ห่างออกไปจากเมืองชิงมีตำบลซื่อฟาง* ตั้งอยู่
ตำบลซื่อฟางนั้นมีชื่อเสียงเรื่องสิ่งของและการแกะสลักที่เป็นรูปร่างจัตุรัสเป็นตำบลเล็กๆ ที่น่าแปลกประหลาดแต่ว่าที่นั่นมีชื่อเรื่องหินทดสอบพลังปราณเช่นเดียวกัน เพราะที่นั่นมีช่างแกะสลักที่มีชื่อที่สุดในแผ่นดินหลงเสียงช่างแกะสลักมีชื่อหลายท่านล้วนมาจากตำบลซื่อฟาง
เมื่อออกจากเมืองชิง เพื่อที่จะสลัดพวกที่สะกดรอยตามพวกเขาจึงอุ้มโหยวเสี่ยวโม่เข้าห้วงมิติของเขาพร้อมกัน
ห้วงมิติของเขาไม่เหมือนกับของโหยวเสี่ยวโม่ ห้วงมิติของโหยวเสี่ยวโม่เคลื่อนที่ไม่ได้แน่นอนว่านี่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขาไม่สามารถควบคุมห้วงมิติได้อย่างแท้จริงแต่ของหลิงเซียวนั้นเกิดจากการฝึกฝนแหวกห้วงมิติห้วงมิติที่แหวกออกนั้นสามารถไปยังทุกที่ที่เขานึกปรารถนาทว่าระยะทางนั้นขึ้นอยู่กับพลังที่สูงต่ำของแต่ละคน
ดังนั้นปกติแล้วการนั่งรถม้าจากเมืองชิงไปตำบลซื่อฟางต้องใช้เวลาถึงครึ่งวันถึงนั่งนกขนส่งก็ต้องใช้เวลากว่าชั่วยาม แต่พอเดินทางผ่านห้วงมิติของหลิงเซียวเพียงไม่กี่วินาทีเมื่อพวกเขาออกจากห้วงมิติ ตัวก็มาโผล่อยู่ที่ตำบลซื่อฟางแล้ว
ตำบลซื่อฟางนั้นเหมือนชื่อมันไม่มีผิดดูจากภายนอกก็เห็นได้ชัดว่ามีลักษณะพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส
โหยวเสี่ยวโม่เงยหน้ามองประตูตำบลซื่อฟางทุกด้านกว้างยาวเท่ากัน กระทั่งป้ายชื่อก็เช่นเดียวกัน ดูแล้วพิเศษ สะดุดสายตา
แต่โหยวเสี่ยวโม่ไม่ได้ยินยอม หลิงเซียวบังคับเขามา หลิงเซียวชัดว่ายังไม่ลืมเรื่องซื้อหินทดสอบให้เขา
ก่อนหน้านี้ที่เมืองชิงโหยวเสี่ยวโม่เห็นว่าหลิงเซียวไม่ได้เอ่ยถึงหินทดสอบ นึกว่าเขาลืมไปจึงตั้งใจไม่เอ่ยขึ้น ใครจะไปคิดว่าหลิงเซียวไม่เพียงแต่ไม่ลืมแต่ยังวางแผนไว้เรียบร้อยอีกต่างหาก
อีกด้าน หลิงเซียวเห็นเขาปากบูดเบี้ยว จนแขวนเนื้อได้หลายชั่งจึงโอบเอวเขาแล้วเดินเข้าตำบลซื่อฟางพร้อมกัน หน้ายิ้มกริ่มแล้วเอ่ย “ศิษย์น้องเล็ก ข้ารู้ว่าเจ้าใจร้อนแต่ไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวเจ้าก็จะรู้แล้วว่าปราณวิญญาณของตัวเองสีอะไรกันแน่”
โหยวเสี่ยวโม่แทบกระอักเลือด เหมือนว่าที่เขาอารมณ์ไม่ดีเพราะใจร้อนอยากทดสอบศักยภาพตัวเองเนี่ยนะเขามั่นใจได้เลยว่า ท่าทางนี้คือจงใจแกล้งเขา!
