บทที่ 41 ระวังปากของเจ้าให้ดี
ไม่นานทั้งคู่ก็เห็นสีหน้าของหลิ่วซื่อที่เดิมหม่นหมองราวกับใกล้สิ้นลมหายใจ ค่อยๆดีขึ้น แม้จะยังผอมซูบซีดเซียว แต่ก็ไม่ใช่สภาพป่วยใกล้ตายอีกต่อไป
เมื่อเซียวหลิงอวิ๋นจัดการตัวเองเรียบร้อยและเข้ามาในห้องก็ได้ยินเสียงเซียวหลิงเย่พูดเจื้อยแจ้วด้วยความตื่นเต้น
“ท่านแม่ พี่สาวเก่งมาก โอสถฟื้นปราณนี่พี่สาวเป็นคนหลอมเองเลยนะยังเหลืออีกสองเม็ด พี่สาวหลอมได้สามเม็ดในเตาเดียว เป็นโอสถฟื้นปราณขั้นห้าเชียวเก่งกว่าพวกนักหลอมโอสถคนอื่นมาก!”
“อืม ตั้งแต่เด็กพี่สาวเจ้าก็ฉลาดและหลักแหลมอยู่แล้ว”เสียงอ่อนโยนแฝงความเอ็นดูดังขึ้น
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปเซียวหลิงอวิ๋นก็เห็นหลิ่วซื่อพิงอยู่กับหัวเตียงบนใบหน้าอ่อนแรงมีรอยยิ้มเปี่ยมความรักและความภูมิใจ
ยามที่หลิ่วซื่อมองเห็นนางใบหน้าซีดขาวนั้นก็มีแววตื่นเต้น น้ำตาเอ่อขึ้นอย่างรวดเร็ว
หัวใจของเซียวหลิงอวิ๋นพลันเจ็บแปลบความคิดถึงและความห่วงใยถาโถมเข้ามาอัดแน่นเต็มอก
เป็นอีกครั้งที่ความรู้สึกของร่างเดิมถ่ายทอดเข้ามาความทรงจำเกี่ยวกับหลิ่วซื่อฉายชัดในหัว ภาพแล้วภาพเล่าเผยให้เห็นถึงความรักของมารดาที่อบอุ่น ทำให้หัวใจนางพลอยปวดร้าวตามไปด้วย
ใช่แล้วนางก็คือเซียวหลิงอวิ๋น และคนเหล่านี้ก็คือครอบครัวของนาง มารดา พี่ชาย และน้องชาย
หลิ่วซื่อยื่นมือออกมาด้วยแววตาคาดหวังและความกังวลปนกัน“อวิ๋นเอ๋อร์”
หัวใจเซียวหลิงอวิ๋นอบอุ่นทันใดนางก้าวเข้าไปจับมือมารดาไว้แน่น “ท่านแม่”
เพียงสองคำน้ำตาของหลิ่วซื่อก็ไหลพรั่งพรู นางโอบกอดบุตรสาวแน่นร้องไห้ราวกับได้สมบัติล้ำค่าที่หายไปกลับคืนมา
เซียวหลิงเฟิงและเซียวหลิงเย่ต่างก็มีน้ำตาคลอพวกเขารู้ดีว่าตลอดหลายปีนี้ ท่านแม่คิดถึงเซียวหลิงอวิ๋นมากเพียงใด
ทั้งครอบครัวใช้เวลาร่วมกันอย่างอบอุ่นตลอดทั้งบ่ายเซียวหลิงอวิ๋นบอกว่าพรุ่งนี้จะนำโอสถที่เหลือไปขายเพราะแม้หลิ่วซื่อจะกินโอสถแล้ว แต่ร่างกายยังอ่อนแอ ต้องฟื้นฟูให้ดี
นางยังถือโอกาสตรวจชีพจรให้เซียวหลิงเฟิงและเซียวหลิงเย่ก่อนจะขมวดคิ้ว
“พี่ใหญ่ ท่านกับหลิงเย่ เส้นลมปราณทั้งเล็กและเปราะ จุดตันเถียนยิ่งแล้วใหญ่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว เพียงดูดซับลมปราณนิดเดียวก็อาจแตกได้สถานการณ์แบบนี้ยังรักษาพลังระดับหลังฟ้าขั้นหนึ่งไว้ได้ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว!”
เซียวหลิงเฟิงตกใจ“หลิงเย่ก็ถูกวางยาด้วยหรือแต่ตอนนั้นข้าแค่ได้ยินเซียวฉางอวี่พูดว่าเขาวางยาข้าให้พลังฝีมือลดลงเรื่อยๆเท่านั้น!”
