ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 143 ปีศาจสิบสองตน

            ห่างออกไปจากเมืองชิงมีตำบลซื่อฟาง* ตั้งอยู่

            ตำบลซื่อฟางนั้นมีชื่อเสียงเรื่องสิ่งของและการแกะสลักที่เป็นรูปร่างจัตุรัสเป็นตำบลเล็กๆ ที่น่าแปลกประหลาดแต่ว่าที่นั่นมีชื่อเรื่องหินทดสอบพลังปราณเช่นเดียวกัน เพราะที่นั่นมีช่างแกะสลักที่มีชื่อที่สุดในแผ่นดินหลงเสียงช่างแกะสลักมีชื่อหลายท่านล้วนมาจากตำบลซื่อฟาง

            เมื่อออกจากเมืองชิง เพื่อที่จะสลัดพวกที่สะกดรอยตามพวกเขาจึงอุ้มโหยวเสี่ยวโม่เข้าห้วงมิติของเขาพร้อมกัน

            ห้วงมิติของเขาไม่เหมือนกับของโหยวเสี่ยวโม่ ห้วงมิติของโหยวเสี่ยวโม่เคลื่อนที่ไม่ได้แน่นอนว่านี่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขาไม่สามารถควบคุมห้วงมิติได้อย่างแท้จริงแต่ของหลิงเซียวนั้นเกิดจากการฝึกฝนแหวกห้วงมิติห้วงมิติที่แหวกออกนั้นสามารถไปยังทุกที่ที่เขานึกปรารถนาทว่าระยะทางนั้นขึ้นอยู่กับพลังที่สูงต่ำของแต่ละคน

            ดังนั้นปกติแล้วการนั่งรถม้าจากเมืองชิงไปตำบลซื่อฟางต้องใช้เวลาถึงครึ่งวันถึงนั่งนกขนส่งก็ต้องใช้เวลากว่าชั่วยาม แต่พอเดินทางผ่านห้วงมิติของหลิงเซียวเพียงไม่กี่วินาทีเมื่อพวกเขาออกจากห้วงมิติ ตัวก็มาโผล่อยู่ที่ตำบลซื่อฟางแล้ว

            ตำบลซื่อฟางนั้นเหมือนชื่อมันไม่มีผิดดูจากภายนอกก็เห็นได้ชัดว่ามีลักษณะพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส

            โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้ามองประตูตำบลซื่อฟางทุกด้านกว้างยาวเท่ากัน กระทั่งป้ายชื่อก็เช่นเดียวกัน ดูแล้วพิเศษ สะดุดสายตา

            แต่โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ยินยอม หลิงเซียวบังคับเขามา หลิงเซียวชัดว่ายังไม่ลืมเรื่องซื้อหินทดสอบให้เขา

            ก่อนหน้านี้ที่เมืองชิงโหยวเสี่ยวโม่เห็นว่าหลิงเซียวไม่ได้เอ่ยถึงหินทดสอบ นึกว่าเขาลืมไปจึงตั้งใจไม่เอ่ยขึ้น ใครจะไปคิดว่าหลิงเซียวไม่เพียงแต่ไม่ลืมแต่ยังวางแผนไว้เรียบร้อยอีกต่างหาก

            อีกด้าน หลิงเซียวเห็นเขาปากบูดเบี้ยว จนแขวนเนื้อได้หลายชั่งจึงโอบเอวเขาแล้วเดินเข้าตำบลซื่อฟางพร้อมกัน หน้ายิ้มกริ่มแล้วเอ่ย “ศิษย์น้องเล็ก ข้ารู้ว่าเจ้าใจร้อนแต่ไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวเจ้าก็จะรู้แล้วว่าปราณวิญญาณของตัวเองสีอะไรกันแน่”

            โหยวเสี่ยวโม่แทบกระอักเลือด เหมือนว่าที่เขาอารมณ์ไม่ดีเพราะใจร้อนอยากทดสอบศักยภาพตัวเองเนี่ยนะเขามั่นใจได้เลยว่า ท่าทางนี้คือจงใจแกล้งเขา!

