แม้ว่าทัพพิภพจะได้สิทธิ์แค่ห้ารายชื่อแต่ศิษย์ทุกคนในทัพพิภพต่างก็ดีใจ
โหยวเสี่ยวโม่เองก็พึ่งได้ยินรายชื่อทั้งห้าจากปากหยางอีศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองนั้นกำหนดไว้แต่แรกแล้ว ดังนั้นรายชื่ออีกสามที่เหลือ สองในนั้นเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสอีกท่านสองท่านในทัพพิภพ
รายชื่อสุดท้ายนั้นนอกเหนือความคาดหมายของโหยวเสี่ยวโม่ซึ่งก็คือศิษย์พี่หก เหมาชัน นั่นเอง
ตอนหลังไปถึงได้ยินมาว่า
เพื่อความยุติธรรม ขงเหวินจึงยกสิทธิ์ให้ผู้อาวุโสอีกสองท่านหากสิทธิ์ที่เหลืออีกหนึ่งรายชื่อนั้นให้กับใครคนใดคนหนึ่ง อีกฝ่ายคงไม่พอใจดังนั้นขงเหวินจึงยกสิทธิ์นั้นให้จ้าวเจินแทน
จ้าวเจินดูแลเรือนหญ้าเซียนมาหลายปีมีความดีความชอบไม่น้อยต่อทัพพิภพ ยกสิทธิ์ให้เขาก็เป็นเรื่องสมควรสองผู้อาวุโสได้ยินตามนั้นก็ไม่ได้แก่งแย่งกันอีก
แต่เรื่องนี้ขงเหวินก็พึ่งตัดสินใจได้ไม่กี่วันก่อนแม้กระทั่งจ้าวต๋าตันเองก็พึ่งรู้เมื่อวาน
ส่วนทำไมโหยวเสี่ยวโม่ถึงรู้ว่าจ้าวต๋าตันไม่รู้เพราะเมื่อวานจ้าวต๋าตันมาหาเขา รู้ว่าพ่อเขาได้สิทธิ์รายชื่อมาเขาก็นึกถึงโหยวเสี่ยวโม่เป็นคนแรก อีกทั้งยังแสดงท่าทีว่าจะให้พ่อเขายกสิทธิ์นี้ให้โหยวเสี่ยวโม่
โหยวเสี่ยวโม่ทั้งดีใจทั้งอึดอัดใจ เขาไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมจ้าวต๋าตันถึงยืนกรานจะยกสิทธิ์นี้ให้เขา แต่เขารับไว้ไม่ได้จริงๆไม่พูดถึงว่าหลิงเซียวหาสิทธิ์ให้เขาได้แล้วแต่หากอาจารย์ลุงจ้าวยกสิทธิ์ให้เขาจริง ก็คงทำให้ขงเหวินโมโหเอาได้ เรื่องแบบนี้เขาทำไม่ลง
โหยวเสี่ยวโม่อดไม่ได้ที่จะถาม “ศิษย์พี่ห้า ทำไมท่านต้องยกสิทธิ์ให้ข้าเสียให้ได้ล่ะ?”
จ้าวต๋าตันชะงัก จู่ๆ ใบหน้าก็แดงขึ้น ครู่หนึ่งจึงเอ่ยอ้ำอึ้งออกมา “มีคำนึงว่าไว้เป็นน้ำปุ๋ยไม่ควรไหลลงแปลงนาคนอื่น เรื่องนั้นน่ะ...ที่จริงข้ามีจุดประสงค์บางอย่างอยู่”
“เอาเถอะ ท่านมีจุดประสงค์อะไรกันแน่?” เขาเอ่ยถาม
จ้าวต๋าตันหมุนกลอกตา แล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าก็รู้ว่าพ่อข้าเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของข้ามากหากข้าทำสัญญาใจกับสัตว์ปีศาจได้สักตัวละก็ คิดว่าท่านคงคลายกังวลได้บ้างดังนั้นข้าจึงคิดว่า หากเจ้ามีโอกาสพบสัตว์ปีศาจเข้าที่แดนสวรรค์วิมานข้าอยากให้เจ้าช่วยหาให้ข้าสักตัว เรื่องขั้นน่ะ ข้ายังไงก็ได้”