“ยาพิษอะไร” หลิ่วซื่อตกใจ นางไม่เคยรู้ว่าบุตรชายทั้งสองถูกวางยาพิษ
เซียวหลิงเฟิงส่ายหัว“ตอนนั้นข้าอายุเพียงแปดขวบ แอบได้ยินซ่างกวนหลิวคุยกับเซียวฉางอวี่สนทนากันซ่างกวนหลิวบอกว่ายาพิษนี้ได้มาจากอาจารย์ของนาง ร้ายกาจนักผู้ใดที่มีพลังฝึกตนกินเข้าไป พลังจะค่อยๆ เสื่อมถอย จนกลายเป็นคนไร้ความสามารถและไม่อาจฝึกตนได้อีกเลย นั่นจึงเป็นเหตุให้พลังของข้าถดถอยลงเรื่อยๆตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยที่ไม่อาจทำอะไรได้เลย”
หลิ่วซื่อโกรธจนตัวสั่นกัดฟันแน่นพูดลอดไรฟัน “ซ่างกวนหลิว! รังแกคนเกินไปแล้ว! ทำร้ายข้าจนถึงเพียงนี้แล้วยังไม่เว้นแม้แต่ลูกของข้า ข้า…แค่กๆ”
หลิ่วซื่อไอไม่หยุดด้วยความโกรธเซียวหลิงอวิ๋นรีบปลอบ “ท่านแม่อย่ากังวล แม้ตอนนี้ข้ายังไม่รู้ว่าเป็นพิษชนิดใดแต่ข้ารับรองว่าจะรักษาพี่ใหญ่และน้องสามให้หายได้อย่าลืมว่าตอนนี้ข้าคือปรมาจารย์สื่อวิญญาณ”
เมื่อได้ยินคำว่า‘ปรมาจารย์สื่อวิญญาณ’ แววตาของหลิ่วซื่อก็เปล่งประกายยินดีและเหมือนแฝงความคิดถึงบางอย่าง
“คุณหนูใหญ่ ผู้อาวุโสทั้งห้ามาถึงแล้ว ขอให้ท่านไปที่ศาลบรรพชนเพื่อรับโทษมิฉะนั้นผลที่ตามมาท่านต้องรับผิดชอบเอง!” เสียงสาวใช้ดังขึ้นจากนอกห้อง
“โทษอะไรกัน ทำไมผู้อาวุโสสกุลเซียวถึงมาพร้อมกัน อวิ๋นเอ๋อร์เกิดเรื่องอะไรขึ้น” หลิ่วซื่อถึงกับตกใจเพราะตระกูลเซียวไม่เคยเรียกผู้อาวุโสมาพร้อมกันง่ายๆ ครั้งล่าสุดคือสิบปีก่อนตอนที่นางถูกใส่ร้ายว่ามีชู้
“ไม่เป็นไรหรอกท่านแม่ พวกเขาไม่กล้าทำอะไรข้าหรอก ข้าจะไปดูเอง”เซียวหลิงอวิ๋นอยากเห็นนักว่าผู้อาวุโสเหล่านี้จะมีดีแค่ไหน
“ไม่ได้ ข้าต้องไปด้วย ผู้อาวุโสพวกนั้นไม่ง่ายอย่างที่เจ้าคิด”
หลิ่วซื่อจับมือนางไว้แน่นเซียวหลิงเฟิงและเซียวหลิงเย่ก็มีท่าทียืนกรานว่าจะไปด้วยเซียวหลิงอวิ๋นจึงต้องพาพวกเขาไปพร้อมกัน
ก่อนออกเดินเซียวหลิงอวิ๋นใช้สีแต้มแต่งให้ใบหน้ามีจุดแดงเล็กๆ คล้ายสิวผด
ไหนๆเซียวเย่ว์หยายังไม่รู้ว่านางคือปรมาจารย์สื่อวิญญาณนางก็ใช้โอกาสนี้ปิดบังตัวตนเพื่อเลี่ยงปัญหาหลิ่วซื่อและอีกสองคนพอได้ยินคำอธิบายก็เห็นด้วยเพราะฐานะปรมาจารย์สื่อวิญญาณดึงดูดเรื่องยุ่งยากได้ง่าย การปิดบังจึงดีกว่า
ตลอดทางหลิ่วซื่อตัวสั่นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางทั้งกังวลและประหม่า
ศาลบรรพชนของตระกูลเซียวตั้งอยู่ด้านในสุดของจวนใหญ่โตและเคร่งขรึม ที่หน้าประตูมีรูปสลักสัตว์อสูรหินสีดำหน้าตาดุร้ายสองตัวยามมองแล้วชวนให้รู้สึกหวั่นใจ
ทันทีที่เซียวหลิงอวิ๋นกับคนอื่นๆก้าวเข้าไป ก็เห็นในว่าโถงใหญ่มีคนมานั่งกันอยู่หลายคนเซียวฉางอวี่และเซียวเย่ว์หยามองมาที่นางด้วยแววตาเย้ยหยัน
ท่ามกลางคนเหล่านั้นมีชายชราผมขาวห้าคน สีหน้าขึงขังแฝงโทสะ เด่นชัดสะดุดตา
ผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดคือผู้อาวุโสใหญ่เซียวเหมิ่ง[1]
คนผู้นี้ตั้งชื่อเหมาะสมกับตัวนักเพราะแม้อายุจะล่วงเลยราวหกสิบปีแล้ว แต่แววตายังคมกริบและดุดันราวกับอสูรส่วนอีกสี่คนต่างนั่งเรียงกันอยู่ด้านล่าง
ทันทีที่พวกเขาเห็นหลิ่วซื่อกับสองพี่น้องเซียวหลิงเฟิงอยู่ข้างกายเซียวหลิงอวิ๋นใบหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยวจนตบโต๊ะดังปัง
“เป็นความอัปยศของตระกูลจริงๆ! เซียวหลิงอวิ๋นเจ้ากล้าพาพวกสกปรกเช่นนี้เข้ามาในจวนเจิ้นกั๋วโหวได้อย่างไร!”
