มารสยบฟ้า

    บทที่ 44 : หารือกับผู้นำตระกูลทั้งสาม

    สองวันถัดมา ภายในห้องรับรองของตระกูลเฉียน ชายวัยกลางคนกำลังนั่งสนทนากับเฉียนมู่ฟางถึงการทำธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคนผู้นี้ก็คือผู้นำตระกูลเฉียนและยังเป็นบิดาของเฉียนเป่น ‘เฉียนฮ่าว’

     

    “มู่ฟาง วันนี้มีเรื่องสำคัญอะไร ถึงมานั่งพูดคุยเป็นเพื่อนกับข้าได้?”

     

    มู่ฟางตอบไปตามตรง “สหายของข้ามีเรื่องเร่งด่วนต้องการหารือด้วย”

     

    “เรื่องเร่งด่วน?” เฉียนฮ่าวรู้สึกประหลาดใจมาก สหายของมู่ฟางผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ ถึงขนาดทำให้มู่ฟางที่สนใจแต่เรื่องการค้าขาย ต้องยอมสละเวลาให้เช่นนี้

     

    ระหว่างที่ทั้งสองกำลังนั่งสนทนากัน ใครบางคนได้เดินเข้ามา “เฉียนฮ่าว ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีไหม?”

     

    เห็นคนคุ้นหน้าคร่าตา เฉียนฮ่าวจึงรีบเดินเข้าไปต้อนรับ  “โอ้ววว ปิงหยวน ข้าต้องสบายดีอยู่แล้ว”

     

    ขณะที่เฉียนฮ่าวกำลังต้อนรับปิงหยวนอยู่นั้น เขาก็เหลือบไปเห็นชายสูงวัยกำลังเดินตามเข้ามา “ท่านหลันเทียน นี่ท่านก็มาด้วยหรือนี่!”

     

    หลันเทียนพูดอย่างให้เกียรติ “มู่ฟางเป็นคนส่งคำเชิญมาด้วยตนเอง มีหรือที่ข้าจะไม่มา!”

     

    เฉียนฮ่าวรีบเชิญทั้งสองคนเข้ามานั่ง เขาหันไปกระซิบที่ข้างหูของมู่ฟาง “สหายของเจ้าเป็นสองคนนี้อย่างนั้นรึ?”

     

    มู่ฟางส่ายหน้า “พวกเขาเป็นแขกที่สหายของข้าต้องการหารือด้วย”

     

    เฉียนฮ่าวต้องรู้สึกแปลกใจอีกครั้ง ตอนนี้เขาเริ่มสงสัยแล้ว ว่าสหายของมู่ฟางผู้นี้เป็นใครกันแน่ ถึงขนาดต้องการหารือกับผู้นำของสามตระกูลใหญ่

     

    ขณะที่เฉียนฮ่าวกำลังขบคิดอย่างสงสัย เด็กหนุ่มส่วมแว่นตาเรียวบางผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา พร้อมกับผสานมือขึ้น “ยินดีที่ได้พบกับท่านผู้นำตระกูลทั้งสาม วันนี้ข้ามีเร่งด่วนที่ต้องการจะหารือกับพวกท่าน”

     

    ทุกคนต่างมองมาที่เด็กหนุ่ม นอกจากมู่ฟางแล้ว ไม่มีใครที่สามารถจดจำเด็กหนุ่มผู้นี้ได้เลย

     

    เห็นสีหน้าของทุก เด็กหนุ่มจึงนึกขึ้นได้ เขาใช้ปลายนิ้วชี้ทั้งสองข้างจิ้มไปที่จุดลมปราณบริเวณใบหน้า “ต้องขอโทษที่ทำให้พวกท่านรู้สึกสับสน”

     

    หลังจากเด็กหนุ่มกดไปที่จุดลมปราณ ใบหน้าของเขาได้เปลี่ยนกลับสู่สภาพเดิม ทำให้ปิงหยวนและหลันเทียนต้องตะโกนออกมาอย่างตกใจว่า “โม่เฟิง!”

     

    ตั้งแต่ที่ถูกเฟิงกวงหงและหัวหน้าชายชุดดำจดจำใบหน้าได้ ถ้าตระกูลเฟิงและลัทธิหัตถ์ปีศาจยังไม่ถูกกำจัด โม่เฟิงก็ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ในเมืองตะวันดับได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น...ในช่วงที่เก็บตัวอยู่ในถ้ำ โม่เฟิงจึงทดลองการกดจุดลมปราณ เพื่อแปลงโฉมใบหน้าตามวิธีการที่มีอยู่ในบันทึกภูติ จนในที่สุด เขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ใบหน้าได้สำเร็จ

     

