เมื่อฉางขู่เห็นผู้ที่โพล่งเข้าไปรับบทวีรบุรุษช่วยหญิงงาม รูปพรรณสัณฐานคล้ายคลึงกับคนผู้หนึ่งที่ตนรู้จักเป็อย่างดี เขาพลันเหลียวมองคนข้างกายด้วยสังหรณ์ใจ เมื่อที่นั่งว่างเปล่า ไร้ซึ่งเงาร่างของจอมเสรี ย่อมชัดแจ้งว่าคนผู้นั้นก็คือหลี่ชิงเฉิน
‘เ้าจอมเสรีนั่น คิดจะทำอะไรของเขากัน!?’
ฉางขู่นั่งไม่ติดโต๊ะ สมองหมุนวนขบคิดหาวิธีช่วยหลี่ชิงเฉินอย่างเร่งด่วน ขืนเขาสุ่มสี่สุ่มห้ากระโจนเข้าร่วมวงอีกคน สถานการณ์จะยิ่งยุ่งเหยิงพัลวันและไม่เป็ผลดี
การที่หลี่ชิงเฉินถลันตัวเข้ามาแทรกนั้น มิได้เหนือความคาดหมายของกุยเหอ เขาวางถ้วยชาในมือลง ลุกขึ้นจากโต๊ะอย่างช้า ๆ
“จะทำอะไรก็ระวัง อย่าให้กระทบไปถึงท่านประมุข…” ยามเดินผ่านคนของตนที่หมายลงมือฆ่าสตรีอ่อนแอ กุยเหอก็เอ่ยตักเตือน
จากนั้น ก้าวต่อมาจนหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่ชิงเฉิน
“เห็นแก่ที่เ้าไม่ตัดสินคนของพรรคใต้ดิน เลิกยุ่งเื่นี้และมาเข้าร่วมพรรคบิดเบือนบัญญัติซะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเ้า”
หลี่ชิงเฉินหรี่ตาลง แสร้งนิ่งเงียบทบทวนคำเชิญชวนนั้น ด้วยท่าทีลำบากใจ
“เข้าร่วมพรรค… คนที่เป็แค่จิตรกรพเนจรเช่นข้า? ขอผ่าน ขอผ่าน” จอมเสรีส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น “ทว่าเื่ที่พวกท่านกำลังกระทำอยู่นั้น ข้าเห็นแล้วมิอาจนิ่งดูดายได้จริง ๆ ”
กุยเหอก้มลง ถามหลี่ชิงเฉินอย่างรู้สึกว่าน่าสนใจ
“แล้วเ้าจะทำเยี่ยงไร… หรือลำพังแค่เ้าก็คิดจะหยุดพวกข้า?”
หลี่ชิงเฉินกวาดสายตาสำรวจไอร้อนที่พวยพุ่งขึ้นจากกาน้ำชา ที่วางเรียงรายมากมายเต็มหอ อากาศภายในนิ่งสนิทและอบอวลด้วยความชื้น ทั้งรู้สึกได้ถึงหยดน้ำจิ๋ว ๆ ที่เกาะอยู่ตามผนัง
“…ข้า?” หลี่ชิงเฉินระบายสีหน้าประหนึ่งเพิ่งได้ฟังเื่ชวนหัว มิอาจเป็จริงได้ เขาปรายตาไปทางซ้ายชั่วครู่ เงาร่างของคนผู้หนึ่งสะท้อนชัดอยู่ในดวงตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “วรยุทธ์ต่ำต้อยเช่นข้า จะทำอันใดได้”
แต่ผู้อื่นไม่แน่แล้ว…
หลี่ชิงเฉินกางแขน ถีบตัวะโถอยหลังออกห่างจากกุยเหอ โดยไม่ลืมคว้าดึงพู่กันที่ปักกับเสาอยู่ติดมือมา ตามด้วยปามันเลี้ยวออกไป เฉี่ยวผ่านข้างใบหน้ากุยเหอ และใช้ชั่วขณะที่อีกฝ่ายเบี่ยงหลบ ซื้อเวลาให้ตนถอยร่นออกไปไกลลิบ
ยามพู่กันวกกลับมา หลี่ชิงเฉินแบฝ่ามือรอรับ โดยปล่อยให้พู่กันในมือนั้น ควงหมุนต่อเป็กงล้อ ปล่อยรัศมีปราณแผ่ซ่านออก เพื่อเรียกมวลอากาศรอบด้านให้หมุนวน เกิดเป็กระแสลมพัด ปิดประตูทางเข้าและหน้าต่างทุกบานของหอน้ำชา ไม่ให้มีแสงเล็ดรอดเข้ามาได้อีก
