ตอนที่2
เ้าของบ้านตัวจริง
ยามรุ่งอรุณท้องฟ้าสีเทาหม่นค่อย ๆ เริ่มสว่าง แสงแดดสีเหลืองอ่อนให้ความรู้สึกอบอุ่นอากาศหนาวจากละอองน้ำค้างในยามค่ำคืนทำให้ร่างกายได้ัักับบรรยากาศแห่งการเริ่มต้นใหม่ นพดลกับป้าแววแม่ของเธอกำลังนั่งชันเข่าลงที่พื้นใช้มือทั้งสองค่อย ๆ ประเคนของใส่บาตรทั้งสองแม่ลูกทำกิจวัตรเช่นนี้กันอยู่เป็ประจำป้าแววสอนให้นพดลอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับอยู่เสมอเพราะเธอเชื่อว่าสักวันบ้านร้างที่อยู่ด้านหลังของเธอจะได้รับการปลดปล่อยจากอะไรบางอย่างเสียที
“อิทังเม ญาตีนัง โหตุ ญาตะโย”
“กาลเวลาย่อมผันเปลี่ยน สิ่งที่กำลังวนเวียน บ่วงแห่งการรอคอย เมื่อถึงเวลาทุกอย่างจะถูกปลดปล่อยให้เป็สุข เจริญพร”
พระท่านรับบิณฑบาตและให้พรทั้งสองแม่ลูกเช่นนี้เป็ประจำก่อนที่ท่านจะเดินบิณฑบาตไปยังผู้คนที่กำลังยืนรอนิมนต์อยู่ตามหนหางข้างหน้า
“แม่เชื่อเื่ที่คนเขาเล่าต่อ ๆ กันมาจริงเหรอแม่? เราทำบุญกันมาั้แ่นพยังเด็กนพไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรดีขึ้นเลย”
“แม่เองก็ไม่อยากจะเชื่อเื่นี้นักหรอกนะนพ แต่ผู้ใหญ่เขาก็เล่าต่อ ๆกันมาแบบนี้ ถ้าไม่ติดว่าที่มูลนิธิท่านผู้หญิงมณีมีรูปบรรพบุรุษหลายคนติดอยู่แม่ก็คงคิดว่าเื่นี้เป็แค่นิทานหลอกให้คนทำความดี”
“นพว่าชาวบ้านเขาอาจจะกลัวกันไปเองก็ได้นะแม่ นี่มันยุคไหนแล้ว”
“ไม่เชื่อเราก็ไม่ควรไปลบหลู่เื่แบบนี้นะนพชาวบ้านที่แอบเข้าไปเอาของออกมาจากบ้านร้างหลังนี้ พอออกมาก็เป็ไข้หนักบางคนก็กลายเป็คนขวัญเสียไปเลย ถ้าเราคิดดีทำดีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านก็จะคุ้มครอง”
ขณะที่สองแม่ลูกกำลังสนทนากันถึงบ้านร้างที่อยู่ด้านหลังที่เขากำลังยืนกันอยู่รถตู้หรูคันสีดำป้ายแดงก็เคลื่อนเข้ามาจอดบริเวณใกล้ ๆ กับที่เขาทั้งสองยืนอยู่วิชัยลงจากรถฝั่งคนขับรีบเดินอ้อมมาอีกฝั่งจากด้านหน้ารถเพื่อโน้มตัวเปิดประตูให้ใครบางคนที่กำลังจะเดินลงมา
“เชิญครับคุณหนู”
ด้านนพกับป้าแววหลังจากที่ยืนคุยกันสักพักใหญ่ๆ หลังจากที่ตักบาตรเสร็จ เขาทั้งสองกำลังหันหลังเดินออกจากหน้าประตูรั้วบ้านร้างแห่งนี้แต่เขาทั้งสองต้องหยุดชะงักเมื่อเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวและหันหลังกลับมาเมื่อพบว่ามีเสียงของคนแปลกหน้ากำลังเริ่มบทสนทนาขณะเดียวกันก็รีบเดินตรงมาที่เขาทั้งสองคน
“ขอโทษนะครับ! คุณสองคนเป็คนในพื้นที่นี้ใช่ไหมครับคือผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ”
“ถ้าคุณจะถามถึงบ้านหลังนี้ ผมคิดว่าคุณเองก็คงจะเคยได้ยินมาบ้างผมขอไม่ตอบก็แล้วกัน”
“นี่! ตาลูกคนนี้หนิ พูดดี ๆ กับเค้าไม่เป็เลยหรือไง”
“เอ่อ ขอโทษแทนลูกชายดิฉันด้วยนะคะ ว่าแต่เมื่อสักครูนี้คุณจะถามว่าอะไรนะคะ”
“แม่!”
