“น้องสี่ โปรดรับคำขอโทษจากข้าเอาไว้ด้วย ที่ผ่านมาพวกเราล้วนผิดต่อเ้า”
อ๋าวหลวนเซี่ยมองซ้ายมองขวาแล้วก็เห็นมีแต่คนกล่าวโทษกันไปมาแต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากขอโทษอ๋าวหลวนหลงเลยสักคน น้องชายยังคงยืนมองและฟังทุกสิ่งด้วยใบหน้านิ่งขรึมออกจะไปทางสมเพชคนเ่าั้ด้วยซ้ำ เขาจึงตัดสินใจคุกเข่าลง
“พี่ใหญ่ ท่านทำอะไร!” อ๋าวหลวนหลงถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่ด้วยนิสัยและตัวตนในฐานะที่เคยเป็เซียน เด็กหนุ่มยังคงยืดหลังตรงไม่ยอมเข้ามาพยุงพี่ชายคนโตให้ลุกขึ้น
“น้องสี่ได้โปรดสั่งสอนพวกเราทุกคนด้วย ความสำเร็จของตระกูลไม่สามารถเกิดขึ้นจากกลุ่มคนไม่กี่คน แต่ต้องเป็พวกเราทุกคนที่จะก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าบ้านสายหลัก สายรองหรือสายไหนๆ พวกเขาสมควรได้รับโอกาสที่ทัดเทียม”
อ๋าวหลวนหลงหัวเราะเสียงดังออกมาอย่างบ้าคลั่ง “พี่ใหญ่เื่ความทัดเทียมกันในหมู่พี่น้อง คงไม่มีผู้ใดกระจ่างแจ้งเกินไปกว่าข้าแล้วกระมังขอรับ"
เด็กหนุ่มจงใจหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านั้นแล้วปล่อยให้บรรดาคนสกุลอ๋าวไตร่ตรองกันเองในใจ
ยามนี้สถานการณ์ในจวนตระกูลอ๋าวมันเปลี่ยนไปแล้ว ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะกล่าวเสียงดังได้!!
พี่น้องรุ่นหลวนในบ้านสายหลัก คุกเข่าตามอ๋าวหลวนเซี่ยกันทีละคนเป็กลุ่มแรก ไม่เว้นแม่แต่อ๋าวหลวนหย่งที่เป็ตัวตั้งตัวตีกลั่นแกล้งอ๋าวหลวนหลงในคราวแรก จากนั้นก็เป็กลุ่มทายาทบ้านสายรองกลุ่มหนึ่ง ส่วนคนที่เหลืออีกจำนวนมากต่างก็มองกันไปมองกันมา พร้อมกันประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าไปในตัว
อ๋าวหลวนหลงเพิ่งจะรวบรวมพลังปราณขึ้นมาได้ ขนาดปราณของเขายังเล็กพอๆ กับเด็กอายุ 7-8 ขวบ หลายคนมองว่าหากพวกตนที่มีขนาดปราณใหญ่กว่าแล้วได้ฝึกฝนในวิธีของอ๋าวหลวนหลง ก็ไม่แน่ว่าอีกไม่นานเขาก็จะมีความสามารถเหนือเ้าหนุ่มจองหองผู้นี้ได้เป็แน่ จึงเริ่มคุกเข่าตามบ้างเพื่อผลประโยชน์
อ๋าวซีซวนและอ๋าวซีฮันนายท่านสามและสี่ ตัดสินใจคุกเข่าลงมาพร้อมกัน ทำให้ผู้าุโสายรองในรุ่นเดียวกับพวกเขายอมทำตาม และสุดท้ายก็เป็ผู้าุโทั้งสี่คนที่มีศักดิ์เป็ท่านปู่รองของอ๋าวหลวนหลง
อ๋าวซีห่าวยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิมทอดสายตามองน้องชายสองคนที่พากันคุกเข่าลงไปแล้ว เขาคิดว่าอย่างไรในอนาคตตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไปย่อมเป็ตนเอง การคุกเข่าลงต่อหน้าเด็กหนุ่มอายุ 15 ปีสำหรับเขาเป็เื่ที่ตัดสินใจยากยิ่ง
