ค่ำคืนในโรงเตี๊ยมทรงโจรเหมือนจะผ่านไปอย่างสงบ ไม่ปรากฏว่าเ้าของโรงเตี๊ยมหรือเสี่ยวเอ้อร์จะแปลงร่างเป็โจรมาปล้นลูกค้าซะเองในตอนกลางคืนเหมือนที่ซือซือหวาดระแวงแต่อย่างใด
หลังจากกินอาหารมื้อเช้าที่ไม่อร่อยเหมือนเดิมแล้วเดินหาซื้อเสบียงเพิ่ม หยางเฉวียนิก็พาซือซือไปยังจุดนัดหมายที่เขานัดไว้กับคนรับจ้างขับรถม้า
ซือซือมองรถม้าคันเก่าๆ ที่คนขับรถม้าเป็ลุงผอมๆ วัยน่าจะห้าสิบกว่าๆ กำลังนั่งรอลูกค้าที่เขาเพิ่งฟันราคามาได้ด้วยสีหน้าเ้าเล่ห์ขั้นสุด เห็นหน้าลุงแล้วหายแปลกใจนิดหน่อยว่าทำไมหยางเฉวียนิถึงโมโหได้ขนาดนั้น
“ข้าเปลี่ยนใจไม่ไปเมืองหลวงแล้ว แต่จะไปเมืองหลี่แทน” หยางเฉวียนิไม่พูดพร่ำทำเพลง บอกเจตนาของตนเองให้คนขับรถม้ารู้ในทันทีที่เดินมาถึง
ซือซือเห็นลุงคนขับรถม้ากระตุกมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดีสักนิด
“ไม่มีปัญหาขอรับ แต่เื่ค่าจ้างนั้นก็ต้องเป็ไปตามระยะทาง จากที่นี่ไปถึงเมืองหลี่ราวห้าร้อยลี้ ค่าจ้างนั้นข้าคิดเพียงยี่สิบตำลึงเท่านั้น”
ซือซือที่ได้ยินราคาถึงกับอ้าปากค้าง ทั้งตัวเธอมีไม่ถึง 15 ตำลึงด้วยซ้ำ ถ้ามาคนเดียวไม่มีทางได้นั่งรถม้าคันนี้ไปถึงเมืองหลี่อะไรนั่นได้แน่ๆ
เธอหันไปมองหยางเฉวียนิที่ยืนทำหน้าทะมึนพร้อมกับแยกเขี้ยวออกมา แต่ก็ยอมพยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจ นั่นทำให้เธออ้าปากค้างอีกรอบ ทำไมไม่รู้จักต่อราคาบ้าง!
ไม่ทันได้จะได้อ้าปากต่อราคา ก็ถูกั์ข้างตัวลากขึ้นรถม้าแล้ว
“อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย กว่าจะถึงเมืองหลี่ กว่าจะถึงเมืองหลวง!”
“ทำไมยอมง่ายๆ งี้เนี่ย ทำไมไม่ต่อราคาสักหน่อย อย่างน้อยก็สัก 5 ตำลึง 10 ตำลึงงี้” ซือซือที่ถูกลากขึ้นมาบนรถม้าแล้วบ่นออกมาเสียงงึมงำ
แต่บัดนี้เพื่อนร่วมทางอีกคนที่ตัวใหญ่คับรถม้ากำลังนั่งกอดอกหลับตาราวกับไม่อยากจะรับรู้อะไรอีก ทำให้เธอได้แต่ถอนหายใจเซ็งๆ ก่อนจะเลิกผ้าม่านรถม้าออกเพื่อดูทิวทัศน์ภายนอก ซึ่งก็มีเพียงแค่ร้านรวงเก่าๆ ที่เปิดบ้างไม่เปิดบ้าง ดูเงียบเหงาซบเซาเหลือเกิน
หลังจากพ้นตัวอำเภอแล้ว สองข้างทางก็เป็พื้นที่รกร้าง หญ้าขึ้นสูงท่วมหัวบ้าง เป็ป่าบ้าง เมื่อดูแล้วไม่เห็นอะไรที่น่าสนใจ ซือซือจึงกลับมานั่งมองพื้นที่แคบๆ ในรถม้าโดยไม่รู้จะทำอะไรอีก