หยดน้ำเล็กจิ๋วที่กระจายเต็มพื้นที่ ผสานลมเย็นจากภายนอกพัดกรูเข้ามา ปะทะเข้ากับมวลอากาศที่อุ่นและชื้นแฉะภายในโรงน้ำชา ไอน้ำที่เคยโปร่งแสง จึงจับตัวหนาแน่นขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็ม่านหมอกขาวจาง ปกคลุมไปทั่วในระดับสายตา โต๊ะไม้และผู้คนที่นั่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว กลับถูกบดบังหายไปในเงาสลัว
หมอกก็คือเมฆที่เดินเล่นบนพื้นดิน หลี่ชิงเฉินใช้หลักการเดียวกับการสร้างอักษรเมฆา
ฉางขู่ที่เฝ้ามองหลี่ชิงเฉินและรอคอยจังหวะมาตลอด รีบส่งพัดออกไปช่วยดับเทียนที่ถูกจุดไว้ตามมุมต่าง ๆ ด้วยอีกแรง เดิมที แสงสว่างด้านในหอน้ำชาก็มีเพียงแสงไฟจากเทียน มืดสลัวมากอยู่แล้ว พอไม่มีแสงอาทิตย์ที่เล็ดรอดเข้ามา จึงมืดมิดลงฉับพลัน
‘เช้าเสกเมฆ เย็นเสกหมอก จอมเสรีผู้นี้ทำให้คนประหลาดใจอีกจนได้’
หมอกทำให้ทุกอย่างพร่าเลือน แต่จิตสังหารกลับคมชัดยิ่งกว่าคมดาบ
“จัดการมัน!” ลูกน้องของกุยเหอและสำนักฝึกสัตว์ปีศาจ พุ่งตามเข้าวาดดาบ ฟันใส่ตำแหน่งที่หลี่ชิงเฉินยืนอยู่ล่าสุด
ด้วยไร้วรยุทธ์ต่อกร จอมเสรีจึงก้มหลบดาบที่ฟันมาในแนวขวาง โดยใช้ปลายเท้าเกี่ยวกับขอบโต๊ะตัวหนึ่งยึดไว้ อาศัยวิสัยทัศน์พร่าเลือนซ่อนตัว ทำให้ดาบพลาดเป้าโดยง่าย ก่อนเงยกายขึ้นอีกครั้ง ใช้พู่กันในมือกระแทกสกัดจุดให้ฝ่ายตรงข้ามแน่นิ่งไป
ต่อเนื่องกันนั้น หนีเอาตัวรอดจากดาบอีกสามเล่มถัดไป ซึ่งฟาดลงมาใส่เขาในแนวตรงต่อ ๆ กัน โดยการหมุนตัวตลบกลิ้งไปยังอีกฟากของโต๊ะ ตามด้วยถีบโต๊ะสวน ส่งแรงผลักคนของสำนักฝึกปีศาจที่เข้ามาพร้อมกัน ตัวลอยไปหาคนที่ตนหมายมั่นไว้แต่แรก ว่าจะให้เป็ผู้รับเคราะห์แทน
…บุรุษแซ่ถัง ผู้ที่ั้แ่ต้น ยังคงเอาแต่ดื่มชาและกินกับแกล้มโดยไม่สนสิ่งที่เกิดขึ้น
ยามเมื่อสมุนฝ่ายพรรคใต้ดินถูกผลักไสมาทางเขา เข้ามาหนึ่ง เขาก็สับคอให้ลงไปนอนจูบพื้น ไม่ก็ถีบลิ้นปี่ส่งออกนอนจุกไปหนึ่ง โดยไม่ต้องเคลื่อนกายจากที่นั่งแม้แต่น้อย
สมุนพรรคใต้ดินสับสนมึนงงใต้ความมืดมัว ขณะที่หลี่ชิงเฉินที่สร้างเวทีนี้ขึ้น มีเพียงเงาที่แว่บผ่านไปทางนั้นทีทางนี้ทีบนม่านหมอก ยากจะคาดการณ์ได้ว่าหลี่ชิงเฉินลงมือทำกระไรไปบ้างหรืออยู่ตรงไหนกันแน่
จอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั่งอยู่หัวโต๊ะะโ ควันหลงการต่อสู้บางส่วนหันเหมาทางพวกเขา
“ทุกท่าน โปรดระวังตน!”