“ศิษย์พี่ทำไมพวกเราต้องมาที่ตำบลซื่อฟางด้วยล่ะ ทำไมไม่ซื้อในเมืองเมื่อครู่เลยล่ะ?” โหยวเสี่ยวโม่เปลี่ยนหัวข้อ เขาไม่อยากคุยเรื่องเมื่อครู่ต่อ คงได้อารมณ์เสีย
“ไม่สะดวกไง” หลิงเซียวยิ้มตาพริ้ม
“ทำไมไม่สะดวกล่ะ?” โหยวเสี่ยวโม่ถามเขาไม่รู้เรื่องที่ถูกคนสะกดรอยตามมากมายตอนที่ออกจากเมืองชิง
เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ขณะที่หลิงเซียวเล่าให้เขาฟังก็พลางให้ความรู้กับเขา ว่าใจคนแบบไหนที่น่ากลัว อะไรที่ขวางอำนาจ เกี่ยวกับแผ่นดินหลงเสียงฝั่งใต้เขาจัดแจงเล่าทุกอย่างอย่างละเอียดชัดเจนให้โหยวเสี่ยวโม่ฟังเรื่องราวแง่โหดร้ายก็พูดไปไม่น้อย
หลิงเซียวไม่กลัวว่าโหยวเสี่ยวโม่จะเรียนรู้เรื่องชั่วร้ายจากที่เขาดู เรียนรู้ความชั่วบ้างยังจะดีกว่า เขายังเป็นห่วงว่าจะชั่วไม่พอกลับกันโดนคนหลอกเสียอีก ดังนั้นเรื่องพวกนี้เขาจึงต้องเล่าอย่างชัดเจน
รอเขาพูดจบ โหยวเสี่ยวโม่ก็แอบเช็ดเหงื่อไปหลายหนโลกนี้ช่างมีความซับซ้อนของมนุษย์มากกว่าที่เขาคิดไว้นักเห็นทีเขาก็ต้องพยายามเลื่อนขั้นพลังตัวเองให้เร็ว และยังพลังของเจ้าลูกบอลอีก
แต่หลังจากฟังที่หลิงเซียวเล่าจนจบ เขาก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่หลิงเซียวกังวลนั้นถูกต้อง
ทำสิ่งใดก็ต้องระวังตัวให้มากหากมีคนรู้เข้าว่าดวงวิญญาณของเขาเป็นคนละดวงกับแต่ก่อนคงมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นกับพวกเขาแน่
เดินเข้าไปในตำบลซื่อฟางสิ่งก่อสร้างอาคารบ้านเรือนล้วนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่เรียบง่ายมากไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า บ้านเรือน ก็เทียบความหรูหราของเมืองชิงไม่ได้เลยแต่โหยวเสี่ยวโม่กลับรู้สึกจิตใจสงบ
ตำบลซื่อฟางไม่ใหญ่มากนัก มีเพียงถนนเส้นเดียวจากหัวถึงท้ายถนนก็เป็นรูปจัตุรัส
เนื่องจากตำบลซื่อฟางมีชื่อเสียงเรื่องแกะสลัก ดังนั้นร้านค้าข้างถนนล้วนเป็นร้านแกะสลักทั้งหินแกะสลัก ไม้แกะสลัก และหยกแกะสลัก…
โหยวเสี่ยวโม่เลือกร้านหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ เดินเข้าไปทันใดก็มีหัวดำๆ โผล่มาจากโต๊ะรับแขก เป็นเด็กชายอายุเจ็ดแปดขวบเมื่อเห็นลูกค้าเข้า สายตาเด็กน้อยก็เป็นประกาย หน้าตาน่ารักเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเห็นแต่เขารีบวิ่งออกมาจากโต๊ะรับแขก เช็ดมือกับเสื้อผ้า