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว แต่หยางเฉวียนิที่กำลังนั่งกอดอกหลับตานิ่งเป็รูปปั้นจำต้องลืมตาขึ้นมา เพราะรู้สึกว่าต้นแขนของตนเองราวกับถูกอะไรบางอย่างสะกิดจนรู้สึกจั๊กจี้
เมื่อมองไปยังต้นเหตุ ก็ได้เห็นเด็กสาวที่เขาต้องคอยให้ความคุ้มครองตลอดการเดินทาง กำลังอ้าปากงับและแทะท่อนแขนของเขาอยู่ในขณะที่ดวงตาของนางยังปิดสนิท
เขาเลิกคิ้วมองพฤติกรรมนั้นด้วยความสนใจ
“อร่อยหรือไม่”
“อ้า... อา-อ่อย” (ง่า... อร่อย)
หลังจากได้ยินเสียงห้าวทุ้มถามขึ้นเหนือหัวและเผลอตอบออกไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ซือซือก็ค่อยๆ ปรือตาขึ้นมา ตามด้วยกะพริบปริบๆ คล้ายพยายามจะตั้งสติ ก็พบว่าตัวเธอเองกำลังอ้าปากงับท่อนแขนใหญ่ๆ แข็งๆ ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของหยางเฉวียนิอยู่ และดูเหมือนเธอจะพยายามฝังเขี้ยวข้างขวาลงไปอีกต่างหาก
“เอ็มๆ อ้วย” (เค็มๆ ด้วย)
“นั่นหาใช่คำถามไม่!”
เมื่อรู้ตัวแล้วว่าตัวเองทำอะไรลงไป เธอก็ดีดตัวออกจากท่อนแขนขนาดเกือบเท่าท่อนซุงนั่น แต่ก็ไปได้แค่ไม่ถึงคืบ เพราะเนื้อที่ในรถม้าคับแคบยิ่งกว่าอะไร
โป๊ก! คือเสียงหัวของเธอที่โขกเข้ากับผนังรถม้า
“อ๊อยยยย เจ็บนะเนี่ย” ซือซือยกมือขึ้นลูบหัวในขณะที่สมองยังคงสับสน เมื่อกี้เธอแทะแขนของหยางเฉวียนิเหรอ! หรือที่ผ่านมาเธออดอยากขาดแคลนเนื้อจนเกินไป?
แต่ยังไม่ทันจะได้คำตอบใดๆ รถม้าที่นั่งมาก็หยุดลงกะทันหัน
“หืม? ถึงเมืองหลี่แล้วเหรอ ขับเร็วใช้ได้เลยนะ”
หยางเฉวียนิมองเด็กสาวที่ดูจะไม่รู้สถานการณ์ใดๆ อย่างหน่ายใจ ไม่รู้ว่านางคิดไปได้อย่างไรว่ารถม้าคันเก่าโกโรโกโสนี้ จะนำพาพวกเขาไปถึงจุดหมายปลายทางที่ห่างออกไปห้าร้อยลี้ได้ภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วยามเช่นนี้
เขานั่งกอดอกมองนางเลิกผ้าม่านออกเพื่อจะก้าวลงไป แต่ทันทีที่นางเลิกมันขึ้น ก็รีบปิดมันลงทันที แล้วหันมาทำหน้าตาตื่นใส่เขา
“ได้เวลาท่านทำงานแล้วล่ะ ข้างนอกมากันฮึ่มเลย!” จากนั้นเขาก็เห็นสตรีร่างเล็กๆ พยายามจะซุกตัวไปหลบอยู่ด้านหลังของเขาซึ่งแทบจะไม่มีพื้นที่ใดๆ เหลืออยู่ราวกับกระต่ายน้อยที่พยายามขุดโพรงหนีอย่างน่าขัน