พูดจนท้ายสุด เขาก็แอบหลบสายตาออก
เริ่มแรกเขาก็ไม่ได้คิดเช่นนี้ นี่เป็นเพียงการหาข้ออ้างมากลบเกลื่อนเฉพาะหน้าแต่ที่เขาพูดมาก็ไม่ถือว่าเป็นข้ออ้างเสียทีเดียวเพราะอันที่จริงเขาเองก็อยากได้สัตว์ปีศาจสักตัวจริงๆ
เพียงแต่พูดถึงตอนท้าย เขาก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมาดังนั้นจึงเพิ่มเข้าไปว่า ขั้นไหนก็ได้ แต่เขาหารู้ไม่ว่าคำพูดของเขาทำให้โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์
ท้ายที่สุด โหยวเสี่ยวโม่ก็ไม่ได้รับความหวังดีของเขาเพราะกลัวว่าอาจารย์จ้าวเจินจะลำบากใจ จ้าวต๋าตันเห็นเขายืนกรานจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
คืนนั้นหลังจากส่งจ้าวต๋าตันกลับไปโหยวเสี่ยวโม่ก็เริ่มเก็บข้าวของ
ไม่กี่วันก่อน หลิงเซียวบอกว่าจะย้ายมาอยู่กับเขาแต่ก็ไม่ได้ทำตามนั้นทันที โหยวเสี่ยวโม่พอเดาได้ว่าเพราะอะไรนอกเสียจากว่ายุ่งจนไม่มีเวลา แต่นี่ก็ตรงตามความต้องการของเขาพอดี
แต่หลังจากจ้าวต๋าตันจากไปไม่นาน หลิงเซียวก็มาหาเขาเพื่อคุยเรื่องการเปิดแดนสวรรค์วิมาน เขาบอกโหยวเสี่ยวโม่เตรียมตัวเสร็จแล้วให้เขาเตรียมตัวให้เสร็จบ่ายนี้แล้วลงไปเจอกันที่ตีนเขาทัพพิภพถึงตอนนั้นเขาจะมารับ
เนื่องจากแดนสวรรค์วิมานจะเปิดแล้วเพื่อเดินทางไปเตรียมการล่วงหน้า สำนักเทียนซินและสำนักอื่นๆต้องเดินทางไปล่วงหน้าสองวัน ดังนั้นจึงกำหนดวันเดินทางเป็นบ่ายวันนี้ ราวๆ ช่วงเช้าของมะรืนน่าจะถึงที่หมายหากเป็นไปตามกำหนดการ
ขณะที่โหยวเสี่ยวโม่เตรียมตัว คนอื่นๆ ก็เตรียมตัวเช่นเดียวกัน
โหยวเสี่ยวโม่ได้ยินมาว่าคนนำทัพพิภพครั้งนี้คือขงเหวินแต่เนื่องจากขงเหวินเป็นนักหลอมโอสถขั้นแปดที่ย่างเข้าสู่ขั้นเก้าครึ่งตัวระดับขั้นของเขานั้นถูกจำกัดเหมือนกับนักฝึกตน
พูดถึงการจำกัดของแดนสวรรค์วิมานโหยวเสี่ยวโม่ก็ถามความได้จากหลิงเซียวอีกทีก่อนหน้านี้เขารู้มาแค่ว่ามีการจำกัดการเข้าของนักฝึกตนผู้ที่เข้าได้มีเฉพาะผู้ที่พลังต่ำกว่าชั้นดวงดาราดังนั้นพลังชั้นอรุณขึ้นไปไม่สามารถเข้าได้ แต่การจำกัดนี้ก็มีผลกับนักหลอมโอสถด้วยเช่นกัน