“พี่ชาย ท่านต้องการซื้อของแกะสลักแบบไหนขอรับร้านของข้ามีทุกอย่าง ท่านดูนี่สิ นี่เป็นของที่แม่ข้าแกะสลักฝีมือของนางสุดยอดเลยล่ะ ท่านจะซื้อสักอันมั้ย? อันนึงไม่แพงเลยแค่หนึ่งตำลึงทองก็พอแล้ว”
คำพูดของเด็กน้อยเหมือนผ่านการฝึกฝนมาพอสมควร พูดออกมาเยอะแยะแทบไม่หายใจ แก้มแดงดูท่าทางดีใจ แต่น้ำเสียงก็พอฟังออกว่าระมัดระวัง
โหยวเสี่ยวโม่กวาดตามองรอบร้านเเละเสื้อผ้าที่เด็กน้อยสวมใส่เสื้อผ้าสักได้ขาวสะอาด แต่มีรอยปะหลายจุด จึงเข้าใจได้ทันที ว่ากิจการของพวกเขาปกติแล้วคงไม่ดีเท่าไหร่ถึงว่าพอเด็กน้อยเห็นพวกเขาเข้ามาก็ดีใจใหญ่
ทว่าพอดูของแกะสลักบนชั้นวางแล้วเด็กน้อยไม่ได้พูดโกหกแต่อย่างใด ของแกะสลักทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพแบบไหนล้วนดูประณีตวิจิตร ดูออกว่า คนแกะสลักด้วยใจ
โหยวเสี่ยวโม่พลันใจเต้นหรือบางทีอาจจะซื้อกลับไปไว้ที่ห้วงมิติกับที่ห้องอีกทั้งยังเป็นของเล่นของเจ้าลูกบอลได้ด้วย มันจะได้ไม่เล่นของที่ไม่ควรเล่น
คิดเช่นนี้แล้ว โหยวเสี่ยวโม่ก็เริ่มเดินเลือกของ
ชั้นวางแรกนั้นคือหยกแกะสลัก แบ่งเป็นหยกหลายชนิดทั้งหยกทรายขาว หยกลายคราม หยกสีฟ้าเป็นต้น หลากสีสันน่าดูชมสัมผัสที่จับก็รับรู้ได้ถึงพลังปราณอ่อนๆ ที่ไหลเวียนอยู่
หยกแกะสลักที่ดูสวยงามและมีพลังปราณเช่นนี้ราคาเพียงหนึ่งตำลึงทองหรือ?
โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าราคานี้ต่ำเกินไป ฝีมือช่างประณีตตัดต้นทุนแล้ว กำไรที่ได้คงน้อยนิดจนไม่อาจนับได้
ขณะกำลังคิดโหยวเสี่ยวโม่ก็พลันเหลือบไปเห็นหยกแกะสลักในชั้นวาง ทั้งหมดมีสิบสองอันยิ่งเห็นยิ่งใจเต้น เขานึกว่าตัวเองตาลาย นั่นมันสิบสองนักษัตรอีกทั้งหยกแกะสลักจากสีที่ต่างกัน ดูแล้วสวยงามยิ่งนัก
หลิงเซียวเห็นท่าทีตื่นเต้นของเขา มองเหลือบไปทางเดียวกันเห็นสัตว์สิบสองตัว หยกอันเยือกเย็น แต่กลับแกะสลักได้ราวกับมีชีวิต
เด็กน้อยแอบคอยสังเกตท่าทีของโหยวเสี่ยวโม่เมื่อเห็นเขาสนใจปีศาจสิบสองตนที่แม่เขาวางบนชั้นวาง นิ้วกำแน่น กัดฟันคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าขึ้น สายตาเหมือนตัดสินใจบางอย่างได้จากนั้นลองทดสอบท่าทีโหยวเสี่ยวโม่
“พี่ชาย หากท่านชอบหยกแกะสลักพวกนี้ข้าขายให้ท่านถูกๆ เลยก็ได้ ทุกตัวนั้นไม่แพงเลย ข้าคิดให้ท่านแค่ตัวละสามตำลึงทองไม่แพงจริงๆ นะ ว่าไงขอรับ?”
เด็กน้อยเหมือนกังวลว่าราคานี้จะทำให้โหยวเสี่ยวโม่ตกใจหนีจึงย้ำว่ามันถูกจริงถึงสองรอบ อันที่จริงไม่ได้แพงเลยเพราะหยกแกะสลักพวกนี้ดูก็รู้ว่าต่างจากหยกแกะสลักทั่วไปหยกแกะสลักสิบสองอันนี้คงเป็นหยกที่ดีที่สุดในร้านนี้แล้วก็ว่าได้
“เจ้าลองหยิบลงมาให้ข้าดูหน่อยสิ” โหยวเสี่ยวโม่รีบเอ่ย หนึ่งตัวสามตำลึงถูกมากทีเดียว
พอได้ยิน เด็กน้อยหน้าตาดีใจ รีบไปยกเก้าอี้มาจากโต๊ะเพราะเขาตัวเตี้ย ดังนั้นต้องเหยียบขึ้นเก้าอี้ถึงจะหยิบถึง แม้เป็นเช่นนี้แต่เขาก็พยายามเอื้อมมือหยิบ
โหยวเสี่ยวโม่พึ่งรู้สึกตัว ห่วงว่าเขาจะตกลงมา รีบเดินไปบอก “น้องชาย เจ้าลงมาเถอะ เดี๋ยวข้าหยิบเอง”
เด็กน้อยชะงัก รีบส่ายหัว “ไม่ได้ นี่เป็นหน้าที่ของข้า พี่ชายเป็นลูกค้าจะให้ท่านลงมือเองได้ยังไงกัน ข้าทำได้!” เขากลัวว่าตัวเองบริการไม่ดีแล้วพี่ชายจะไม่ซื้อ
โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้ความคิดเขา นึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ถูก
ขณะนั้นเอง จู่ๆ มือหนึ่งก็ยื่นเข้ามา ขณะที่พวกเขาตะลึงมือนั้นก็หยิบหยกแกะสลักทั้งสิบสองอันลงมา
โหยวเสี่ยวโม่และเด็กน้อยรีบหันมาดูเห็นมือหลิงเซียวกำลังหยิบตัวสุดท้ายอยู่ในมือ หรี่ตามองพวกมันอยู่ไม่ได้สนใจท่าทีตะลึงของพวกเขาแม้แต่น้อย
“หยกแกะสลักพวกนี้เป็นฝีมือเจ้างั้นรึ?” หลิงเซียวจ้องเด็กน้อยแล้วถามขึ้น
เด็กน้อยตะลึงชั่วครู่ ได้สติถึงรู้ว่าเขาคุยกับตัวเองอยู่รีบส่ายหัว “ไม่ใช่แม่ข้าบอกว่านี่เป็นของที่บรรพบุรุษบ้านข้าส่งต่อกันมา”
“แกะได้ไม่เลว” หลิงเซียวเอ่ยชม
โหยวเสี่ยวโม่เดินไปหน้าเขา ดูสัตว์ทั้งสิบสองตัว แล้วเบะปากเอาเถอะ สงสัยเขาตาลายจริงนั่นแหละ นี่มันไม่ใช่สิบสองนักษัตร ดูคลับคล้ายคลับคลาแต่อันที่จริงคือสัตว์ปีศาจสิบสองตน เพียงแค่รูปลักษณ์คล้ายกันมีบางตัวที่ใบหน้าดุร้าย แต่ไม่ได้ดูน่าเกลียด
เด็กน้อยได้ยินเขาเอ่ยชม ก็มีประกายความดีใจแต่งแต้มบนพวงแก้ม “พี่ชายตัดสินใจรึเปล่า?”
“ซื้อแน่นอน ข้าจะซื้อทั้งสิบสองตัว แต่ว่า...” โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่ามันเป็นชุดเดียวกัน จึงตัดสินใจซื้อหมด
นี่คือสิ่งที่เด็กน้อยอยากได้ยินที่สุดแต่พอได้ยินคำพูดสุดท้ายสองคำ พลันกังวล หรือเขาจะรู้สึกว่ามันแพงไป กัดฟันกำลังคิดว่าจะลดราคาอีกสักหน่อย แต่ก็ได้ยินเสียงเขาพูดพึมพำกับตัวเอง
“ตัวละสามตำลึงมันจะถูกเกินไปรึเปล่า? เจ้าเด็กน้อย เจ้าตั้งใจหลอกบอกราคาถูกๆ ให้ข้าใช่มั้ย ข้าจะบอกให้ข้าโหยวเสี่ยวโม่ไม่ใช่คนที่จะเอาเปรียบใครแบบนั้นดังนั้นบอกราคาเต็มเจ้ามาให้ข้าซะดีๆ หยกแกะสลักพวกนี้ดูก็รู้ว่าเป็นของดี”
คำพูดนี้ช่างฟังแล้วหลอกลวงคน!