            “ศิษย์พี่ทำไมพวกเราต้องมาที่ตำบลซื่อฟางด้วยล่ะ ทำไมไม่ซื้อในเมืองเมื่อครู่เลยล่ะ?” โหยวเสี่ยวโม่เปลี่ยนหัวข้อ เขาไม่อยากคุยเรื่องเมื่อครู่ต่อ คงได้อารมณ์เสีย

            “ไม่สะดวกไง” หลิงเซียวยิ้มตาพริ้ม

            “ทำไมไม่สะดวกล่ะ?” โหยวเสี่ยวโม่ถามเขาไม่รู้เรื่องที่ถูกคนสะกดรอยตามมากมายตอนที่ออกจากเมืองชิง

            เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ขณะที่หลิงเซียวเล่าให้เขาฟังก็พลางให้ความรู้กับเขา ว่าใจคนแบบไหนที่น่ากลัว อะไรที่ขวางอำนาจ เกี่ยวกับแผ่นดินหลงเสียงฝั่งใต้เขาจัดแจงเล่าทุกอย่างอย่างละเอียดชัดเจนให้โหยวเสี่ยวโม่ฟังเรื่องราวแง่โหดร้ายก็พูดไปไม่น้อย

            หลิงเซียวไม่กลัวว่าโหยวเสี่ยวโม่จะเรียนรู้เรื่องชั่วร้ายจากที่เขาดู เรียนรู้ความชั่วบ้างยังจะดีกว่า เขายังเป็นห่วงว่าจะชั่วไม่พอกลับกันโดนคนหลอกเสียอีก ดังนั้นเรื่องพวกนี้เขาจึงต้องเล่าอย่างชัดเจน

            รอเขาพูดจบ โหยวเสี่ยวโม่ก็แอบเช็ดเหงื่อไปหลายหนโลกนี้ช่างมีความซับซ้อนของมนุษย์มากกว่าที่เขาคิดไว้นักเห็นทีเขาก็ต้องพยายามเลื่อนขั้นพลังตัวเองให้เร็ว และยังพลังของเจ้าลูกบอลอีก

            แต่หลังจากฟังที่หลิงเซียวเล่าจนจบ เขาก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่หลิงเซียวกังวลนั้นถูกต้อง

            ทำสิ่งใดก็ต้องระวังตัวให้มากหากมีคนรู้เข้าว่าดวงวิญญาณของเขาเป็นคนละดวงกับแต่ก่อนคงมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นกับพวกเขาแน่

            เดินเข้าไปในตำบลซื่อฟางสิ่งก่อสร้างอาคารบ้านเรือนล้วนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่เรียบง่ายมากไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า บ้านเรือน ก็เทียบความหรูหราของเมืองชิงไม่ได้เลยแต่โหยวเสี่ยวโม่กลับรู้สึกจิตใจสงบ

            ตำบลซื่อฟางไม่ใหญ่มากนัก มีเพียงถนนเส้นเดียวจากหัวถึงท้ายถนนก็เป็นรูปจัตุรัส

            เนื่องจากตำบลซื่อฟางมีชื่อเสียงเรื่องแกะสลัก ดังนั้นร้านค้าข้างถนนล้วนเป็นร้านแกะสลักทั้งหินแกะสลัก ไม้แกะสลัก และหยกแกะสลัก…

            โหยวเสี่ยวโม่เลือกร้านหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ เดินเข้าไปทันใดก็มีหัวดำๆ โผล่มาจากโต๊ะรับแขก เป็นเด็กชายอายุเจ็ดแปดขวบเมื่อเห็นลูกค้าเข้า สายตาเด็กน้อยก็เป็นประกาย หน้าตาน่ารักเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเห็นแต่เขารีบวิ่งออกมาจากโต๊ะรับแขก เช็ดมือกับเสื้อผ้า

            “พี่ชาย ท่านต้องการซื้อของแกะสลักแบบไหนขอรับร้านของข้ามีทุกอย่าง ท่านดูนี่สิ นี่เป็นของที่แม่ข้าแกะสลักฝีมือของนางสุดยอดเลยล่ะ ท่านจะซื้อสักอันมั้ย? อันนึงไม่แพงเลยแค่หนึ่งตำลึงทองก็พอแล้ว”