อ๋าวหลวนหลงเก็บสีหน้าและอาการของทุกคนเอาไว้ในใจ เขาไม่ยอมถอยหลังโค้งตัวแม้แต่ก้าวเดียวแม้ว่าบิดาของตนจะอยู่ในกลุ่มคนที่คุกเข่าลงไปด้วย เวลานี้ตนถือไพ่เหนือกว่าก็ต้องกำราบให้ราบคาบไปเสียแต่ต้น
“ท่านย่า” อ๋าวหลวนหลงเห็นฮูหยินผู้เฒ่ากัวเริ่มขยับตัว เขารีบเดินไปประคองสตรีสูงวัยเอาไว้ก่อนเพื่อรักษามารยาท แล้วจึงหันกลับมามองที่อ๋าวหลวนเซี่ยพี่ชายคนโต
“หากคนสกุลอ๋าวทุกคนมีความคิดเช่นเดียวกับท่านก็คงจะดีไม่น้อยเลยพี่ใหญ่ ตามจริงแม้ว่าท่านไม่ขอข้าก็จะถ่ายทอดให้กับทุกคนอยู่แล้ว พวกท่านลุกขึ้นมาก่อนเถิด"
ได้ยินว่าอ๋าวหลวนหลงเต็มใจจะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับทุกคนฮูหยินผู้เฒ่ากัวก็โล่งใจ นางไม่สมควรรับตำแหน่งผู้นำตระกูลมาั้แ่ต้น แต่เป็เพราะในยามนั้นบุตรชายแต่ละคนล้วนไม่ได้ความ บ้านสายรองก็ไม่มีคนโดดเด่น นางจึงจำต้องต่อสู้ยึดเอาตำแหน่งผู้นำตระกูลอ๋าวไว้ดูแลแทนสามี
ได้เห็นอ๋าวหลวนเซี่ยหลานชายคนโตคิดอ่านสมกับเป็ทายาทสายหลัก อ๋าวหลวนหลงหลานรักค้นพบวิธีการฝึกฝนแบบใหม่ ไม่นานก็อาจจะเปิดประตูศาลเทพัได้อีก อนาคตตระกูลอ๋าวภายใต้การปกครองที่ถูกติฉินนินทาของนางอีกไม่ช้าก็คงจะวางมือได้อย่างสบายใจแล้ว
“ข้าเพิ่งรวบรวมลมปราณสำเร็จมาได้ไม่นาน ข้ายังคงต้องเร่งฟื้นฟูตัวเองเสียก่อน เป้าหมายแรกของข้ายังไม่ใช่การถ่ายทอดวิชาความรู้ แต่เป็การเปิดประตูศาลเทพั พวกท่านอดใจรออีกไม่นานตระกูลอ๋าวสายหลักจะส่งคนไปแจ้งให้บ้านรองทุกสายรับรู้ในภายหลังเอง”
อ๋าวหลวนหลงกล่าวปิดฉากการบูชาเทพเ้าัของตระกูลวันนี้ด้วยน้ำเสียงที่ใส่พลังปราณลงไปด้วย ไม่ว่าจะเป็คนที่มั่นใจในความสามารถของเขาหรือคนที่ยังคลางแคลงใจอยู่ เมื่อได้ฟังเสียงอันทรงพลังที่บาดลึกลงไปในแก้วหูพวกเขาก็ไม่อาจปฏิเสธอำนาจและบารมีของเด็กหนุ่มร่างบอบบางตรงหน้าได้แม้แต่คนเดียว
เื่ราวทำนองเดียวกันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตระกูลอ๋าวเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่ทั่วทั้งแผ่นดินมนุษย์ที่แบ่งเป็ 2 แคว้น 52 เมืองยังมีทายาทในตระกูลใหญ่อีกหลายตระกูลที่อยู่ดีๆ ก็สามารถขับเคลื่อนพลังปราณได้อย่างไม่คาดฝันเฉกเช่นเดียวกับอ๋าวหลวนหลง
ชาวบ้านธรรมดาที่เคยแบ่งแยกพวกกลุ่มที่มีพลังปราณเอาไว้ให้เป็ชนชั้นสูง ต่างก็พากันหนาวๆ ร้อนๆ กันไปหมด คนเหล่านี้ปกติพวกเขาเพียงแค่จุดแสงในตัวออกมาก็ทำให้ชาวบ้านธรรมดาหวั่นเกรงกันแทบตายอยู่แล้ว ยามนี้ได้ยินว่าหลายตระกูลใหญ่ทั่วแผ่นดินกำลังจะก้าวหน้ายิ่งใหญ่กว่าเดิม พวกเขาไม่รู้ว่าเื่นี้จะเป็ข่าวดีหรือข่าวร้ายจะส่งผลอย่างไรกับชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกตนบ้าง
……….
