟิงไม่เคยรู้สึกเลยว่าเวลาจะผ่านไปอย่างยากลำบากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต มันช่างน่าอึดอัดใจจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!
ทว่าในขณะที่เขากำลังนับถอยหลังรอเวลาให้ผ่านไปทีละวินาทีนั้นเอง จู่ ๆ ประตูห้องของเขาก็ถูกใครบางคนเปิดออกจากด้านนอก ตามมาด้วยคุณป้าเ้าของหอพักที่นำหน้าพาเ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาด้านใน ทำเอาหลินเฟิงถึงกับยืนอึ้งเป็ไก่ตาแตกอยู่กับที่!
นี่กะจะเล่นกันให้ตายไปข้างหนึ่งเลยหรือไง? ก็แค่เื่เข้าใจผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงขั้นต้องแห่ไปแจ้งความเรียกตำรวจมาจริง ๆ เหรอ นี่มันกะจะเอาเขาให้ตายกันไปเลยใช่ไหม?
"เขาคือหลินเฟิง!"
"ใช่! เขาคือโจรขโมยชุดชั้นในคนนั้นแหละ!"
"คุณตำรวจ รีบจับตัวเขาไปเร็วเข้า!"
"ค้นห้องของเขาเลย พวกชุดชั้นในที่ถูกขโมยไปจะต้องซ่อนอยู่ในห้องของเขาแน่ ๆ "
"อายุก็ยังน้อยแท้ ๆ ดันไม่รู้จักทำมาหากิน กลับเลือกทางเดินไปเป็โจร คนแบบนี้สมควรโดนจับเข้าสถานีตำรวจไปดัดสันดานซะให้เข็ด!"
เมื่อมองดูสายตาเยาะเย้ยถากถางของบรรดาเพื่อนบ้าน และได้ยินเสียงสบถด่าทออันระคายหูเ่าั้ หมัดที่กำแน่นของหลินเฟิงก็เริ่มสั่นเทาเล็กน้อย เขาโกรธจัดจนถึงขั้นเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือโดยที่ไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย!
พวกคุณเอาสิทธิ์อะไรมาหาว่าผมเป็โจร? พวกคุณเอาความมั่นใจจากไหนมาปรักปรำคนดี ๆ อย่างผม? พวกคุณมีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ว่าผมคือโจรขโมยชุดชั้นใน? พวกคุณ... ตาบอดกันไปหมดแล้วหรือไงวะ?
โลกใบนี้ช่างไร้ความปรานี โลกใบนี้ช่างเ็าเหลือเกิน ในวินาทีนี้หลินเฟิงกลับรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ ตอนเด็ก ๆ สิ่งที่เขาเกรงกลัวที่สุดคือผีสาง แต่พอโตขึ้นมาถึงได้รู้ซึ้งว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ผี แต่เป็จิตใจมนุษย์ต่างหากล่ะ!
"คุณตำรวจครับ ผู้ชายคนนี้แหละคือหลินเฟิง เมื่อ่บ่ายเขาขโมยชุดชั้นในของเพื่อนบ้านแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา แถมยังทำท่าจะลงไม้ลงมือทำร้ายคนอื่นอีก โชคดีที่พวกเราเข้ามาห้ามไว้ได้ทัน แล้วก็ช่วยกันปิดล้อมเขาเอาไว้ในห้อง..."
ดูเหมือนว่าอยากจะแสดงผลงานอวดต่อหน้าผู้คน โจวเหล่ยจึงรีบะโออกมารับหน้าอย่างทนไม่ไหว และทันทีที่หมอนี่อ้าปากพูด เขาก็ปรักปรำหลินเฟิงว่าเป็โจรขโมยชุดชั้นในอย่างหน้าตาเฉย!
หลินเฟิงไม่ได้อ้าปากอธิบายอะไรออกไป ถึงแม้เขาอยากจะอ้าปากพูดแค่ไหนก็อ้าไม่ขึ้นอยู่ดี เขาทำได้เพียงใช้สายตาอันเย็นเยียบจ้องมองโจวเหล่ยเขม็ง สีหน้าของเขาราบเรียบจนดูน่ากลัวไปถนัดตา
"นายคือหลินเฟิงใช่ไหม?" คุณตำรวจวัยกลางคนที่เป็หัวหน้าชุดจู่ ๆ ก็เอ่ยถามขึ้น
หลินเฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบรับเบา ๆ
"ของพวกนั้นนายเป็คนขโมยไปงั้นเหรอ?" คุณตำรวจเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง
คราวนี้ไม่มีความลังเลใด ๆ ทั้งสิ้น หลินเฟิงส่ายหน้าปฏิเสธอย่างหนักแน่น เื่นี้มันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาเลยแม้แต่น้อย แล้วเขาจะยอมรับสารภาพบาปอย่างโง่เขลาได้ยังไงล่ะ?