            คำพูดของเด็กน้อยเหมือนผ่านการฝึกฝนมาพอสมควร พูดออกมาเยอะแยะแทบไม่หายใจ แก้มแดงดูท่าทางดีใจ แต่น้ำเสียงก็พอฟังออกว่าระมัดระวัง

            โหยวเสี่ยวโม่กวาดตามองรอบร้านเเละเสื้อผ้าที่เด็กน้อยสวมใส่เสื้อผ้าสักได้ขาวสะอาด แต่มีรอยปะหลายจุด จึงเข้าใจได้ทันที ว่ากิจการของพวกเขาปกติแล้วคงไม่ดีเท่าไหร่ถึงว่าพอเด็กน้อยเห็นพวกเขาเข้ามาก็ดีใจใหญ่

            ทว่าพอดูของแกะสลักบนชั้นวางแล้วเด็กน้อยไม่ได้พูดโกหกแต่อย่างใด ของแกะสลักทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพแบบไหนล้วนดูประณีตวิจิตร ดูออกว่า คนแกะสลักด้วยใจ

            โหยวเสี่ยวโม่พลันใจเต้นหรือบางทีอาจจะซื้อกลับไปไว้ที่ห้วงมิติกับที่ห้องอีกทั้งยังเป็นของเล่นของเจ้าลูกบอลได้ด้วย มันจะได้ไม่เล่นของที่ไม่ควรเล่น

            คิดเช่นนี้แล้ว โหยวเสี่ยวโม่ก็เริ่มเดินเลือกของ

            ชั้นวางแรกนั้นคือหยกแกะสลัก แบ่งเป็นหยกหลายชนิดทั้งหยกทรายขาว หยกลายคราม หยกสีฟ้าเป็นต้น หลากสีสันน่าดูชมสัมผัสที่จับก็รับรู้ได้ถึงพลังปราณอ่อนๆ ที่ไหลเวียนอยู่

            หยกแกะสลักที่ดูสวยงามและมีพลังปราณเช่นนี้ราคาเพียงหนึ่งตำลึงทองหรือ?

            โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าราคานี้ต่ำเกินไป ฝีมือช่างประณีตตัดต้นทุนแล้ว กำไรที่ได้คงน้อยนิดจนไม่อาจนับได้

            ขณะกำลังคิดโหยวเสี่ยวโม่ก็พลันเหลือบไปเห็นหยกแกะสลักในชั้นวาง ทั้งหมดมีสิบสองอันยิ่งเห็นยิ่งใจเต้น เขานึกว่าตัวเองตาลาย นั่นมันสิบสองนักษัตรอีกทั้งหยกแกะสลักจากสีที่ต่างกัน ดูแล้วสวยงามยิ่งนัก

            หลิงเซียวเห็นท่าทีตื่นเต้นของเขา มองเหลือบไปทางเดียวกันเห็นสัตว์สิบสองตัว หยกอันเยือกเย็น แต่กลับแกะสลักได้ราวกับมีชีวิต

            เด็กน้อยแอบคอยสังเกตท่าทีของโหยวเสี่ยวโม่เมื่อเห็นเขาสนใจปีศาจสิบสองตนที่แม่เขาวางบนชั้นวาง นิ้วกำแน่น กัดฟันคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้น สายตาเหมือนตัดสินใจบางอย่างได้จากนั้นลองทดสอบท่าทีโหยวเสี่ยวโม่

            “พี่ชาย หากท่านชอบหยกแกะสลักพวกนี้ข้าขายให้ท่านถูกๆ เลยก็ได้ ทุกตัวนั้นไม่แพงเลย ข้าคิดให้ท่านแค่ตัวละสามตำลึงทองไม่แพงจริงๆ นะ ว่าไงขอรับ?”