“นั่งเฉยๆ อย่าได้วุ่นวาย”
หยางเฉวียนิเอ่ยเตือนก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดผ้าม่านแล้วะโลงไป ส่วนซือซือก็พยายามทำตัวลีบๆ แต่ด้วยความอยากให้แน่ใจว่าตัวเองจะรอดไปได้จริงๆ เธอจึงค่อยๆ กระดืบไปที่ผ้าม่าน แล้วก็แง้มมันออกให้ยุงพอจะบินเข้ามาได้ตัวหนึ่งเพื่อส่องดูสถานการณ์ด้านนอก
“นายท่านทั้งหลาย โปรดเห็นใจข้าน้อยด้วย ทุกเดือนข้าน้อยก็จ่ายค่าคุ้มครองไม่เคยบิดพลิ้ว พู่ที่แขวนอยู่บนรถม้านั้นเป็หลักฐานยืนยันอย่างดีเลยขอรับ”
เวลานี้ทั้งหยางเฉวียนิที่ลงมายืนจังก้าแล้ว และซือซือที่แอบดูอยู่บนรถ ย่อมได้ยินคนขับรถม้าเจรจาต่อรองกับชายในชุดดำปิดหน้าปิดตาจำนวนนับสิบคนที่มายืนถือดาบขวางทางอยู่
ซือซือได้แต่นึกในใจว่า ‘ส่วยนี่มันก็มีั้แ่สมัยโบราณแล้วเนอะ’
คนที่ดูท่าทางเป็หัวหน้าะโตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ห้าสิบตำลึงน้อยเกินไปแล้ว ต่อไปนี้ค่าคุ้มครองอยู่ที่หนึ่งร้อยตำลึงต่อเดือน และข้าต้องได้มันเดี๋ยวนี้ด้วย!”
“ค่าคุ้มครองกะผี นี่มันปล้นกันชัดๆ” เสียงบ่นพึมพำของซือซือก็เบาอยู่หรอก แต่ในสถานการณ์ที่ทุกอย่างรอบด้านเงียบไปหมด ย่อมทำให้ทุกคน ณ ที่นั้นได้ยินอย่างชัดเจน
คนขับรถม้าที่อยากจะพูดประโยคนี้ออกมาเช่นกันแต่ไม่มีความกล้ามากพอ จึงได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยในใจ
“นายท่านทั้งหลายโปรดเห็นใจข้าน้อยเถิด รอบนี้ข้าน้อยยังไม่ได้รับค่าจ้างจากลูกค้า และยังไม่มีตำลึงมากพอจะจ่ายด้วยขอรับ”
คำตอบของคนขับรถม้าทำให้หัวหน้าโจรหันเหความสนใจไปยัง ‘ลูกค้า’ ทันที แต่เมื่อเห็น ‘ลูกค้า’ ที่ว่า ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะดูเหมือนบุรุษผู้นี้จะไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา ร่างกายสูงใหญ่บึกบึนเช่นนี้ ไม่แน่ว่าจะมีวรยุทธ์ด้วย แต่เมื่อคิดว่าพวกตนนำคนมาด้วยนับสิบคน ความลังเลก็หายไป
“เช่นนั้นก็เป็หน้าที่ของเ้าที่ต้องจ่าย หนึ่งร้อยตำลึงแล้วข้าจะปล่อยพวกเ้าไป”
หยางเฉวียนิที่อุตส่าห์ทนฟังคำเพ้อเจ้อของพวกโจรกระจอกมาครู่ใหญ่แล้วแสยะยิ้มออกมา
“คิดจะปล้นคนแต่ไม่รู้จักศึกษาหาข้อมูลมาก่อน เกรงว่าคนที่ต้องจ่ายในครั้งนี้จะไม่ใช่ข้า!”