"ถ้าอย่างนั้นรบกวนตามพวกเราไปที่สถานีตำรวจสักหน่อยก็แล้วกันนะ!" คุณตำรวจพูดประโยคยอดฮิตที่มักจะได้ยินบ่อย ๆ ในละครโทรทัศน์ออกมา
และแล้ว หลินเฟิงผู้ปิดปากเงียบสนิทก็ถูกเ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวออกไป
ท่ามกลางเสียงรุมด่าทอของบรรดาเพื่อนบ้าน ภายใต้ใบหน้าอันเย้ยหยันของโจวเหล่ย และท่ามกลางสายตาเคียดแค้นของซูเม่ย หลินเฟิงที่เต็มไปด้วยความอึดอัดคับแค้นใจก็ถูกตำรวจพาตัวไปแบบนี้!
แต่ที่น่าขันไปกว่านั้นก็คือ พวกชาวบ้านที่ไม่รู้ความจริงพากันโห่ร้องด้วยความดีใจเมื่อเห็นหลินเฟิงถูกตำรวจจับตัวไป ไม่รู้ว่าใครเป็คนริเริ่มเปิดประเด็น แต่ทุกคนต่างก็ะโขับไล่ออกมาเป็เสียงเดียวกันว่า
"ไสหัวออกไปเลยนะ!"
"ไสหัวออกไปจากหมู่บ้านหลานหยวนเลย!"
"หมู่บ้านหลานหยวนไม่ต้อนรับเศษสวะอย่างแก!"
"หมู่บ้านหลานหยวนไม่ต้อนรับไอ้โรคจิตที่ชอบขโมยชุดชั้นในผู้หญิงอย่างแกหรอก!" ...
เวลา 19.25 น. ณ เมืองไห่ฉิน เขตอวี่ฮวา สถานีตำรวจ
การที่ต้องก้าวเท้าเข้ามาในสถานีตำรวจเป็ครั้งแรกในชีวิต แถมยังถูกจับเข้ามาในข้อหาโจรขโมยชุดชั้นใน สภาพจิตใจของหลินเฟิงย่อมพังทลายอย่างไม่ต้องสงสัย
เขานั่งอยู่ภายในห้องสอบสวนเพียงลำพังอย่างเงียบ ๆ สมองของหลินเฟิงขาวโพลนไปหมด ร่างกายของเขาดูเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ราวกับคนไร้ิญญาไปแล้ว
แอ๊ด!
ทันทีที่ประตูห้องสอบสวนถูกผลักเปิดออกจากด้านนอก ั์ตาที่ขุ่นมัวของหลินเฟิงก็พลันสว่างวาบขึ้น สติสัมปชัญญะของเขาเริ่มกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง
หลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เดินเข้ามา ทว่าในวินาทีต่อมา รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงอย่างฉับพลัน ลมหายใจของเขาเริ่มถี่กระชั้นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้!
ช่างเป็เ้าหน้าที่ตำรวจหญิงที่สวยอะไรขนาดนี้! เครื่องแบบตำรวจที่ดูทะมัดทะแมงไม่สามารถบดบังรูปร่างอันสมบูรณ์แบบของเธอได้เลยแม้แต่น้อย การแต่งหน้าโทนเ็าแต่น่าเกรงขามรับกับดวงตาที่เย้ายวนทรงเสน่ห์ ช่างขับเน้นบุคลิกอันโดดเด่นสไตล์สาวมาดขรึมของเธอออกมาได้อย่างไร้ที่ติ!
กุหลาบงามผู้เ็า!
นี่คือความประทับใจแรกที่หลินเฟิงมีต่อเ้าหน้าที่ตำรวจหญิงตรงหน้า
แต่ทว่า เื่พวกนั้นมันไม่สำคัญเลย สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ... บริเวณข้อมือของตำรวจหญิงคนนี้ มีหีบสมบัติที่เปล่งประกายสีเงินระยิบระยับลอยอยู่!