นักหลอมโอสถกับนักฝึกตนเหมือนกัน พลังมีสิบสองขั้นเหมือนกันพลังชั้นดวงดาราเท่ากับนักหลอมโอสถขั้นหก ขงเหวินอยู่ขั้นแปด ดังนั้นจึงเข้าไม่ได้เพราะฉะนั้นเขาทำได้เพียงนำทัพลูกศิษย์ไปส่งถึงด้านหน้าแดนสวรรค์วิมาน
ข่าวนี้ดีกับตัวโหยวเสี่ยวโม่อย่างไม่ต้องสงสัยเพราะว่าเขาไม่อยากเจอขงเหวินในแดนสวรรค์วิมาน เพราะแบบนั้นคงอึดอัดแย่
หลังจากนั้น โหยวเสี่ยวโม่ก็นั่งรอจนเวลาออกเดินทางแต่เขากลัวจะลืมเวลา ดังนั้นจึงไม่กล้าหลอมยา
เพราะหากเขาเริ่มหลอมยา ก็จะหลงลืมเวลาได้ง่ายเขาไม่อยากรอจนทุกคนออกเดินทางแล้วถึงรู้ว่าตัวเองพลาดเวลานั้นไป
แต่เขาก็ลืมไปอย่างหนึ่งว่า หากหาเขาไม่เจอหลิงเซียวก็คงมาหาเขาเอง
อีกไม่กี่นาทีก็จะถึงบ่ายโมง นั่นก็คือเวลารวมตัว
โหยวเสี่ยวโม่เปิดประตูออก บริเวณโดยรอบเงียบเชียบ แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แล้วจึงออกมาอย่างเงียบๆ
แต่ไม่นานนักก่อนหน้านี้ ศิษย์พี่หยางมาหาเขาตอนนั้นคืออยากชวนเขาไปดูความครึกครื้น แต่ถูกโหยวเสี่ยวโม่ปฏิเสธเพราะเขาต้องลงเขาไปรอหลิงเซียว แต่เขาไม่อยากให้ใครรู้ ดังนั้นจึงต้องหลบๆ ซ่อนๆหยางอีก็ไม่ได้คิดมากอะไร เห็นเขาไม่ไปจึงไปกับศิษย์คนอื่น
ตีนเขาทัพพิภพไม่ไกลมากนัก เดินราวห้านาทีก็ถึง
โหยวเสี่ยวโม่รอไม่ถึงห้านาที หลิงเซียวก็โผล่มาจากด้านหลังเขาเล่นเอาสะดุ้งจนเขาเกือบปล่อยหมัดออกไป อันที่จริงเขาก็อยากอยู่ แต่พอคิดๆดูก็อดทนไว้ดีกว่า
“ศิษย์น้องเล็ก ตรงเวลาดีนี่” หลิงเซียวเดินมาโอบเอวเขาจากด้านหลัง หัวซุกไซร้เข้าคอเขาแล้วกระซิบน้ำเสียงเกียจคร้าน
โหยวเสี่ยวโม่กลอกตาบน ข้าไม่ใช่ท่านซะหน่อยคิดว่าทุกคนเหมือนท่านหมดรึไงล่ะ?
“ศิษย์พี่หลิง พวกเราจะออกเดินทางเลยหรือว่าไปรวมตัวกับคนอื่นก่อน?” โหยวเสี่ยวโม่ถามขึ้น คนอื่นที่เขาพูดถึงคือศิษย์แขนงการต่อสู้และแขนงโอสถเพราะพลังต่อสู้ของนักหลอมโอสถนั้นอ่อนแอมากดังนั้นต้องไปพร้อมแขนงการต่อสู้แน่นอน
“ไม่จำเป็นข้าหาข้ออ้างบอกพวกเขาว่าออกเดินทางโดยไม่ต้องรอข้า อีกเดี๋ยวข้ากับ ‘ศิษย์น้องโจว’ จะตามไป” หลิงเซียวกล่าว นี่คือสิ่งที่เขาบอกกับโหยวเสี่ยวโม่เรื่องเตรียมตัวขอเพียงชิงลงมือก่อนก็มีชัย ถึงตอนนั้นแม้ทังฝานจะคัดค้านที่โหยวเสี่ยวโม่ไปด้วยแต่ก็คงไม่ทันการแล้ว
โหยวเสี่ยวโม่รู้ว่า ‘ศิษย์น้องโจว’ ที่หลิงเซียวพูดถึงก็คือตัวเองแม้จะวางแผนกันไว้แล้ว แต่เขาก็รู้สึกไม่ดี เอ่ยอย่างลังเล “แบบนี้จะดีเหรอ?”
หลิงเซียวรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร ขำแล้วเอ่ย “วางใจได้ โจวเผิงเป็นคนตกปากรับคำเองอีกอย่างข้าก็รับปากเขาแล้วว่าถ้าเจอสัตว์ปีศาจพลังการต่อสู้แข็งแกร่งก็จะยกให้เขา”
โจวเผิงที่จริงเป็นคนดีใช้ได้ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็เห็นด้วยไปหมด แม้ในใจเขาจะสงสัยว่าทำไมหลิงเซียวถึงดีกับโหยวเสี่ยวโม่มากถึงเพียงนั้นแต่เมื่อได้ยินว่าเขาจะพาโหยวเสี่ยวโม่ไปแดนสวรรค์วิมานด้วยเขาก็ยกสิทธิ์นั้นให้โดยไม่พูดอะไรสักคำ แม้คนที่เขาภักดีด้วยคือหลินเซียวคนเก่าแต่เพราะหลิงเซียวได้รับความภักดีนั้นด้วย หลิงเซียวก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยเขาเพิ่มพลังฝีมือให้แข็งแกร่งขึ้น
“ส่วนทังฝาน ข้ามีแผนรับมือแล้ว” หลิงเซียวยกมุมปากโค้งขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มชั่วร้ายความชั่วร้ายบนใบหน้าหล่อเหลานั้นบดบังความสว่างเจิดจ้าของเขาทำให้ดูอันตรายยิ่งขึ้น
เขารู้ว่าทังฝานคงมีความเห็นแน่นอนหากเขาพาโหยวเสี่ยวโม่ไปด้วยและอาจถึงขั้นไม่ยอมเอ็นดูเขาอีกต่อไป แต่จะเป็นไรไป คนเจอคนที่เขาตามหาแล้วหลังจากจบเรื่องแดนสวรรค์วิมาน ไม่แน่เขาอาจพาโหยวเสี่ยวโม่จากไปแล้วก็ได้
หลิงเซียวพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ โหยวเสี่ยวโม่เม้มปากและไม่พูดอะไรต่อ
ครู่หนึ่งผ่านไป ทั้งสองมาถึงตีนเขาสำนักเทียนซินทังฝานพาคนทั้งหมดออกเดินทางไปแล้ว
นกขนส่งตัวใหญ่ต่างโดนพวกเขาเลือกไปหมดแล้วเหลือเพียงนกขนส่งตัวเล็ก มากสุดก็นั่งได้แค่สามคนหลิงเซียวให้ผู้ดูแลลีหานกขนส่งที่นั่งได้สามคนมาให้เขา ไม่นานนักนกขนส่งที่บรรทุกพวกเขาก็บินเหินขึ้นฟ้า
เบื้องล่างมีเพียงผู้ดูแลลีที่หน้ามึนก่อนออกเดินทางเจ้าสำนักแจ้งเขาชัดเจนว่าเป็นศิษย์รุ่นสามหลินเซียวและโจวเผิงทำไมกลายเป็นหลินเซียวกับศิษย์ทัพพิภพโหยวเสี่ยวโม่ไปได้?
ผู้ดูแลลีคิดไม่ตก แต่เสียดายที่ไม่มีใครให้คำตอบเขาได้
ความเร็วของนกขนส่งนั้นไวมาก ร่างคล่องแคล่วทะยานทะลุก้อนเมฆเบื้องหน้ามีเพียงเมฆขาวหนาทึบ มีเพียงเสียงลมลู่อยู่ข้างหู
โชคดีที่ตอนนี้ไม่ใช่หน้าหนาว ไม่เช่นนั้นลมหนาวตีเข้าหน้าคงเจ็บน่าดูแต่โหยวเสี่ยวโม่ยังคงไม่ค่อยชินกับความเร็วของนกขนส่งมากนัก ทุกครั้งที่นั่งก็ต้องนั่งปิดหน้าตลอดเมื่อลืมตาขึ้นเพียงครึ่งเดียว จากนั้นก็จ้องหลิงเซียวที่อยู่ข้างๆอย่างอิจฉาริษยา
ราวกับรับรู้ถึงความกล้ำกลืนของใครบางคน จู่ๆหลิงเซียวก็เอียงคอมองโหยวเสี่ยวโม่ ชี้ไปยังอ้อมอกที่ว่างๆ ของเขายิ้มยกมุมปากสูงแล้วเอ่ย “ศิษย์น้องเล็กอยากมานั่งที่นี่รึเปล่า?”
โหยวเสี่ยวโม่นึกภาพตัวเองนั่งขึ้นไป ใบหน้าเริ่มแดงนี่ก็เท่ากับว่าเขากำลังนั่งตักหลิงเซียวน่ะสิ? พลันจ้องเขาถมึงทึงแล้วสะบัดหัวออกพร้อมพูดขึ้น “ไม่เอา!”