เห็นท่าทางเขาใจป้ำ ประมาณว่าข้าคือคนดี หลิงเซียวจู่ๆก็นึกถึงเรื่องที่เขาโลภมากที่โรงประมูลเจ็ดดวงดาราตอนนั้นช่างต่างกับตอนนี้อย่างสิ้นเชิง
หลิงเซียวยังจำได้ว่าตอนนั้นโหยวเสี่ยวโม่เคยบอกเหมือนประมาณว่า มีให้เอาเปรียบแล้วไม่ทำก็คือคนโง่ดีๆ!
เห็นชัดว่าเด็กน้อยไม่คาดคิดว่าเขาจะพูดเช่นนี้ ตะลึงงันไปเลยจนโหยวเสี่ยวโม่โบกมือหน้าเขาหลายที ถึงได้สติ ใบหน้าแดงระเรื่อ เอ่ยติดๆ ขัดๆ “พี่ชาย...พูดจริงเหรอ?”
“แน่นอนสิ!” โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้าเขาเดาได้ว่า เด็กน้อยน่าจะมีเรื่องลำบาก ดังนั้นจึงลดราคาขายให้เขาคงเกี่ยวกับแม่ เพราะแม่เขาปล่อยให้เขาเฝ้าร้านคนเดียวน่าจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น ดังนั้นจึงเดือดร้อนต้องใช้เงิน
ท้ายสุด เด็กน้อยก็บอกราคาอย่างอ้ำอึ้ง
เพราะเป็นของตกทอดมา หยกที่ใช้แกะสลักก็เป็นหยกไม่ธรรมดาทว่าบ้านของเด็กน้อยดูไม่ออกว่ามันคือหยกอะไรกันแน่จึงกำหนดราคาไว้ที่ตัวละสามสิบตำลึง
เมื่อได้ยินราคานี้ โหยวเสี่ยวโม่นิ่งไปครู่ใหญ่เห็นทีเด็กน้อยคงร้อนเงินจะบ้าไปแล้ว ดังนั้นจึงให้ราคาเขาจากสามสิบเป็นสามตำลึง
แต่แม้แค่หนึ่งตำลึงทอง สำหรับครอบครัวเขาแล้วก็นับว่าเป็นเงินไม่น้อยทีเดียว
โหยวเสี่ยวโม่จ่ายไปสามร้อยหกสิบตำลึงให้กับเด็กน้อย
กับเขาแล้วหลายร้อยตำลึงนี้ยังไม่พอซื้อเมล็ดพันธุ์หญ้าเซียนเลย แต่กับเด็กน้อยแล้วเงินทองพวกนี้พวกเขาอยู่ได้นานสักพักทีเดียว แม้ไม่เปิดกิจการ ก็คงไม่อดตาย
เด็กน้อยรับเงินมาอย่างตื่นเต้น ตาแดงทันใดนั้นก็หันหลังกลับเข้าไปหลังร้าน โหยวเสี่ยวโม่เรียกเขาไว้ไม่ทันเขายังไม่ได้ซื้อหินทดสอบเลย
ขณะนั้นเอง จุดที่เด็กน้อยหายไปก็มีเสียงดังออกมาจากนั้นก็มีเสียงไอดังขึ้น เหมือนที่โหยวเสี่ยวโม่เดาไว้ แม่ของเด็กน้อยป่วยจริงๆด้วย
ผ่านไปครู่หนึ่งเด็กน้อยก็พยุงหญิงหม้ายสาวสวยออกมาจากสวนด้านหลังหน้าหญิงหม้ายซีดขาวไม่มีสีเลือด แต่ก็ดูออกว่าเป็นสาวสวยคงเพราะถูกความเจ็บไข้รบเร้า ตอนนี้ถึงผอมซูบเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก
*ซื่อฟาง หมายถึง สี่ด้านเท่ากัน หรือจัตุรัส หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งในภาษาจีนคือเจิ้งฟางสิง 正方形 สี่เหลี่ยมจัตุรัส