หีบสมบัติเงินงั้นเหรอ?
หีบสมบัติเงินที่มีระดับสูงกว่าหีบสมบัติทองแดง! นี่เขาตาฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย?
ปัง!
ในขณะที่หลินเฟิงกำลังตกตะลึงอยู่นั้น เสียงกระแทกดังสนั่นก็ดังขึ้นที่ข้างหู ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือแฟ้มเอกสารที่ถูกโยนลงบนโต๊ะตรงหน้าอย่างแรง จากนั้นตำรวจหญิงผู้แสนเ็าคนนี้ก็ทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับหลินเฟิง
"ชื่อ?" ตำรวจหญิงเอ่ยถามโดยที่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง
หลินเฟิง "..."
"ฉันกำลังถามนายอยู่ หูหนวกหรือไง?" ตำรวจหญิงเงยหน้าขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด พร้อมกับจ้องมองหลินเฟิงด้วยใบหน้าที่เ็าดุจน้ำแข็ง
หลินเฟิงพยายามขยับนิ้วมือทำท่าทางสื่อสาร เขาชี้ไปที่ลำคอของตัวเอง ก่อนจะโบกไม้โบกมือไปมาให้ตำรวจหญิงดู เพื่อเป็สัญญาณบ่งบอกว่าตัวเองไม่สามารถพูดได้
"มาถึงสถานีตำรวจแล้วยังจะกล้าแกล้งทำเป็หูหนวกเป็ใบ้อีกเหรอ? นายคิดว่าตำรวจอย่างพวกฉันกินแกลบกินหญ้าหรือไง?" ตำรวจหญิงตบโต๊ะดังปัง ก่อนจะดึงเอกสารแผ่นหนึ่งออกมาจากแฟ้ม แล้วโยนมันลงตรงหน้าหลินเฟิง
หลินเฟิงเพ่งตามองดูให้ชัด ก่อนจะพบว่าเอกสารแผ่นนี้ก็คือประวัติส่วนตัวของเขาเอง ซึ่งมีรายละเอียดั้แ่สมัยประถมลากยาวไปจนถึงตอนเรียนจบมหาวิทยาลัย ข้อมูลทุกอย่างถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนและละเอียดถี่ถ้วนมาก!
บ้าเอ๊ย! ก็รู้อยู่แล้วว่าข้อมูลของเขาคืออะไร แล้วจะมาแกล้งทำเป็ถามชื่อหาพระแสงอะไรวะ นี่เธอว่างงานมากนักหรือไง?
"ในประวัติก็เขียนไว้ชัดเจนว่านายมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ไม่ได้เป็คนพิการบกพร่องตรงไหน แล้วตอนนี้นายยังคิดจะแกล้งทำเป็ใบ้ต่อไปอีกไหม?" ตำรวจหญิงจ้องมองหลินเฟิงด้วยสายตาเ็า พลางเอ่ยถามเสียงเรียบ
หลินเฟิงเบ้ปากอย่างขมขื่น เขาเพิ่งจะอ้าปากเตรียมขอยืมปากกาสักด้ามจากคุณตำรวจคนสวยเพื่อนำมาเขียนหนังสือ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นที่ข้างหู วินาทีถัดมา หลินเฟิงก็ถึงกับะโโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ
[ติ๊ง! ระยะเวลาแสดงผลของการ์ดความเงียบเป็ทองคำสิ้นสุดลงแล้ว โฮสต์หลินเฟิงได้รับเงินจำนวน 1,000,000 หยวน]
จบแล้ว ในที่สุดมันก็จบลงสักที!
หลินเฟิงตื่นเต้นดีใจจนแทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เวลาสองชั่วโมงนี้เรียกได้ว่าเป็่เวลาที่อึดอัดที่สุดในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ ไปตายซะไอ้การ์ดความเงียบเป็ทองคำ ไปตายซะไอ้อาการพูดไม่ได้ บัดซบเอ๊ย...