เขาไม่รอให้ฝ่ายตรงข้ามอ้าปากเถียงอีกแม้แต่ครึ่งคำ ก็ขยับกายออกกระบวนท่ารวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด ไม่ว่าใคร ณ ที่นั้นก็มองไม่ทัน เหล่าโจรนับสิบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าลงไปนอนกับพื้นได้อย่างไร ท่าใด หรือเมื่อไร รู้เพียงว่าเวลานี้หากพวกมันไม่สลบแน่นิ่งไปแล้ว ก็ได้แต่ร้องครางงื้ดๆ กระดิกได้เพียงปลายนิ้วเท่านั้น
คนขับรถม้าได้แต่ยืนมองด้วยอาการตกตะลึง ลูกตาแทบถลนออกมานอกเบ้า เขาเห็นเพียงเงาดำเคลื่อนไหววูบเดียวเท่านั้น ยังไม่ทันที่เขาจะหายใจเข้าออกได้ครบ 2 ชุดเลยด้วยซ้ำ ชายฉกรรจ์นับสิบก็ราวกับถูกพายุลูกใหญ่พัดผ่านกระเด็นกระดอนขึ้นไปบนฟ้าและตกลงบนพื้นอย่างหมดสภาพ นี่เขาเพิ่งจะขูดรีดผู้ที่สามารถหักคอเขาด้วยนิ้วเดียวไปแล้วใช่หรือไม่!
เมื่อคิดถึงค่ำคืนก่อนที่เขาเสนอราคาอันชวนให้ลงไม้ลงมือ ในขณะที่ลูกค้าร่างสูงใหญ่ยืนกัดฟันหักนิ้วราวกับพยายามข่มใจอย่างมากแล้ว แผ่นหลังผอมแห้งของเขาก็เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่แย่งกันผุดขึ้นมาจนชุ่ม
“จะยืนมองหาอันใดอีก มาช่วยข้ามัดพวกมันสิ” คำสั่งของยอดฝีมือที่แม้จะไม่ได้กระโชกโฮกฮาก แต่ก็ทำให้เขาสะดุ้งราวกับคนที่รู้ตัวว่าทำความผิดมา
“ขะ...ขอรับ”
“เ้าด้วย ไปหยิบเชือกในห่อผ้าของออกข้ามา” คำสั่งนี้ หยางเฉวียนิหันไปบอกกับเด็กสาวในคราบเด็กหนุ่ม ที่แง้มหน้าออกมาจากผ้าม่านด้วยสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้คนขับรถม้า เมื่อตั้งสติได้ ซือซือก็ผลุบหายเข้าไปหยิบเชือกออกมา
คนทั้งสามต่างช่วยกันมัดพวกโจรเอาไว้ด้วยกันอย่างลวกๆ จนกลายเป็พวง
หลังจากนั้น หยางเฉวียนิก็ค้นตัวพวกมันทุกคน แล้วล้วงเอาของมีค่าในตัวพวกมันออกมาวางกองเอาไว้ ถึงจะไม่ได้มีจำนวนมากเป็หีบๆ แต่ก็นับว่ามากกว่าสมบัติทั้งหมดที่ซือซือเคยในชีวิตที่ 2 นี้หลายสิบเท่า
หยางเฉวียนิหยิบก้อนเงินก้อนใหญ่ขึ้นมา ชูให้เด็กสาวที่จ้องมองมันตาเป็ประกายน้ำลายแทบไหลออกมา แล้วถามว่า
“เ้าอยากได้มันหรือ”
ซือซือกะพริบตาปริบๆ ยังไม่ทันได้ตอบ ชายหนุ่มร่างั์ก็ขว้างก้อนเงินก้อนนั้นออกไป มันลอยละลิ่วไปไกลและทำท่าจะตกใส่พุ่มไม้พุ่มหนึ่งข้างทางที่ติดกับป่า
ในเสี้ยววินาทีนั้น บุรุษทั้งสองก็ได้เห็นร่างเพรียวบางของสตรีในคราบหนุ่มน้อยกระโจนออกไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วของร่างนั้นทำให้บุรุษวัยกลางคนเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ เ้าเด็กหนุ่มท่าทางอ้อนแอ้นบอบบางดูใสซื่อหลอกง่ายผู้นั้น ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะมีฝีมือหรือวิชายุทธ์ใดๆ ในขณะที่บุรุษผู้ขว้างก้อนเงินยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
ซือซือไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังะโเข้าไปงับก้อนเงินด้วยความเร็วเหนืุ์ ในใจคิดเพียงแต่ว่าเ้าหมีั์นั่นเพี้ยนไปแล้วหรือยังไง ถึงได้โยนก้อนเงินก้อนใหญ่ทิ้งไปง่ายๆ แบบนี้ เงินก้อนนี้เอาไปใช้ได้หลายเดือนเลยนะ!
