ย่ำค่ำนางเหนียงเซียงไม่อาจหลบหนีการคอยจับตามองของบ่าวในเรือนได้เื่ที่คิดจะนำสำรับอาหารไปส่งให้คุณหนูเฟิ่งเหยาเป็อันต้องล้มเลิกความตั้งใจเพราะเกรงจะไม่เป็ผลดีกับตัวเองและลูกชายหากมีอันต้องถูกขับไล่ย่อมเท่ากับไม่มีคนคอยอยู่ช่วยเหลือคุณหนูอีก
เหนียงเซียงรอกระทั่งสืออวิ๋นกลับจากทำงานจึงเล่าเื่ที่หวงเฟิ่งเหยาถูกขังและสั่งห้ามมิให้คนนำอาหารไปส่งให้นาง
“แม่ไม่คิดเลยว่านายหญิงจะใจร้ายได้มากขนาดนี้เื่อะไรต่อมิอะไรหาที่ระบายไม่ได้ก็มาลงกับคุณหนู ป่านนี้นางคงจะหิวแย่แล้ว”
ในมือเหนียงเซียงมีห่อผ้าสืออวิ๋นรู้หน้าที่ของตนเองดีว่าต้องทำอย่างไรด้วยความคล่องแคล่วทำให้เขาแอบเข้าไปใกล้เรือนพักของคุณหนูโดยไม่มีใครเห็นหรืออันที่จริงค่อนคืนเช่นนี้แล้วจึงไม่มีใครสนใจที่จะเฝ้าหน้าห้องของหวงเฟิ่งเหยาอีก
สืออวิ๋นโยนก้อนหินกระทบหน้าต่างด้านที่เป็มุมอับพอเห็นเงาคนในห้องมายืนใกล้ๆ ก็ส่งเสียงกระซิบ
“ท่านแม่สั่งให้ข้านำของกินมาให้ขอรับ”
หวงเฟิ่งเหยาจำเสียงนี้ได้ดีเพราะความไม่ชอบหน้า คอยต่อล้อ ต่อเถียงมีเื่กันมาแต่เล็กแต่น้อยนางเปิดบานหน้าต่างเล็กน้อย แล้วก็มีมือข้างหนึ่งยื่นห่อผ้าเข้ามาในห้องนางดึงไปโดยเร็วด้วยความหิว ก่อนหน้านี้กินน้ำชาต่างข้าวไปจนหมดกาแล้วครั้นได้อาหารจึงรีบกินจนติดคอไอออกมาอย่างทุรนทุรายหลายหน
“คุณหนูเป็อย่างไรบ้าง”หลังมอบอาหารให้นาง เขายังไม่จากไปในทันที
“ทำไมไม่เอาน้ำมาด้วย”หวงเฟิ่งเหยาหน้าดำหน้าแดง ส่งเสียงตำหนิอยู่ข้างบานหน้าต่าง
คนถูกกล่าวว่ารู้สึกฉุนเล็กน้อยกับน้ำเสียงห้วนขึ้นจมูกของคนเอาแต่ใจ
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำในห้องคุณหนูหมดแล้ว”
“รีบไปเอาน้ำชามาให้ข้าเดี๋ยวนี้เลยนะ”นางติดนิสัยออกคำสั่งอย่างเคยตัว
คนฟังที่มาเพราะถูกมารดาไหว้วานหรอกหนาจำใจหันหลังกลับไปเอาน้ำชาที่โรงครัวหากไม่ใช่เพราะเชื่อฟังคำมารดา เขาก็คิดอยากให้นางทนคอแห้งข้ามคืนเสียด้วยซ้ำถ้าพูดขอร้องดีๆ ไม่เป็
“นี่...นี่”