    เมื่อเห็นโม่เฟิง ปิงหยวนรีบเดินเข้ามาหา “เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา? ข้าส่งคนออกตามหาเจ้าไปทั่วเมือง แต่ก็หาเจ้าไม่พบ”

     

    โม่เฟิงได้เล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ผู้นำตระกูลทั้งสามทราบ เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องการรวมมันกันระหว่างตระกูลเฟิง ตระกูลยิน และลัทธิหัตถ์ปีศาจนั้น ทุกคนต่างก็มีสีหน้าที่ตกใจ

     

     

    หลันเทียนเอ่ยเสียงต่ำ “หึม! ไม่คิดว่าตระกูลเฟิงและตระกูลยินจะกล้าร่วมมือกับคนนอก และอีกฝ่ายยังเป็นลัทธิหัตถ์ปีศาจเสียด้วย”

     

    ดูจากสีหน้าของผู้นำตระกูลทั้งสาม เหมือนพวกเขาจะรู้จักกับลัทธิหัตถ์ปีศาจมาก่อน “พวกท่านรู้จักลัทธิหัตถ์ปีศาจอย่างนั้นหรือ?”

     

    ปิงหยวนพยักหน้า “ลัทธิหัตถ์ปีศาจเป็นหนึ่งในลัทธิชั่วร้าย พวกมันได้ลักพาตัวคนไปมากมาย เพื่อทำการทดลองที่ขัดต่อกฎเกณฑ์ธรรมชาติ จากที่ข้าทราบข่าวมา พวกมันลักพาตัวมนุษย์ไปมากกว่าสองร้อยคนแล้ว สำนักปีนภาได้ส่งคนออกไปกวาดล้าง แต่พวกมันไหวตัวทัน สามารถหลบรอดการตามล่าของสำนักปีกนภาไปได้ทุกครั้ง ไม่คิดเลยว่าเป้าหมายของพวกมันในครั้งนี้จะเป็นเมืองตะวันดับของพวกเรา”

     

    ได้ฟังดังนั้น เฉียนฮ่าวพลางเอ่ยออกมา “ถ้าเรื่องนี้มีลัทธิหัตถ์ปีศาจเข้ามาเกี่ยวของ พวกเราควรรีบส่งคนไปแจ้งสำนักปีกนภาโดยด่วน”

     

    โม่เฟิงส่ายหน้า “ข้าว่าเรายังไม่ควรรีบแจ้งสำนักปีกนภาตอนนี้”

     

    หัวหน้าตระกูลทั้งสามต่างหันหน้ามาทางโม่เฟิง ก่อนที่เฉียนฮ่าวจะถามขึ้น “ทำไมถึงไม่ควรแจ้ง?”

     

    โม่เฟิงอธิบายทุกอย่างด้วยเหตุและผล “ตระกูลเฟิงและลัทธิหัตถ์ปีศาจน่าจะส่งคนคอยจับตาดูพวกท่านอยู่ หากพวกมันรู้ว่ามีคนจากเมืองตะวันดับเดินทางไปที่สำนักปีกนภา พวกมันต้องรู้ตัวแน่ ๆ ว่าข้านำแผนการของพวกมันมาแจ้งให้พวกท่านทราบ”

     

    “หากพวกมันหวาดกลัวจนล้มเลิกแผนการก็ถือว่าดีไป แต่ท่าพวกมันเริ่มลงมือในทันที กว่าคนของสำนักปีกนภาจะเดินทางมาถึง เมืองตะวันดับอาจจะตกอยู่ในมือของพวกมันไปแล้ว”

     

    หลันเทียนพยักหน้า “สิ่งที่เจ้าว่ามาก็นับว่ามีเหตุผล หากแจ้งเรื่องนี้ไปทางสำนักปีกนภา กว่าพวกเขาจะส่งคนมาที่นี่ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบห้าวัน ถ้าพวกมันชิงบุกเข้ามาก่อน พวกเราที่ยังไม่ทันเตรียมแผนการรับมือ มีโอกาสที่พวกเราจะต้านได้ไม่อยู่”

     

    ผู้นำตระกูลทั้งสามมีสีหน้าที่เคร่งเครียด คิดหาหานทางรับมือกับตระกูลเฟิง ตระกูลยินและลัทธิหัตถ์ปีศาจ

     

    ขณะที่พวกเขากำลังขบคิดหาแผนการรับมืออยู่นั้น โม่เฟิงก็ได้เอ่ยขึ้น “ระหว่างที่ข้าซ่อนตัวอยู่ ข้าได้คิดแผนการรับมือเอาไว้แล้ว พวกท่านอยากจะลองฟังแผนการของข้าดูหรือไม่?”