"นายกำลังจะทำบ้าอะไร? รีบกลับไปนั่งที่เดี๋ยวนี้นะ!" ตำรวจหญิงตวาดลั่นพร้อมกับชี้หน้าหลินเฟิง ในขณะเดียวกันมืออีกข้างของเธอก็เอื้อมไปแตะที่เอวตามสัญชาตญาณ
"อย่ายิงนะครับ! ผมเป็คนดี!" หลินเฟิงใจนหน้าซีดเผือด เขารีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัวทันที ก่อนจะรีบทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างรวดเร็ว
"เหอะ ไม่แกล้งทำเป็หูหนวกเป็ใบ้ต่อแล้วเหรอ?" ตำรวจหญิงแค่นหัวเราะเยาะ
ใบหน้าของหลินเฟิงแดงก่ำด้วยความอัดอั้นตันใจ สามวินาทีต่อมา เขาก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและะโลั่นออกมาว่า "คุณตำรวจครับ ผมถูกใส่ร้าย!"
"จะแหกปากทำไม? ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่นายจะมาร้องเรียนขอความเป็ธรรม!" คำพูดเพียงประโยคเดียวของตำรวจหญิงก็ทำเอาความน้อยเนื้อต่ำใจทั้งหมดของหลินเฟิงถูกกลืนกลับลงไปในท้องทันที
"ชื่อ!"
"หลินเฟิง"
"อายุ?"
"ยี่สิบสองปีครับ"
"เพศ?"
"คุณมองว่าผมเหมือนผู้หญิงไหมล่ะครับ?"
"ปัง!" ตำรวจหญิงตบโต๊ะอย่างแรงอีกครั้ง เธอจ้องมองหลินเฟิงด้วยแววตาเ็าและเอ่ยเสียงแข็ง "ทำตัวให้มันดี ๆ หน่อย! อย่าบีบให้ฉันต้องโมโหนะ!"
หลินเฟิงถึงกับอยากจะร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา เขาไปทำอะไรให้ตำรวจหญิงคนนี้ขัดเคืองใจตอนไหนเนี่ย? ทำไมเธอถึงต้องเจาะจงเล่นงานเขาขนาดนี้? หรือว่าวันนั้นของเดือนจะมา? หรือว่าเข้าสู่วัยทองแล้ว? ถึงได้อารมณ์ร้ายเกรี้ยวกราดขนาดนี้?
"เพศชายครับ" หลินเฟิงตอบกลับไปอย่างซื่อสัตย์
"ที่อยู่ปัจจุบัน!"
"เมืองไห่ฉิน เขตอวี่ฮวา ถนนซิ่งฝู หมู่บ้านหลานหยวน ตึก 4 ห้อง 202 ครับ"
"ทำไมถึงต้องขโมยของ?"
"ผมไม่ได้ขโมยอะไรไปเลยนะครับ!"
"แล้วทำไมเพื่อนบ้านของนายถึงแจ้งความ แถมยังบอกอีกว่าเห็นกับตาว่านายกำลังขโมยชุดชั้นในของเธอ?"
"เื่มันเป็แบบนี้ครับ ตอนนั้นผมกำลังยืนสูดอากาศอยู่ที่ระเบียง นึกไม่ถึงเลยว่าจู่ ๆ จะมีลมกระโชกแรงพัดมา แล้วไอ้ของชิ้นนั้นของเธอมันก็ปลิวมาฟาดเข้าที่หัวของผมอย่างจัง จากนั้น..."
ในที่สุดหลินเฟิงก็มีโอกาสได้อธิบายเื่ราวที่เกิดขึ้นเสียที เขาจึงเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างอย่างรวดเร็วติดต่อกันเป็เวลาสิบกว่านาที ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจจะพ่นเอาคำพูดทั้งหมดที่ถูกเก็บกดมาตลอดสองชั่วโมงออกมารวดเดียวให้หมด
ความรู้สึกแบบนี้มันช่างโล่งอกสะใจเสียจริง!
"พูดง่าย ๆ ก็คือ นายถูกใส่ร้ายงั้นเหรอ? เื่ทั้งหมดนี้เป็แค่ความเข้าใจผิดงั้นสิ?" ตำรวจหญิงขมวดคิ้วเข้าหากัน
"ใช่ครับ! มันคือความเข้าใจผิดล้วน ๆ " หลินเฟิงพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
ตำรวจหญิงปิดแฟ้มเอกสารในมือลง จากนั้นเธอก็ส่งยิ้มที่ดูเหมือนไม่ยิ้มมาให้หลินเฟิง "แต่ดูเหมือนว่าหลักฐานในตอนนี้จะมัดตัวนายจนดิ้นไม่หลุดเลยนะ?"