หวงเฟิ่งเหยาเสียเวลาเรียกอยู่หลายคำก็ไม่มีเสียงขานรับนางแง้มหน้าต่างส่องดู รู้สึกโมโหที่สืออวิ๋นไม่อยู่รอฟังคำสั่งนางอีกสู้อุตส่าห์อดทนถูกคนอื่นโขกสับมาได้ค่อนวัน์ส่งคนมาเป็บ่าวรองมือกะว่าจะได้ระบายสิ่งอัดอั้นในใจเสียหน่อยเขากลับรีบชิ่งหนีหน้าไปเสียได้ สั่งน้ำชาไปคงจะไม่ได้แล้วกระมังเห็นทีพบหน้าเหนียงเซียงจะต้องเอ่ยตำหนิความประพฤติลูกชายนางเสียหลายคำ
เด็กสาวกลับไปนั่งที่โต๊ะหมดอารมณ์จะกินของในหอผ้าให้ลำคอตนเองแห้งผากยิ่งกว่าเดิมนั่งหมดอาลัยอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงเคาะบานหน้าต่าง
“น้ำชาขอรับคุณหนู”
ลูกชายเหนียงเซียงผู้นี้พอมีความคิดอยู่เหมือนกัน...นางรีบลุกขึ้นเปิดหน้าต่างรับกาน้ำชามาถือไว้ความร้อนด้านนอกลวกมือจนต้องอุทาน
“ทำไมมันร้อนแบบนี้เล่า”การ้อนขนาดนี้ น้ำในกาจะร้อนขนาดไหน
“ข้ารีบไปรีบมาเพราะคำสั่งของคุณหนูท่าน้าน้ำชาไม่ใช่หรือไร ชาบ้านไหนก่อนกินก็ต้องต้มน้ำก่อนทั้งนั้นลองข้านำชาชืดๆ มาให้ คุณหนูก็คงบ่นยาวอีก”
“เ้า...” นางหมั่นไส้จนอยากขว้างกาน้ำชาออกนอกหน้าต่างแต่ความกระหายน้ำมีมากเกินกว่าจะสนใจคนยั่วโมโห หวงเฟิ่งเหยารีบเทชาควันลอยเหนือถ้วยจนต้องเสียเวลาเป่าอยู่ครู่ใหญ่ นางจิบชาจนหมดแล้วเทซ้ำอีกรอบครั้นคิดได้ว่าจะสั่งความอะไรกับสืออวิ๋น ก็ไม่เห็นเงาของเขาเสียแล้ว
“ของกินแค่นี้ท้องข้าจะอิ่มกระไรได้ เ้าทึ่มเอ้ย!”
เพราะไม่ได้กินอะไรั้แ่บ่ายลากเวลามาถึงมื้อค่ำสำรับที่เหนียงเซียงยกมาให้โดยปรกตินั้นนางกินอิ่มท้อง แต่ไม่ใช่ยามนี้พอท้องรู้สึกถมไม่เต็ม หวงเฟิ่งเหยาก็ดื่มชาอั้กๆ จนหมดกาในเวลารวดเร็ว ดื่มไปก็โมโหคู่อริไปความสุขที่เพิ่งได้กินของอร่อยลงไปเมื่อครู่มลายหายสิ้น
นับวันการกินอยู่ของหวงเฟิ่งเหยายิ่งอัตคัดเมื่อนางไม่ทำตามคำสั่งของนางหวางกุ้ยกับอาสะใภ้นอกจากถูกหยิกถูกทุบ ยังเพิ่มระยะเวลาถูกขังอยู่แต่ภายในห้องมากขึ้นเรื่อยๆวันนี้ก็เป็อีกวันที่นางต้องอดข้าวั้แ่เช้าเพียงเพราะเอ่ยปากถามหาผ้าที่ติงเฉิงคุนเคยนำมามอบให้เมื่อเดือนก่อนเพราะนางก็เพิ่งรู้จากปากของคุณชายติงเื่ที่เขาหมั่นมาเยี่ยมนางพร้อมของฝากแต่นางไม่เคยได้พบหรือได้ของฝากของกินจากเขาเลยสักครั้งด้วยคำอ้างจากอาสะใภ้ว่านางป่วย
สุขภาพแข็งแรงอย่างนางเนี่ยนะป่วยกระเสาะกระแสะจนต้องนอนซม!