หยางเฉวียนินั่งชันเข่ามองเด็กสาวที่วิ่งเหยาะๆ กลับมาสีหน้ามู่ทู่พร้อมกับก้อนเงินก้อนนั้น
“ถ้าท่านไม่เอา กองนั้นทั้งหมดข้าเอาเอง! ฮึ่ยยย คนอะไรไม่รู้จักคุณค่าของเงินเอาซะเลย!”
คนที่ถูกตราหน้าว่าไม่รู้จักคุณค่าของเงินทำเพียงนั่งมองเด็กสาวโกยเอาสมบัติของพวกโจรเข้าห่อผ้าที่เคยบรรจุเชือกของเขาจนตุง กอดมันไว้ในอ้อมแขน แล้วเดินนำไปเก็บไว้ในรถม้าอย่างเบามือ
หลังจากนั้น หยางเฉวียนิก็ลากเชือกที่มีพวงโจรมัดติดกันอยู่ไว้ที่ท้ายรถม้า ใช้เท้ากระทุ้งพวกมันให้ตื่นขึ้นมา และสั่งให้คนขับรถม้าออกรถ โดยมีโจรพวงหนึ่งวิ่งตามหลังรถม้าไปด้วย
“หากพวกเ้าคนใดกล้าเล่นตุกติก ข้าก็ไม่ลังเลที่จะกำจัดตัวปัญหาทิ้งไปหรอกนะ”
คำขู่ของผู้เยี่ยมยุทธ์ซึ่งฝีมือเป็ที่ประจักษ์แล้ว ย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าคำพูดบิดาของบิดา พวกมันจึงไม่กล้าเล่นเล่ห์ ได้แต่ยอมวิ่งตามรถม้าที่ลากจูงไปอย่างทุลักทุเล บางคนต้องวิ่งถอยหลังหรือวิ่งไปทางด้านข้างเหมือนปูเพราะถูกมัดติดกับคนอื่นๆ แบบมั่วๆ จนกระทั่งถึงเมืองหลี่ในอีกค่อนวันถัดมา
ค่ำวันนั้น รถม้าที่ลากโจรมานับสิบคนจอดลงที่หน้าศาลอาญาประจำเมืองหลี่ หยางเฉวียนินำพวกโจรที่าเ็อ่อนล้าขาลากลิ้นห้อยจากการวิ่งเป็ระยะทางหลายร้อยลี้ส่งให้กับมือปราบ เพื่อทำการสอบสวนและหาทางบุกทลายแหล่งกบดานของพวกมันสืบไป
ทางการเสนอให้รางวัลนำจับและค่าตอบแทนจากการทำตัวเป็พลเมืองดีให้กับจอมยุทธ์ผู้กล้าทั้งสอง แต่หยางเฉวียนิปฎิเสธ ทำให้พวกเขาได้รับคำชื่นชมเพิ่มอีกหลายคำ มีเพียงคนขับรถม้าเท่านั้นที่รู้ว่าค่าตอบแทนที่ทางการจะมอบให้ ย่อมเทียบไม่ได้กับสมบัติทั้งกองที่นอนตุงอยู่ในห่อผ้าซึ่งปล้นมาจากโจรอีกทอดหนึ่ง
ก่อนจากกัน คนขับรถม้ายังโค้งคำนับให้ลูกค้ากิตติมศักดิ์อย่างเคารพนบนอบด้วยความโล่งใจ เนื่องจากไม่ได้ถูกท่านจอมยุทธ์จับหักคอ และยังได้ก้อนเงินก้อนใหญ่เพิ่มจากค่าจ้างอีกด้วย แม้จะเป็เพียงเศษเงินจากกองสมบัติที่ลูกค้าปล้นโจรมา แต่เมื่อรอดพ้นมาได้ ทั้งยังไม่ต้องเสียเงินค่าคุ้มครองมากมายอีกต่อไปแล้ว ยังจะมีอันใดไม่ดีอีก!