“ช่างไร้สาระนัก ข้านึกว่าฉางอวี่พูดเกินจริงที่ไหนได้เจ้ากลับกล้าพาเศษสวะไร้ที่มาเหล่านี้มาทำให้ตระกูลเซียวขายหน้าเจ้าคนสารเลว ยังไม่คุกเข่าลงอีก! พวกสกปรกเช่นนี้ไม่มีสิทธิ์เหยียบเข้าศาลบรรพชนรีบไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!”
คนจากตระกูลสายรองรวมถึงบุตรนอกสมรสและอนุภรรยาต่างก็แสดงท่าทีสะใจ
เซียวหลิงอวิ๋นช่างหาเรื่องตายชัดๆนางไม่รู้หรือว่าครั้งก่อนที่หลิ่วซื่อถูกขับออกจากจวนก็เพราะเหล่าผู้อาวุโสยืนยันจะไล่นางไปพวกเขามองว่าหลิ่วซื่อกับเซียวหลิงเย่เป็นความอับอายของตระกูลแต่นางกลับกล้าพาพวกเขากลับเข้ามาในจวน แถมยังพามาศาลบรรพชน
หลิ่วซื่อกับสองพี่น้องเซียวหลิงเฟิงถูกเหยียดหยามเช่นนี้สีหน้าก็หม่นหมองทันตา
แววตาเซียวหลิงอวิ๋นเย็นเฉียบนางจ้องไปยังเซียวเหมิ่งกับพวกก่อนเอ่ยเสียงแข็ง
“ระวังปากของพวกท่านให้ดี! ถ้าจะพูดเรื่องสกปรกแล้วละก็เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายก็ใช่ว่าจะสะอาดนักเรื่องใส่ร้ายป้ายสีพวกนี้ทำได้อย่างคล่องแคล่วนักเพียงเพื่อจะแย่งชิงเก้าอี้ผู้อาวุโสมือของพวกท่านในอดีตก็ไม่เคยเว้นว่างจากเลือดของญาติพี่น้อง กระทั่งท่านปู่ของข้าก็ยังถูกพวกท่านกลั่นแกล้งจนตายคนที่ไม่มีสิทธิ์เข้าสู่ศาลบรรพชนที่สุดก็คือพวกท่านต่างหาก!”
ปู่ของเซียวหลิงอวิ๋นเคยเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกรอุทิศชีวิตในสนามรบเพื่อแคว้นฮั่วหลี แต่มีบุตรเพียงคนเดียวสมัยนั้นคนเหล่านี้พยายามกำจัดบิดาของนางเพื่อให้สายรองได้ขึ้นมาครองตำแหน่งแต่ท่านปู่ของนางใช้ชีวิตแลกกับคำมั่นจากฮ่องเต้ว่า ตำแหน่งนี้จะตกแก่บิดาของนางเพียงผู้เดียวหากเขาเสียชีวิตโดยไร้ทายาท ตำแหน่งจึงจะถูกเรียกคืนทำให้แผนของพวกนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า
นี่คือความเสื่อมเสียครั้งใหญ่ของตระกูลเซียวเหล่าผู้อาวุโสหลายคนมีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะเซียวเหมิ่งที่ไม่อยากให้ใครเอ่ยถึงเรื่องนี้มากที่สุด
ยามนี้สายตาที่มองเซียวหลิงอวิ๋นราวกับเคลือบยาพิษเขาตวาดด้วยความโกรธ “เจ้าคนชั่ว หุบปาก! เจ้ากล้าล่วงเกินผู้อาวุโสเช่นนี้ก็คงเป็นเรื่องจริงที่ว่าเจ้าทำให้ซ่างกวนหลิวโกรธจนล้มป่วยกล้าขัดคำพี่ชาย ทำร้ายน้องสาวและบ่าวไพร่แล้วยังกล้าพาคนนอกที่ทำให้ตระกูลขายหน้าเข้ามาในศาลบรรพชนหากวันนี้ไม่สั่งสอนเจ้าให้เข็ดหลาบเจ้าคงกล้าไปถึงขั้นทำลายฟ้าของจวนเจิ้นกั๋วโหวแล้ว! ใครก็ได้!จับตัวเซียวหลิงอวิ๋นไปยังม้านั่งลงทัณฑ์ ลงโทษตามกฎตระกูล!”
[1] คำว่า เหมิ่ง ในภาษาจีน มีความหมายว่า ดุร้าย