ด้วยเหตุว่าถูกขังให้อดข้าวหวงเฟิ่งเหยาจึงตั้งตารอคนที่จะนำข้าวมาให้ั้แ่บ่ายรอแล้วรอเล่าจนค่ำมืดก็ยังไร้เงาของสืออวิ๋น ท้องร้องคร่ำครวญแสบไส้แสบกระเพาะจนต้องบิดกาย นางดื่มชาในกาจนหมดแล้วก็ยังไม่มีเสียงเคาะบานหน้าต่างฝั่งมุมอับของเรือน
“เ้าบ้านั่นไปตายที่ไหนแล้ว”
คนที่มาหยุดยืนด้วยฝีเท้าเบากริบได้พักหนึ่งเกิดอาการฉุนกึ้กจนหัวคิ้วขมวดวันนี้ทั้งวันเขาตั้งหน้าตั้งตาทำงานด้วยความเร่งรีบ เพราะนายท่านออกคำสั่งหากหีบเมล็ดถั่วได้น้ำมันไม่ตรงตามเป้าจะไม่ให้กลับบ้านครั้นกลับมาถึงก็พบท่านแม่รออยู่ด้วยท่าทีร้อนใจเพราะคุณหนูผู้เอาแต่ใจแส่หาเื่ถูกขังถูกทุบตีอีกแล้ว
พอเขาได้ห่อข้าวห่อขนมที่มารดากำชับสั่งให้แบ่งเงินค่าแรงซื้อมาตุนไว้สำหรับคุณหนูพร้อมหิ้วกาน้ำชาใบใหญ่ได้ก็รีบบึ่งมายังห้องพักของนางแต่ต้องมาเจอคำแช่งให้ไปตายเสียได้
“ถ้าข้าตายคนที่จะตายตามข้าเห็นจะต้องเป็คุณหนู”
พอได้ยินเสียงเ้าปีศาจร้ายชอบก่อกวนหวงเฟิ่งเหยาก็เปิดหน้าต่างแทบจะกระแทกหน้าสืออวิ๋น จึงถูกอีกฝ่ายดุเอา
“อยากจะอดจนไปถึงพรุ่งนี้หรือไร”กับเด็กเอาแต่ใจเช่นนาง เขาจึงละทิ้งคำลงท้ายอย่างนอบน้อมไปเสียสิ้น
“ไม่ต้องพูดมากส่งของกินมาให้ข้าเร็วเข้า” มือขาวเรียวยื่นออกไปรับห่อข้าวห่อขนมตามด้วยกาน้ำชา ก่อนกระชากปิดหน้าต่าง ไม่สนใจคนที่ตนเองเฝ้ารอมาแต่ยามสาย
สืออวิ๋นส่ายหน้าให้คนไม่รู้จักบุญคุณคนแล้วรีบหลบกายหายไปในความมืด เมื่อกลับไปถึงโรงครัวมารดาก็เข้ามาถามด้วยความเป็ห่วง
“คุณหนูเป็อย่างไรบ้างแล้ว”
คุณหนูเฟิ่งเหยาถูกขังนางเองก็พลอยถูกจับตามองตามไปด้วย นับเป็เื่ดีที่คนบ้านสกุลหวงมีน้อยลง บ่าวไพร่ถูกเรียกใช้บ่อยครั้งจากนายผู้หญิงต่างวัยทั้งสามคนทำให้นางพอมีช่องทางแอบกักเก็บอาหารพวกของแห้งไว้ไปส่งให้คุณหนู
“ปากเก่งออกอย่างนั้นไม่ตายง่ายๆ หรอกท่านแม่” เจอหน้านางทีไรต้องได้ปะทะคารมจนรู้สึกรุมร้อนกายใจ สืออวิ๋นเทน้ำในกาแล้วยกขึ้นดื่ม ตามด้วยผลไม้แช่อิ่มช่วยให้ชุ่มคอในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว
“เ้าอย่าถือสาคุณหนูนักเลยนางเพิ่งจะสิบสี่” อีกทั้งถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตลอด
“ขนาดสิบสี่ยังออกฤทธิ์ออกเดชถึงเพียงนี้ข้าชักจะทนนิสัยนางไม่ได้แล้วนะขอรับ” ชายหนุ่มทำหน้าเครียด
“ไม่เอาน่า เลิกทำหน้าเบื่อหน่ายได้แล้วหากพวกเราไม่ช่วยคุณหนูตัวคนเดียวจะอยู่ในบ้านสกุลหวงกระทั่งถึงวัยออกเรือนได้อย่างไรคิดเสียว่าทำบุญกุศล กับหมาแมวร่อนเร่เ้ายังไม่เคยใจจืดใจดำกับพวกมันนี่คุณหนูทั้งคน เ้าเห็นนางั้แ่เด็ก”
“ก็เพราะข้าเห็นนางมาั้แ่เด็กไงเล่าขอรับถึงได้ทนนางได้นานขนาดนี้ หากมิใช่เพราะนางเป็ลูกสาวคนเดียวของนายท่านป่านนี้ข้าจับมาเขย่าแล้วฟาดก้นไปหลายหนแล้ว” สืออวิ๋นกัดฟันกรอด
เหนียงเซียงส่ายหน้ากับอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงของลูกชาย
“แม่รู้หรอกน่าเอาเข้าจริงเ้าก็ไม่ทำอย่างนั้นหรอก”
นางเลี้ยงลูกชายมากับมือรูปลักษณ์ภายนอกสูงใหญ่ ผิวสีเข้มคล้ำ ร่างกายล่ำสันเพราะทำงานใช้แรงริมฝีปากหนาแบบชายชาตรีน้อยครั้งจะยิ้มพร่ำเพรื่อ บวกกับดวงตารีใหญ่ที่ดำสนิทหากทำหน้านิ่ง เด็กๆ มักกลัวเกรงไม่กล้าเข้าใกล้แต่อันที่จริงแล้วเขาเป็คนอ่อนโยนใจดี
“ไม่แน่นะขอรับ นางอาจเป็คนแรกและคนเดียวที่ข้าจะตีก้นก็ได้”
ผู้คนภายนอกต่างพูดว่าคุณหนูเฟิ่งเหยางดงาม น่ารักน่าเอ็นดู มีชายหลายคนหมายปองแต่ติดว่าคุณชายสกุลติงได้กำหนดการหมั้นหมายตอนอายุสิบห้าไว้แล้วคงมีเพียงเขาเท่านั้นที่เห็นธาตุแท้ของนางว่าไม่น่ารักเลยนักนิด นางเป็ปีศาจในคราบสาวงามชัดๆ
“พอเถอะยิ่งพูดเ้ายิ่งทำท่าทางน่ากลัว” มารดายิ้มขำ
ลูกชายก็เลยเปลี่ยนสีหน้าโอดครวญใส่นางไปหลายคำ
“คุณหนูได้กินข้าวแล้วตอนนี้ก็ถึงตาเ้าบ้าง” เหนียงเซียงมองใบหน้าอิดโรยจากการทำงานหนักของสืออวิ๋นแต่เขาไม่เคยปริปากบ่น ตอนนี้นายท่านใช้แรงงานเขาคุ้มค่าเกินค่าแรงนักหากไม่เป็เพราะยังห่วงคุณหนูที่ยังไม่ถึงวัยออกเรือนนางก็คงไม่ปล่อยให้คนอื่นมาทรมานลูกชายตนเองเช่นนี้หรอก
คนถูกมองเงยหน้าขึ้นในดวงตาหม่นแสงของมารดาคลอด้วยหยดน้ำ
น่าตายนัก...เขาทำให้ท่านแม่ต้องคิดมากอีกแล้วอดทนกับเด็กผู้หญิงคนเดียวยังทำไม่ได้
“ท่านแม่...”
เหนียงเซียงรีบปาดน้ำตาทิ้ง
“ไม่มีอะไรๆเมื่อกี้แมลงบินเข้าตาแม่พอดี เ้ารีบๆ กินเถอะ จะได้เข้าห้องพักผ่อน”
“ขอรับท่านแม่โปรดรักษาสุขภาพเช่นกัน”
มารดาพยักหน้าแล้วเดินกลับห้องที่อยู่ไม่ไกลจากโรงครัว