หลังจากที่เจียงจื่อเฮ่ากล่าวจบ ใบหูของเขาพลันแดงก่ำ เขาค่อยๆลืมตาขึ้นเพื่อมองไปทางมู่ชิงอวิ้นอย่างระวัง สิ่งที่เขากล่าวมานั้นชัดเจนยิ่งคนที่ฉลาดล้ำเช่นสตรีตรงหน้าน่าจะเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อถึงได้
เขาไตร่ตรองมาดีแล้ว หากสตรีตรงหน้าตอบตกลงรอจนกระทั่งท่านพ่อของเขากลับมา เขาจะขอให้ท่านพ่อเจรจานัดหมาย
คุณหนูรองตระกูลมู่ผู้นี้ดีพร้อมยิ่ง อ่อนหวานทว่าเข้มแข็ง ทั้งยังเข้าอกเข้าใจผู้อื่น พาให้เขาชอบนางจนแทบทนไม่ไหว
“หา? คุณชายเจียงท่านกล่าวว่ากระไรนะเจ้าคะ?”
มู่ชิงอวิ้นยังคงจมอยู่ในห้วงความคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตี้หลิงหานกับพี่หญิงของตนเดิมก็มิได้ฟังคำกล่าวของเจียงจื่อเฮ่าอย่างชัดเจนอยู่แล้ว นางเงยหน้าขึ้นพลางถามอีกครั้งด้วยความสงสัย
เจียงจื่อเฮ่าดื้อรั้นเขาเองก็ไม่ทราบว่าได้ความกล้าหาญมาจากที่ใด ประกายไฟที่ลุกโชนในดวงตาของเขาจ้องมองไปที่มู่ชิงอวิ้นเขารวบรวมความกล้าจากทั่วร่างแล้วกล่าวว่า “แม่นางชิงอวิ้น ข้าชอบ…!” เจ้า...
“คุณชายเจียงหากท่านมีเรื่องอันใดจะกล่าว ไว้รอวันหน้าเถิดเจ้าค่ะตอนนี้พวกเรารีบไปเรียกท่านหมอมารักษาบาดแผลของท่านเถิด ยังมีขาของท่านอีก เกรงว่าคงต้องใช้ไม้ค้ำอีกคราแล้ว”
เจียงจื่อเฮ่ารวบรวมความกล้าเตรียมที่จะสารภาพความในใจ แต่ทันทีที่เขาเริ่มต้นกลับถูกมู่ชิงอวิ้นขัดจังหวะความกล้าหาญที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นเวลานานพลันระเหยหายไปในทันที
เขาพยักหน้าหงึกหงัก“อืม...”
...
หลังจากที่ฮวาเหยียนทานอาหารที่ห้องอาหารเสร็จแล้ว เดิมทีภายในจวนก็ไม่เหลือใครที่สามารถเล่นกับนางได้ท่านพ่อ พี่ใหญ่ และบุตรชายล้วนไม่อยู่นางจะเล่นกับผู้ใดได้เล่า? แม้แต่เสี่ยวไป๋ก็ไม่ทราบว่าวิ่งเข้าป่าใดไปแล้วโชคดีที่ลาน้อยเสี่ยวฮวายังถูกมัดอยู่ในเพิง ฮวาเหยียนไปป้อนหญ้าให้มันจากนั้นจึงไปหาพ่อบ้านลุงหวัง ปรึกษากับเขาเรื่องท่านย่าของญาญ่าบอกให้เขาจัดการส่งคนไปติดต่อที่เรือนของคนทั้งสอง เรื่องที่วันหน้าภายในจวนจะรับซื้อพืชผักจากท่านย่าของญาญ่า
ยากที่จะเห็นฮวาเหยียนเอ่ยปากกำชับ ดังนั้นเมื่อนางสั่งการเรื่องนี้ลงมาพ่อบ้านลุงหวังเป็นคนที่ใส่ใจยิ่งนัก เขาประสานมือรับคำ และไปเยือนเรือนท่านย่าของญาญ่าด้วยตนเอง
ฮวาเหยียนพักอยู่ในศาลาคลายร้อนนางนั่งอ่านหนังสืออยู่ครู่หนึ่ง ย่างเข้าเดือนหกอากาศร้อนยิ่งพาให้คนหงุดหงิด โชคดีที่ในจวนมีชามใส่น้ำแข็งเพื่อคลายความร้อนที่แผดเผา
ศาลาโดนแสงอาทิตย์สาดส่องจนเกิดเป็นร่มเงาทว่าก็เย็นสบาย
นางมิได้ให้สาวใช้ตามมาปรนนิบัติเพียงนั่งอยู่คนเดียว หรี่ตาครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ ในใจ
ตอนนี้สถานการณ์ที่ชายแดนยังไม่ชัดเจนนักไม่มีข่าวคราวส่งกลับมาเลยแม้สักน้อย ทว่าตราบใดที่งบประมาณและเสบียงถูกส่งไปยังแนวหน้าของกองทัพทันเวลา เช่นนั้นการบุกจู่โจมครั้งนี้ย่อมไร้อุปสรรค
รอจนกระทั่งสงครามชายแดนสงบลงคาดว่าพี่รองก็คงจะกลับมา
พี่รองเป็นคนเช่นไรกัน?