“ไม่เอาจริงหรือ? อ้อมอกข้าสบายมากเลยนะ” หลิงเซียวเอ่ยถามไม่ลดละ โน้มตัวเข้าข้างหู พ่นลมเบาๆเย้าแหย่ใบหูที่อ่อนไหวของโหยวเสี่ยวโม่จากนั้นจ้องมองใบหน้าและลำคอแดงระเรื่อของเขาอย่างอิ่มอกอิ่มใจ
“ก็บอกแล้วว่าไม่เอา” โหยวเสี่ยวโม่ผลักเขาออกอย่างเคืองๆ
หลิงเซียวที่ถูกผลักออกก็ไม่ได้คะยั้นคะยอต่อ แต่กลับยิ้มราวกับแมวที่ขโมยปลาย่างมาได้แล้วนั่งลงตามเดิม เอ่ยอย่างเชื่องช้า “ศิษย์น้องเล็ก ข้ารู้ว่าเจ้าเขินอาย ไม่เป็นไรอ้อมอกของข้านั้นเปิดรับเพื่อเจ้าตลอด เจ้าอยากซบอกข้าเมื่อไหร่ก็ได้ ตามใจเจ้าเลย”
โหยวเสี่ยวโม่กัดฟัน เขาไม่มีทางพุ่งเข้าไปซบอกเขาแน่นอน
หลิงเซียวเหมือนอ่านสายตาเขาออก เพียงแค่ขำแต่ไม่ได้พูดอะไรบนโลกนี้ไม่มีคำว่าไม่มีทาง มีคำหนึ่งพูดไว้ดีทุกเรื่องล้วนขึ้นอยู่กับการกระทำของคน!
ปรากฏว่าเมื่อย่างเข้าสู่กลางคืน โหยวเสี่ยวโม่ก็ซุกเข้าอ้อมอกหลิงเซียวเสียเองหมดหนทาง เขาเป็นคนกลัวหนาว แม้ในถุงเก็บของจะมีเสื้อผ้าอยู่แต่ก็บางจนไม่อาจต้านทานลมหนาวได้ ยังไม่สู้แผ่นอกกว้างของหลิงเซียวเลย
ส่วนหลิงเซียว เขารอจังหวะนี้อยู่แล้ว โอบกอดเขาด้วยร่างกำยำชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้อ่อนโยนอย่างเขาก็ลูบไล้ร่างโหยวเสี่ยวโม่ไปทั่วแม้กระทั่งเจ้าน้องชายก็ไม่หลุดมือ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ ประเด็นหลักที่เขาอยากดูแลก็คือเจ้าน้องชายนั่นเองปรากฏว่าโหยวเสี่ยวโม่ผ่านค่ำคืนนี้ด้วยความร้อนระอุ แต่ก็อบอุ่นจริง
วันถัดมา เขาตื่นขึ้นในอ้อมกอดหลิงเซียวปฏิกิริยาแรกก็คือต่อยเข้าที่หน้าอกเขาอาศัยจังหวะที่เขากุมหน้าอกรีบหนีเข้าห้วงมิติไปอาบน้ำ
เมื่อคืนตอนที่หลิงเซียวเย้าแหย่เขานั้นไม่ได้ถอดเสื้อเขาออก เพราะกลัวเขาจะหนาวปรากฏว่าเขาถึงจุดสุดยอดจนน้ำเปรอะทั้งในเสื้อแบบนั้นเช้าตื่นมาก็รู้สึกไม่สบายเนื้อตัว
คืนวันที่สอง หลิงเซียวตั้งใจทำเหมือนเดิมแต่โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ให้โอกาสเขาเพราะเขาพบว่าตัวเองทำเรื่องโง่มากในคืนก่อนหน้า ทั้งๆ ที่เขาสามารถหลบเข้าห้วงมิติเพื่อเลี่ยงเรื่องพวกนี้ก็ได้ขอเพียงเขาไม่ใช้พลังปราณวิญญาณไปควบคุมห้วงมิติให้เคลื่อนไหวก็พอแล้วดังนั้นตอนออกมาก็ยังคงอยู่บนนกขนส่ง
หลิงเซียวจึงต้องเผชิญค่ำคืนอันหนาวเหน็บลำพัง
วันถัดมา โหยวเสี่ยวโม่ออกมาจากห้วงมิติก็เห็นใบหน้ายิ้มกริ่มของหลิงเซียวมองเขาอยู่ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความน้อยใจ แต่ก็มีความดีใจเพิ่มขึ้นมาจางๆสายตาลุกวาวมองมายังเขาจนโหยวเสี่ยวโม่อดไม่ได้ที่จะนึกถึงหมาป่าหิวโซที่กำลังจะออกล่าทำไมน่ากลัวได้เช่นนี้นะ!
ขณะที่เขากำลังสยองอยู่นั้น นกขนส่งก็ถึงจุดหมายพอดี