เกาะลอย
“เฮ้อ!! สบายดีเหลือเกิน หากทุกวันเป็ฤดูหนาวก็ดีไม่น้อยนะพี่สี่เสิน”
มู่เหยาจีนอนเหยียดยาวอยู่กับเก้าอี้เอนริมหน้าต่าง ในมือถือตำราอาหารเอาไว้แต่ไม่ได้อ่าน สายตาของเด็กหญิงเหม่อมองไปนอกหน้าต่างชื่นชมความงามตามธรรมชาติที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม
“หากเราสองคนกินแต่ผลไม้และสัตว์น้ำได้ตลอดชีวิต พวกเราก็ไม่จำเป็ต้องออกจากเกาะไปเลยด้วยซ้ำ” มู่สี่เสินเงยหน้าขึ้นจากตำราในมือเช่นกัน
“ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ ข้าเพิ่งพบอาหารหลายอย่างที่ยังไม่เคยกินในตำรา แต่เรามีวัตถุดิบไม่เพียงพอ เราต้องกลับไปที่เกาะจิงเหมิน แล้วข้าก็ชอบกินข้าวกับแป้งด้วย”
“เื่นี้เราสองคนตัดสินใจได้ที่ไหนเล่าเหยาจี เ้าดูเอาเถิดเวลานี้เราอยู่ที่ใดกันก็ยังไม่รู้”
ั้แ่ได้รับเสบียงอาหารกลับมาเตรียมพร้อมสำหรับฤดูหนาวอันยาวนาน มู่สี่เสินและมู่เหยาจีก็มัวแต่วุ่นวายกับการจัดเรือนที่พักใหม่ให้เหมาะสม มีอาหารจำนวนมาก มีข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ต้องนำไปตกแต่งในแต่ละห้อง
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จกลับพบว่า เกาะลอยได้เคลื่อนตัวออกห่างจากเกาะจิงเหมินมาไกลโขแล้ว
ทุกๆ วันเกาะลอยจะเคลื่อนที่ไปทีละน้อย จนในที่สุดก็เข้ามาอยู่ในวงล้อมของเทือกเขาหินสูง ที่ก่อตัวเป็แนวกำแพงรูปทรงกลมเอาไว้และเหลือช่องทางให้เกาะลอยแทรกตัวผ่านเข้ามาอยู่ตรงใจกลางได้พอดิบพอดี
เมื่อพายุหิมะตกลงมา กำแพงหินขนาดใหญ่ที่โอบล้อมเกาะลอยเอาไว้อย่างแ่า จึงกลายเป็ปราการบดบังลมพายุชั้นยอด พวกเขาเผชิญหน้าเพียงหิมะที่ตกลงมาเป็ระยะและอาศัยอยู่ในเรือนด้วยความรู้สึกเย็นสบาย ไม่ได้ลำบากอะไรเลยแม้แต่น้อย
“พี่ชาย แล้วถ้าเกาะลอยไม่ลอยกลับไปทางเดิม นั่นก็หมายความว่าเราสองคนอาจไม่ได้พบกับคนในหมู่บ้านจิงไห่อีกแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ก็เป็ไปได้ทั้งหมดนั่นล่ะเหยาจี แต่เ้าไม่ต้องกลัวไปหรอกต่อให้ไม่กลับไปที่เกาะจิงเหมิน นอกจากผลไม้และสัตว์น้ำเราสองคนก็ยังมีกระรอก นก กระต่าย ลิง สัตว์บกอื่น ๆ อยู่อีกมิใช่หรือ ในตำราที่เ้าอ่านอยู่มีวิธีการปรุงเนื้อพวกมันบ้างหรือไม่เล่า”
“หยุดเลยพี่สี่เสิน ขาดพวกเรามันต้องเหนื่อยตายอยู่บนเกาะแห่งนี้แน่นอน เ้าค่ะ” มู่เหยาจีค้อนวงใหญ่ให้กับผู้เป็พี่
แม้ว่าจะไม่มีผลไม้ให้เก็บใน่ฤดูหนาว แต่สัตว์เล็กๆ บนเกาะลอยก็ไม่เคยหยุดอยู่นิ่งเลยสักวัน พวกมันเก็บกวาดหิมะให้เหลือช่องทางเดินที่สะดวกสบายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ภายในเกาะทำให้สองพี่น้องไม่ต้องทนอุดอู้อยู่แต่ในเรือน ตกกลางคืนก็มาช่วยกันกวาดหิมะบนหลังคาเรือนทิ้งให้อีก
“ข้ารู้ๆ ข้าก็แค่ล้อเ้าเล่นเท่านั้นล่ะน้องสาว หากไม่มีสัตว์เ่าั้ เกาะลอยก็คงไม่ลอยมาซ่อนตัวอยู่ในกำแพงเทือกเขาหินกระมัง พวกมันรวมทั้งเราสองคนมีชีวิตอยู่รอดได้ก็เพราะเกาะลอยพาเรามานะ”
“ถูกของท่านเ้าค่ะ ทีแรกข้ายังกังวลว่าต้นผลไม้กับสัตว์บนเกาะจะเอาตัวรอดกันได้อย่างไร ทีนี้เราก็รู้อีกหนึ่งความลับของเกาะลอยแล้วสินะ”