ยังมีพี่สาม...
ฮวาเหยียนรู้สึกว่านางพึ่งพิงชีวิตที่อบอุ่นเช่นในยามนี้เป็นพิเศษ เพราะมันทำให้หัวใจที่หนาวเหน็บและเงียบเหงามานานปีของนางอบอุ่น
ในอดีต คำว่าครอบครัวสำหรับนางคือความเพ้อฝันยามนี้การได้ปกป้องครอบครัวกลับกลายเป็นความยึดมั่นสำหรับนาง
ลมอุ่นพัดโชยบางเบาพาให้คนง่วงเหงาหาวนอนนางหรี่ตาลงอย่างเกียจคร้าน ใคร่ครวญไปถึงท่านผู้เฒ่าติง ตาเฒ่าหัวแข็งนั่น ยามที่นางกับหยวนเป่าจากมาเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ยอมตามมาด้วย ทั้งยังบอกให้นางล่วงหน้ามาก่อน เมื่อตั้งหลักมั่นแล้วเขาจะตามมาในภายหลัง
เหอๆๆ...
ผู้เฒ่าติงนั่นหากรู้ว่ายามนี้นางมีความสุขมากเพียงใด เกรงว่าคงอิจฉาริษยาเป็นแน่
ฮวาเหยียนคิดไปคิดมา มุมปากของนางก็หยักยกสูงขึ้น
เมื่อหวนคิดถึงผู้เฒ่าติงก็หลีกเลี่ยงไม่ให้คิดถึงเรื่องราวเมื่อสี่ปีก่อนขึ้นมามิได้มู่อันเหยียนตัวจริง...ดูเหมือนว่าทันทีที่นางหลับตาลงก็คงเป็นยามที่...มู่อันเหยียนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะดื่มโอสถละลายกระดูกนั่น
ยังมีชายหน้ากากทอง...
ฮวาเหยียนขมวดคิ้วนางเอนหลังพิงเก้าอี้ ใช้หนังสือปิดบังใบหน้าของตน
เพียงหวนคำนึงถึงสิ่งที่เหลืออยู่ในสายธารความคิดของนางก็คือแววตาที่ดุร้ายและแสนเย็นชาคู่นั้นดวงตาที่แฝงแววเกลียดชังเป็นอย่างยิ่ง
ชายหน้ากากทองตกลงแล้วเขาคือผู้ใดกันแน่?
ยามนี้ข่าวการหวนกลับคืนยังตระกูลมู่ของนางค่อยๆแพร่สะพัดออกไป นางจำได้ว่าชายหน้ากากทองผู้นั้นทราบนามของ ‘นาง’ เช่นนั้นเขาก็ต้องทราบตัวตนของนางด้วยเพียงแต่ไม่รู้ว่าเวลาที่ผ่านไปแล้วถึงสี่ปี ยามนี้ชายหน้ากากทองจะอยู่ที่ใด?ยังจะมาหาพวกนางอีกหรือไม่...
โอ๊ยๆๆ...
เพียงคิดถึงเรื่องนี้ก็พาให้นางรำคาญยิ่ง!โทสะที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจนางพลุ่งพล่าน ชายหน้ากากทองไม่โผล่หน้ามาย่อมดีที่สุดมิเช่นนั้นนางจะต้องชำระแค้นอย่างแน่นอน!
ตะวันทอแสงสาดส่องฮวาเหยียนพลันนึกถึงอีกเรื่องขึ้นมาได้ นางเลื่อนหนังสือที่ปิดบังใบหน้าอยู่ออกจากนั้นก็หยิบจี้หยกออกมาจากไข่มุกทองมังกรคะนองน้ำ ภายใต้แสงอาทิตย์จี้หยกสีแดงส่องแสงเปล่งประกายเจิดจ้า ด้านในเหมือนจะมีภาพเป็นลวดลายหงสาเพลิงที่กำลังหลับใหล
จี้หยกนี้ย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของหยวนเป่า!
ยามที่มู่อันเหยียนตัวจริงเข้าใกล้ความตาย สตรีผู้นั้นวางจี้หยกชิ้นนี้ไว้ในมือและบอกกับนางว่าเจ้าของจี้หยกคือบิดาของหยวนเป่า
ทว่าผู้คนจำนวนมากราวคลื่นในมหาสมุทรเช่นนั้นผู้ใดเล่าที่จะเป็นเจ้าของจี้หยกชิ้นนี้?
ฮวาเหยียนถอนหายใจเมื่อนึกถึงร่างกายของหยวนเป่า ในใจพลันเกิดความเจ็บปวด ตกลงแล้วบิดาของหยวนเป่าอยู่ที่ใดกันแน่?