ฉางขู่กงจื่อร่อนพัดไหมทองคำออกไปในแนวระนาบปลาบหนึ่งเป็วิถีโค้งครึ่งวงกลม ขวางกั้นการโจมตีที่ลุกลามมายังโต๊ะน้ำชาบริเวณรอบ ๆ จากนั้น เขาพลันตวัดเรียวขาขึ้นสูง แล้วกดเหยียบลงบนคมดาบของชายฉกรรจ์ที่พุ่งเข้ามา แม้เหลือเพียงมือเปล่า ก็กลับสามารถฟาดสันมือใส่ท้ายทอยมัน จนสลบเหมือดได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะสืบเท้ากลับ ขยับกายรับพัดคืนแนบอก พลางใช้มืออีกข้าง ปัดชายอาภรณ์สีเขียวที่เลิกขึ้น ให้ทิ้งตัวลงเรียบกริบดังเดิม
บุรุษแซ่ถังถอนหายใจ เดิมทีไม่อยากข้องเกี่ยว แต่จะนิ่งดูดายปล่อยให้มีคนาเ็ล้มตายต่อหน้าต่อตาก็ไม่อาจทำได้ มือที่สวมปลอกแขนเหล็กลวดลายอีกา ตบโต๊ะให้ถั่วกับแกล้มในชามกระเด็นลอยสูง ต่อด้วยดีดนิ้วไล่เรียงเม็ดถั่วแต่ละเม็ดให้กระจายออกไป กระแทกเข้าหลังต้นคอของพวกมันสลบล้มพับ
หลี่ชิงเฉินยกมุมปาก พึงพอใจที่ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน ในจังหวะที่ร่างเร้นเข้าสู่ม่านหมอก เขาจึงย่อกายฉีกขาข้างหนึ่งราบขนานไปกับพื้น หลบเลี่ยงคมดาบที่วาดผ่านเหนือศีรษะไปเพียงคืบ ทันทีที่ถึงพื้น ขาข้างเดียวกันก็วาดไปด้านหลัง กวาดข้อเท้าคนของพรรคฝ่ายใต้ดินเสียหลักล้มตึงด้วยอีกด้าน
“โอ้ย!” เสียงร้องของลูกสมุนพรรคใต้ดินดังขึ้นเป็ระยะ ๆ จากการลอบโจมตีปั่นป่วน เงาของหลี่ชิงเฉินวาบไปวาบมา จับต้องไม่ได้เสียที
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนอยู่ในสายตาของมู่ไป๋หลิงทั้งหมด
เขายังเหมือนเดิมทุกประการ ใช้เพียงเล่ห์เหลี่ยมน้อยนิดกับพู่กันในมือ แก้สถานการณ์เอาตัวรอดได้หลายต่อหลายครั้ง
‘ในที่สุดข้าก็ได้พบกับท่านอีกครั้งแล้วจริง ๆ …’
บุรุษผู้หลงใหลสุนทรียภาพ ใฝ่ฝันอยากเป็ศิลปินผู้มีอิสรเสรี และบัดนี้ ก็ได้เป็จอมเสรีสมใจ นางยิ่งมั่นใจว่าผู้ที่ถือพู่กันวิเศษเตร็ดเตร่ ทำอะไรตามใจชอบไปทั่วเช่นนี้ เกรงว่าทั้งยุทธภพคงมีแค่เขา ไม่มีทางเป็ผู้อื่น