     

    ผู้นำตระกูลทั้งสามต่างนิ่งเงียบ ถึงแม้พวกเขาจะรู้ดี ว่าโม่เฟิงนั้นเป็นคนเฉลียวฉลาด สามารถคว้าอันดับหนึ่งในงานล่าจิตอสูรมาได้ แต่การคิดแผนรับมือกับเหตุการณ์ที่ใหญ่โตขนาดนี้พวกเขาต่างก็คิดว่า มันออกจะเกินความสามารถของเด็กอย่างโม่เฟิงไปเสียหน่อย

     

    เห็นผู้นำตระกูลทุกคนต่างนิ่งไป มู่ฟางจึงได้เสริมขึ้น “ก่อนจะมาพบพวกท่าน ข้าได้ฟังแผนการของโม่เฟิงดูแล้ว ข้าคิดว่ามันเป็นแผนการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในตอนนี้ที่สุดแล้ว ข้ารับรองได้”

     

    เมื่อมู่ฟางเป็นผู้เอ่ยปากยืนยันด้วยตัวเอง พวกเขาจึงอยากฟังแผนการของโม่เฟิงขึ้นมาทันทีทันใด “ไหนเจ้าลองเล่าแผนการให้พวกข้าฟังหน่อย”

     

    โม่เฟิงได้สาธยายแผนการอย่างละเอียดให้กับผู้นำตระกูลทั้งสามฟังเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมง ซึ่งในระหว่างที่นั่งฟัง มันทั้งพวกเขาทั้งสามต่างก็รู้สึกประหลาดใจมาก เนื่องจากไม่มีใครคาดคิด ว่าโม่เฟิงจะมีความฉลาดเฉลียวเกินเด็กในวัยเดียวกันได้ถึงขนาดนี้

     

    หลันเทียนที่นั่งฟังมานานถึงกับต้องเอ่ยปากชื่นชม “ไม่คิดเลยว่าจะเจ้ามีค่ายกลที่น่าเหลือเชื่อแบบนั้นอยู่  ส่วนแผนการของเจ้าก็นับว่ารอบคอบมาก หากทำตามที่เจ้าบอก พวกเราจะสามารถจัดการตระกูลเฟิง ตระกูลยินและลัทธิหัตถ์ปีศาจไปพร้อม ๆ กันได้

     

     เฉียนฮ่าวเองก็ได้พูดขึ้น “ถึงแม้ตระกูลเฉียนของข้าจะถือตัวเป็นกลางมาโดยตลอด แต่ถ้าผู้ใดคิดร้ายต่อเมืองตะวันดับแห่งนี้ ข้าจะไม่ปล่อยพวกมันไว้ มู่ฟาง...เจ้ารีบส่งคนไปดำเนินการตามแผน”

     

    มู่ฟางพยักหน้า “ข้าได้ส่งคนไปดำเนินการตามแผนเรียบร้อยแล้ว เพราะข้ารู้ว่าเจ้าจะต้องเห็นด้วยกับแผนการนี้”

     

    เมื่อได้ยินว่ามู่ฟางพูดเช่นนั้น เฉียนฮ่าวถึงกับยิ้มออกมา “เจ้านี่ช่างรู้ใจข้าซะเหลือเกิน ฮ่ะๆๆๆ”

     

    เมื่อวางแผนรับมือเรียบร้อย เทียนหลันจึงได้ขอตัวกลับ “ท่าไม่มีอะไรแล้ว ข้าจะกลับไปดำเนินการตามแผน”

     

    “ข้าเองก็จะขอตัวกลับเช่นกัน จะปล่อยให้แผนรับมือล่าช้าออกไปไม่ได้” จากแผนที่ว่าเอาไว้ ปิงหยวนเองก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขายังต้องไปจัดการ ไม่อาจปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ก่อนที่เขาจะกลับ เขาหันมาถามโม่เฟิงว่า

     

    “แล้วเจ้าละ จะกลับไปกลับข้าไหม?”

     

    โม่เฟิงส่ายหน้า “ท่านปิงหยวน ตอนนี้ข้ายังกลับไปกลับท่านไม่ได้ หากมีคนแปลกหน้าเข้าไปอยู่ในบ้านท่านตอนนี้ พวกนั้นอาจจะรู้ว่าเป็นข้าที่กำลังปลอมตัวอยู่ ช่วงนี้ข้าเลยจะขออาศัยอยู่กับท่านมู่ฟางเป็นการชั่วคราวก่อน ข้าต้องรบกวนท่านปิงหยวน อย่าได้บอกเรื่องนี้กับใคร รวมถึงท่านต้องส่งคนออกตามหาข้าเหมือนที่ผ่านมา จะได้ไม่ผิดสังเกต”

     

    ปิงหยวนพยักหน้าอย่างชื่นชม ขนาดตัวเขาเองยังไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้ “ได้ ข้าจะทำตามที่เจ้าบอก”

    -----------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ

    คล้ายกับเรื่องมารสยบฟ้า ที่คุณอ่าน