นางกำจี้หยกในมือก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้
กักบริเวณเจ็ดวัน!
มีแค่สวรรค์ที่รู้ว่าเจ็ดวันนี้นางสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากมายนัก!
เหตุใดนางจึงต้องเชื่อฟังถึงเพียงนั้น?
ท่านพ่อเองก็มิได้ส่งคนมาคอยสอดส่อง นางแค่ลอบออกจากจวนและกลับมาอย่างเงียบเชียบก่อนท่านพ่อ เช่นนั้นก็มิใช่ว่าเทพไม่รู้ผีไม่เห็นแล้วหรือ?
จริงๆ เลย...
นางเสพติดการเป็นเด็กดีแสนเชื่อฟังเสียแล้ว ถึงขั้นหมกมุ่นเป็นอย่างยิ่ง
ยามนี้ตี้หลิงหานต้องการหยวนเป่า ดังนั้นจึงสัญญาว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยค้นหาเบาะแสเกี่ยวกับบิดาผู้ให้กำเนิดหยวนเป่า นางที่เพิ่งหวนกลับมายังต้าโจวไม่มีพันธมิตร ไร้ผู้ใต้บังคับบัญชา ทว่าตี้หลิงหานนั้นแตกต่างออกไป
เขาไม่เพียงหมั้นหมายกับมู่อันเหยียน ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองยังถูกตัดขาดและวุ่นวายมิรู้จบทว่าอำนาจมืดของตี้หลิงหานแผ่กระจายไปทั่วอาณาจักรและทุกแห่งหน ไม่แน่ว่าเขาอาจรู้ที่มาของจี้หยกชิ้นนี้
เมื่อคิดถึงจุดนี้ฮวาเหยียนก็มิอาจอดทนรอได้อีก นางรีบลุกขึ้น เตรียมจะไปเป็นแขกของจวนไท่จื่อ
ยามนี้นางมิอาจเข้าไปทางประตูหลักได้ต้องลอบเข้าไปทางสวน นางแตะเท้าวิ่งไปบนกำแพง ยามที่กำลังจะกระโดดลงนางพลันเห็นร่างหนึ่งยืนลับๆ ล่อๆ อยู่นอกกำแพง
ที่นี่คือสวนหลังจวนตระกูลมู่ กำแพงนั้นสูงยิ่งอีกทั้งยังวางหนามเหล็กอยู่ด้านบนมากมาย
ทว่านอกกำแพงเป็นตรอกเล็ก แสงอาทิตย์สาดย้อนมืดและชื้นแฉะอยู่บ้างเล็กน้อย หากมิใช่คนในตระกูล คนนอกล้วนไม่มาที่นี่
แต่เวลานี้กลับมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้กำแพง เสื้อผ้าที่สวมใส่ทั้งเก่าและขาด สกปรกจนมิรู้จะบรรยายอย่างไร ทั้งยังมีรอยปะหลายแห่ง ผมเผ้าบนศีรษะยุ่งเหยิง มองเห็นโฉมหน้าได้ไม่ชัดเจนทว่ามองจากเงาแล้วสามารถทราบได้ว่าเป็นสตรี
นี่ย่อมเป็นขอทาน ท่าทางลับๆ ล่อๆ เช่นนี้ ต้องการจะมาขโมยของหรือ?
ฮวาเหยียนขมวดคิ้วมองนางซ่อนอยู่ในมุมอับบนกำแพงและไม่ส่งเสียงใดออกไป นางแค่ต้องการดูว่าคนผู้นี้ต้องการกระทำสิ่งใด
พริบตาถัดมา จึงเห็นว่าขอทานตัวน้อยหันศีรษะมองซ้ายแลขวาเมื่อไม่เห็นผู้ใดก็ถอยหลังกลับไปสองสามก้าว ก่อนจะสับขาวิ่ง พุ่งตรงมายังกำแพง
ทันทีที่ฮวาเหยียนเห็นไอ้หยา ให้ตายเถิด เป็นขโมยจริงๆ ด้วย
แม้ขอทานผู้นี้จะเริ่มต้นได้ไม่เลวนักทว่าน่าเสียดายที่นางเอื้อมมือออกไปไม่ดีจึงทำได้แค่แนบตัวไปกับกำแพง เกาะติดราวกับตุ๊กแกนางเอื้อมไปไม่ถึงขอบกำแพงด้วยซ้ำเมื่อชนดังโครมก็ล้มลงไปกองบนพื้น ลุกไม่ขึ้นอยู่เป็นนาน
ผ่านไปครู่หนึ่งฮวาเหยียนก็เห็นนางลุกขึ้นมาจากพื้น ปัดฝุ่นตบดินบนมือของนาง
ฮวาเหยียนคิดว่าคนผู้นี้คงจะจากไปแล้วกระมัง กลับคาดไม่ถึงว่าจู่ๆ นางจะสับขาวิ่งพุ่งตรงมายังกำแพงอีกครา...