            เด็กน้อยเหมือนกังวลว่าราคานี้จะทำให้โหยวเสี่ยวโม่ตกใจหนีจึงย้ำว่ามันถูกจริงถึงสองรอบ อันที่จริงไม่ได้แพงเลยเพราะหยกแกะสลักพวกนี้ดูก็รู้ว่าต่างจากหยกแกะสลักทั่วไปหยกแกะสลักสิบสองอันนี้คงเป็นหยกที่ดีที่สุดในร้านนี้แล้วก็ว่าได้

            “เจ้าลองหยิบลงมาให้ข้าดูหน่อยสิ” โหยวเสี่ยวโม่รีบเอ่ย หนึ่งตัวสามตำลึงถูกมากทีเดียว

            พอได้ยิน เด็กน้อยหน้าตาดีใจ รีบไปยกเก้าอี้มาจากโต๊ะเพราะเขาตัวเตี้ย ดังนั้นต้องเหยียบขึ้นเก้าอี้ถึงจะหยิบถึง แม้เป็นเช่นนี้แต่เขาก็พยายามเอื้อมมือหยิบ

            โหยวเสี่ยวโม่พึ่งรู้สึกตัว ห่วงว่าเขาจะตกลงมา รีบเดินไปบอก “น้องชาย เจ้าลงมาเถอะ เดี๋ยวข้าหยิบเอง”

            เด็กน้อยชะงัก รีบส่ายหัว “ไม่ได้ นี่เป็นหน้าที่ของข้า พี่ชายเป็นลูกค้าจะให้ท่านลงมือเองได้ยังไงกัน ข้าทำได้!” เขากลัวว่าตัวเองบริการไม่ดีแล้วพี่ชายจะไม่ซื้อ

            โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้ความคิดเขา นึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ถูก

            ขณะนั้นเอง จู่ๆ มือหนึ่งก็ยื่นเข้ามา ขณะที่พวกเขาตะลึงมือนั้นก็หยิบหยกแกะสลักทั้งสิบสองอันลงมา

            โหยวเสี่ยวโม่และเด็กน้อยรีบหันมาดูเห็นมือหลิงเซียวกำลังหยิบตัวสุดท้ายอยู่ในมือ หรี่ตามองพวกมันอยู่ไม่ได้สนใจท่าทีตะลึงของพวกเขาแม้แต่น้อย

            “หยกแกะสลักพวกนี้เป็นฝีมือเจ้างั้นรึ?” หลิงเซียวจ้องเด็กน้อยแล้วถามขึ้น

            เด็กน้อยตะลึงชั่วครู่ ได้สติถึงรู้ว่าเขาคุยกับตัวเองอยู่รีบส่ายหัว “ไม่ใช่แม่ข้าบอกว่านี่เป็นของที่บรรพบุรุษบ้านข้าส่งต่อกันมา”

            “แกะได้ไม่เลว” หลิงเซียวเอ่ยชม

            โหยวเสี่ยวโม่เดินไปหน้าเขา ดูสัตว์ทั้งสิบสองตัว แล้วเบะปากเอาเถอะ สงสัยเขาตาลายจริงนั่นแหละ นี่มันไม่ใช่สิบสองนักษัตร ดูคลับคล้ายคลับคลาแต่อันที่จริงคือสัตว์ปีศาจสิบสองตน เพียงแค่รูปลักษณ์คล้ายกันมีบางตัวที่ใบหน้าดุร้าย แต่ไม่ได้ดูน่าเกลียด

            เด็กน้อยได้ยินเขาเอ่ยชม ก็มีประกายความดีใจแต่งแต้มบนพวงแก้ม “พี่ชายตัดสินใจรึเปล่า?”

            “ซื้อแน่นอน ข้าจะซื้อทั้งสิบสองตัว แต่ว่า...” โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่ามันเป็นชุดเดียวกัน จึงตัดสินใจซื้อหมด

            นี่คือสิ่งที่เด็กน้อยอยากได้ยินที่สุดแต่พอได้ยินคำพูดสุดท้ายสองคำ พลันกังวล หรือเขาจะรู้สึกว่ามันแพงไป กัดฟันกำลังคิดว่าจะลดราคาอีกสักหน่อย แต่ก็ได้ยินเสียงเขาพูดพึมพำกับตัวเอง

            “ตัวละสามตำลึงมันจะถูกเกินไปรึเปล่า? เจ้าเด็กน้อย เจ้าตั้งใจหลอกบอกราคาถูกๆ ให้ข้าใช่มั้ย ข้าจะบอกให้ข้าโหยวเสี่ยวโม่ไม่ใช่คนที่จะเอาเปรียบใครแบบนั้นดังนั้นบอกราคาเต็มเจ้ามาให้ข้าซะดีๆ หยกแกะสลักพวกนี้ดูก็รู้ว่าเป็นของดี”

            คำพูดนี้ช่างฟังแล้วหลอกลวงคน!