"หลักฐานอะไรครับ?" หลินเฟิงเอ่ยถามด้วยใบหน้างุนงง
"ไม่ใช่แค่ซูเม่ยคนเดียวที่ชี้ตัวนาย แต่โจวเหล่ยที่อยู่ห้องข้าง ๆ ก็ยังยืนยันว่านายขโมยชุดชั้นในของผู้เสียหายไป และที่สำคัญที่สุดก็คือ คนของเราพบท่อเหล็กยืดหดได้เส้นหนึ่งตกอยู่ที่ระเบียงห้องของนายด้วย" พูดถึงตรงนี้ ตำรวจหญิงก็จงใจเว้นจังหวะหยุดพัก ราวกับกำลังสังเกตปฏิกิริยาบนใบหน้าของหลินเฟิง
"ท่อเหล็กอะไรครับ?" ยิ่งฟังหลินเฟิงก็ยิ่งสับสน
สำหรับคำให้การของซูเม่ย หลินเฟิงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรนัก การที่โจวเหล่ยะโออกมาร่วมผสมโรงชี้ตัวเขา หลินเฟิงเองก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน แต่ไอ้ท่อเหล็กเส้นนี้มันโผล่มาได้ยังไงกัน?
"ปลายด้านหนึ่งของท่อเหล็กมีตะขอขนาดใหญ่ผูกติดเอาไว้ และบนตะขอก็มีเศษผ้าบางส่วนติดอยู่ ซึ่งเศษผ้าพวกนี้ก็ถูกทางแผนกพิสูจน์หลักฐานของเราตรวจสอบเรียบร้อยแล้วว่า มันเป็วัสดุที่มาจากชุดชั้นในผู้หญิง!" ตำรวจหญิงจ้องมองหลินเฟิงเขม็งขณะเอ่ย
"อะไรนะ? จะเป็ไปได้ยังไง? ระเบียงห้องผมจะมีท่อเหล็กแบบนั้นโผล่มาได้ยังไง?" หลินเฟิงะโลั่นด้วยความใปนโกรธ
"สารภาพมา! ทำไมนายถึงต้องไปขโมยชุดชั้นในด้วย!" ตำรวจหญิงรีบตวาดกลับเสียงดังลั่น
"เปล่าครับ! ผมไม่เคยขโมยชุดชั้นในเลยจริง ๆ นะ!" หลินเฟิงะโสวนกลับอย่างร้อนรน
ตำรวจหญิงไม่ปล่อยให้หลินเฟิงได้มีเวลาตั้งตัว เธอตะเบ็งเสียงถามต่อทันที "แล้วทำไมถึงมีท่อเหล็กไปตกอยู่ที่ระเบียงห้องของนายได้ล่ะ?"
"ผมไม่รู้จริง ๆ ครับ!" หลินเฟิงร้อนรนจนแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
"ทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุก็มีครบถ้วน ตอนนี้ฉันจะให้โอกาสนายเป็ครั้งสุดท้าย ถ้านายยอมรับสารภาพมาแต่โดยดี พวกเราจะพิจารณาลดโทษให้ตามความเหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้น ความผิดของนายก็ไม่ใช่คดีร้ายแรงอะไร ดีไม่ดีอาจจะไม่ต้องติดคุกด้วยซ้ำ..."
ยังไม่ทันที่ตำรวจหญิงจะพูดจบ หลินเฟิงก็ตวาดสวนกลับไปด้วยความโมโหสุดขีด
"เกิดมาทั้งชีวิตผมไม่เคยทำเื่ขี้ขโมยสกปรกโสมมแบบนี้ คุณจะมาบีบให้ผมยอมรับสารภาพข้อกล่าวหาบ้าบอนี่งั้นเหรอ? ฝันกลางวันไปเถอะ!"
"นาย..." นิ้วของตำรวจหญิงที่ชี้หน้าหลินเฟิงอยู่สั่นเทาด้วยความโกรธ คิดไม่ถึงเลยว่าในสถานการณ์ที่หลักฐานมัดตัวแ่าขนาดนี้ อีกฝ่ายจะยังคงยืนกรานปฏิเสธหัวชนฝา
ปัง!
ตำรวจหญิงคนนี้ตบโต๊ะอย่างแรงอีกครั้ง จากนั้นเธอก็คว้าแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ แล้วเดินกระแทกเท้าปึงปังออกจากห้องสอบสวนไปอย่างรวดเร็ว
และแล้ว ภายในห้องสอบสวนอันเงียบสงบ ก็เหลือเพียงหลินเฟิงนั่งโดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพังอีกครั้ง...