            เห็นท่าทางเขาใจป้ำ ประมาณว่าข้าคือคนดี หลิงเซียวจู่ๆก็นึกถึงเรื่องที่เขาโลภมากที่โรงประมูลเจ็ดดวงดาราตอนนั้นช่างต่างกับตอนนี้อย่างสิ้นเชิง

            หลิงเซียวยังจำได้ว่าตอนนั้นโหยวเสี่ยวโม่เคยบอกเหมือนประมาณว่า มีให้เอาเปรียบแล้วไม่ทำก็คือคนโง่ดีๆ!

            เห็นชัดว่าเด็กน้อยไม่คาดคิดว่าเขาจะพูดเช่นนี้ ตะลึงงันไปเลยจนโหยวเสี่ยวโม่โบกมือหน้าเขาหลายที ถึงได้สติ ใบหน้าแดงระเรื่อ เอ่ยติดๆ ขัดๆ “พี่ชาย...พูดจริงเหรอ?”

            “แน่นอนสิ!” โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้าเขาเดาได้ว่า เด็กน้อยน่าจะมีเรื่องลำบาก ดังนั้นจึงลดราคาขายให้เขาคงเกี่ยวกับแม่ เพราะแม่เขาปล่อยให้เขาเฝ้าร้านคนเดียวน่าจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น ดังนั้นจึงเดือดร้อนต้องใช้เงิน

            ท้ายสุด เด็กน้อยก็บอกราคาอย่างอ้ำอึ้ง

            เพราะเป็นของตกทอดมา หยกที่ใช้แกะสลักก็เป็นหยกไม่ธรรมดาทว่าบ้านของเด็กน้อยดูไม่ออกว่ามันคือหยกอะไรกันแน่จึงกำหนดราคาไว้ที่ตัวละสามสิบตำลึง

            เมื่อได้ยินราคานี้ โหยวเสี่ยวโม่นิ่งไปครู่ใหญ่เห็นทีเด็กน้อยคงร้อนเงินจะบ้าไปแล้ว ดังนั้นจึงให้ราคาเขาจากสามสิบเป็นสามตำลึง

            แต่แม้แค่หนึ่งตำลึงทอง สำหรับครอบครัวเขาแล้วก็นับว่าเป็นเงินไม่น้อยทีเดียว

            โหยวเสี่ยวโม่จ่ายไปสามร้อยหกสิบตำลึงให้กับเด็กน้อย

            กับเขาแล้วหลายร้อยตำลึงนี้ยังไม่พอซื้อเมล็ดพันธุ์หญ้าเซียนเลย แต่กับเด็กน้อยแล้วเงินทองพวกนี้พวกเขาอยู่ได้นานสักพักทีเดียว แม้ไม่เปิดกิจการ ก็คงไม่อดตาย

            เด็กน้อยรับเงินมาอย่างตื่นเต้น ตาแดงทันใดนั้นก็หันหลังกลับเข้าไปหลังร้าน โหยวเสี่ยวโม่เรียกเขาไว้ไม่ทันเขายังไม่ได้ซื้อหินทดสอบเลย

            ขณะนั้นเอง จุดที่เด็กน้อยหายไปก็มีเสียงดังออกมาจากนั้นก็มีเสียงไอดังขึ้น เหมือนที่โหยวเสี่ยวโม่เดาไว้ แม่ของเด็กน้อยป่วยจริงๆด้วย

            ผ่านไปครู่หนึ่งเด็กน้อยก็พยุงหญิงหม้ายสาวสวยออกมาจากสวนด้านหลังหน้าหญิงหม้ายซีดขาวไม่มีสีเลือด แต่ก็ดูออกว่าเป็นสาวสวยคงเพราะถูกความเจ็บไข้รบเร้า ตอนนี้ถึงผอมซูบเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก

             

             

             

    *ซื่อฟาง หมายถึง สี่ด้านเท่ากัน หรือจัตุรัส หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งในภาษาจีนคือเจิ้งฟางสิง 正方形 สี่เหลี่ยมจัตุรัส

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663