นพดลจับแขนแม่ของเธอทันทีเขากำลังสื่อสารอะไรบางอย่างนพไม่ชอบให้คนแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จักมายุ่งเกี่ยวกับบ้านร้างหลังนี้แต่ทว่าในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ค่อยเต็มใจที่จะปกป้องบ้านหลังนี้สักเท่าไหร่ติดตรงที่แม่ของเขาพยายามดูแลบ้านหลังนี้เป็อย่างดีที่สุดโดยที่เขาทั้งสองก็ไม่รู้เลยว่าเขาจะปกป้องบ้านหลังนี้ไปด้วยเหตุผลอะไรเขาต่างรู้เพียงแค่ว่าบ้านหลังนี้เป็ส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิท่านผู้หญิงมณีมูลนิธิที่เขาเป็ทายาทคนล่าสุด เขาจึงทำตามหน้าที่ของเขาให้ดีก็เพียงเท่านั้น
“เออน่า แม่ก็ไม่ได้จะพูดอะไรมาก แค่จะให้ความช่วยเหลือคุณเค้าเค้าอาจจะแค่มาถามทางเราก็ได้นพ”
“ยังไงนะคะคุณ”
“คือผมจะถามว่าบ้านหลังนี้มีเ้าของหรือเปล่าครับ เ้าของบ้านเค้าเป็ใคร”
“นั่นไงแม่ นพพูดผิดเสียที่ไหนกันล่ะ”
“หยุดเลยตานพ แม่จัดการเอง”
“บ้านหลังนี้เป็บ้านในเครือของมูลนิธิท่านผู้หญิงมณีน่ะค่ะถ้าคุณจะถามหาเ้าของดิฉันก็คงตอบคุณไม่ได้ รออีกหนึ่งเดือนคุณค่อยกลับมาถามใหม่ก็แล้วกันนะคะ”
“ทำไมล่ะครับ ทำไมผมต้องรออีกหนึ่งเดือน”
“ดิฉันเป็ทายาทของเ้าของมูลนิธิแห่งนี้ค่ะ พินัยกรรมทุกฉบับถูกระบุวันเวลาที่จะถูกเปิดออกฉันตอบคุณได้เพียงเท่านี้ ขอตัวก่อนนะคะ”
“เอ่อ ขอบคุณมากครับ”
เกียรติภูมิยืนมองนพดลกับแม่ของเธอเดินจากไปด้วยความสงสัยเขามีคำถามที่จะถามอีกเยอะแยะมากมายทว่าคำตอบที่เขาได้รับเมื่อสักครู่นี้ก็มากพอที่จะทำให้เขารู้สึกฝันสลายลงในพริบตามากอยู่แล้ว
“ยังไงต่อล่ะคะคุณภูมิ คุณภูมิจะรออีกหนึ่งเดือนหรือจะไปหาอาคารหลังอื่นหนึ่งเดือนถือว่าไม่ใช่เวลาน้อย ๆ เลยนะคะ”
“ผมจะรอครับ อีกหนึ่งเดือนถ้าผมไม่ได้เป็เ้าของบ้านหลังนี้ผมจะยอมไปหาที่อื่น เรากลับกันเถอะครับ”
เกียรติภูมิหันหลังแล้วเดินกลับไปที่รถด้วยความผิดหวังในขณะที่มัลลิกาเธอได้แต่ยืนอ้ำอึ้งเพราะว่าก่อนหน้านี้เกียรติภูมิดูเหมือนว่าเขาเร่งรีบที่จะทำร้านขนมในฝันของเขาแต่ ณ เวลานี้เขากลับตั้งใจรอคอยคำตอบที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะได้บ้านหลังนี้มาหรือไม่นี่เป็การลงทุนกับเวลาที่มีความเสี่ยงสูงมากในการทำธุรกิจของเกียรติภูมิ
“ไหนบอกว่ารีบ ตอนนี้มาบอกว่าจะรออีกหนึ่งเดือนซะงั้นคุณหนูคิดอะไรของเค้าอยู่เนี่ย” มัลลิกายืนพึมพำกับตัวเองเขามักจะทำเช่นนี้อยู่เป็ประจำราวกับว่าเขากำลังเป็ตัวละครที่อยู่ในทีวี
“เออะ เอ่อ คุณหนู รอพี่ด้วยค่ะ รอพี่ด้วย”
มัลลิกานึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่หน้าบ้านร้างหลังนี้แต่เพียงผู้เดียวแล้วเธอก็รีบวิ่งตามหลังเกียรติภูมิไปขึ้นรถอย่างรวดเร็วด้วยรองเท้าส้นสูงสีชมพูแปร๊ดของเธอ
สำหรับการรอคอยนับว่าเป็เื่ที่ยาวนานเสมอไม่ว่าจะหนึ่งนาที หนึ่งวัน หรือหนึ่งเดือน ณ มูลนิธิท่านผู้หญิงมณีวันนี้เป็วันที่พินัยกรรมที่ข้องเกี่ยวกับมูลนิธิฉบับสุดท้ายจะถูกเปิดออกซึ่งบรรพบุรุษของแวววรรณหรือป้าแววแม่ของนพดลเป็คนเขียนขึ้นและระบุเวลาที่สามารถเปิดพินัยกรรมออกเอาไว้อย่างชัดเจนราวกับว่าบรรพบุรุษของเธอสามารถล่วงรู้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้างในอนาคตขณะนี้แวววรรณและคณะกรรมการผู้ดูแลมูลนิธิก็ได้นั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันในห้องประชุมใหญ่เย็นะเืด้วยการเปิดแอร์รอบทิศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงัดทุกครั้งที่พินัยกรรมแต่ละฉบับถูกเปิดออกบรรยากาศในห้องประชุมก็จะเป็เช่นนี้แต่ครั้งนี้ทุกคนต่างรู้สึกพิเศษกว่าทุกครั้งเพราะนี่คือพินัยกรรมฉบับสุดท้ายที่จะส่งต่อความรับผิดชอบบางอย่างให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิที่ให้การสงเคราะห์ผู้ยากไร้และเด็กกำพร้าเพื่อให้มูลนิธิได้ต่ออายุและทำงานช่วยเหลือสังคมต่อไป
“สวัสดีคณะกรรมการของมูลนิธิทุกท่านเป็หน้าที่ของผมอีกครั้งที่จะต้องเป็ผู้เปิดพินัยกรรมที่ส่งต่อกันมาแล้วหลายรุ่นอายุคนผมขอให้ทุกท่านเคารพการตัดสินใจของผู้เขียนพินัยกรรมแบบที่ทุกท่านปฏิบัติกันอย่างดีเสมอมา”
พินัยกรรมกำลังจะถูกเปิดออกทนายผู้ดูแลพินัยกรรมนั่งตรงตำแหน่งที่นั่งประธาน เขาเป็ทนายประจำมูลนิธิและครั้งนี้เขากำลังทำหน้าที่เปิดพินัยกรรมครั้งสุดท้ายให้กับมูลนิธิแห่งนี้
“พินัยกรรมฉบับนี้ บรรพบุรุษของคุณแวววรรณท่านได้ระบุเอาไว้ว่า
‘สมบัติชิ้นสุดท้ายที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิท่านผู้หญิงมณีจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับมูลนิธิอีกต่อไป’
“อะไรนะคะ”
“ขอผมอ่านให้จบก่อนนะครับคุณแวววรรณ”
“ขอโทษค่ะ”
แวววรรณเธอรักมูลนิธิแห่งนี้มากเธอซึมซับคุณงามความดีของบรรพบุรุษที่อุทิศกายใจและทรัพย์สินบางส่วนของวงศ์ตระกูลเพื่อคนอื่นๆ จิตใจของเธองดงามเป็ที่สุดเพียงแต่เธอกำลังประหลาดใจว่าสิ่งที่เป็ทรัพย์สมบัติของมูลนิธิจะถูกตัดขาดไปได้อย่างไรเพราะทุกครั้งที่เปิดพินัยกรรมทรัพย์สมบัติก็จะยังคงถูกกระจายให้อยู่ในความดูแลของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแต่ครั้งนี้มันกำลังจะถูกตัดขาดจากเชื้อสายของเธอ
“ผมขออ่านต่อนะคุณแวววรรณ”
‘เมื่อถึง ปี พ.ศ.2565หากยังสืบหาต้นตระกูลของสมบัติชิ้นนี้ยังไม่พบ ให้ทายาทผู้สืบสกุลของเ้าของมูลนิธิโดยตรงเป็ผู้รับสมบัติชิ้นสุดท้ายนี้ไปโดยยกให้เป็สมบัติส่วนตัว มิใช่ที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิเหตุผลก็เพราะว่าสมบัติชิ้นนี้มิได้เป็ของมูลนิธิมาั้แ่ต้นมูลนิธิเป็เพียงผู้ดูแลชั่วคราว หากแต่มีข้อแม้ว่าผู้รับมรดกจะต้องเป็ผู้ไม่มีรายชื่อในคณะกรรมการผู้ดูแลมูลนิธิโดยเด็ดขาดผู้เขียนพินัยกรรมไตร่ตรองเหตุและผลมาแล้วเป็อย่างดีขอให้ทุกท่านเคารพการตัดสินนี้ด้วยเคารพ’
“ดิฉันไม่เข้าใจค่ะ ทำไมต้องตัดขาด แล้วอะไรคือสมบัติชิ้นสุดท้ายของมูลนิธิ”
“นั่นน่ะสิครับ เหตุและผลที่อยู่ในพินัยกรรมฉบับอื่น ๆ ก็สมเหตุสมผลมาตลอดอยู่ ๆ จะมาตัดขาดแบบนี้ มันไม่โอเคเลยนะครับ”
ชายผู้เป็สมาชิกของคณะกรรมการผู้ดูแลมูลนิธิที่นั่งฝั่งตรงข้ามแวววรรณเอ่ยปากถามขึ้นเขาสงสัยอย่างที่แวววรรณสงสัยและคณะกรรมการทุกคนต่างก็สงสัยในข้อความที่อยู่ในพินัยกรรมฉบับนี้เช่นกัน
“ในพินัยกรรมระบุเอาไว้ว่าสมบัติชิ้นสุดท้ายที่กำลังจะตัดขาดจากมูลนิธิก็คือเรือนปรัชญาครับ”
คณะกรรมการทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมใหญ่แห่งนี้ต่างพากันใในคำตอบของทนายใช่ เรือนปรัชญาคือสิ่งที่คนในมูลนิธิถกเถียงกันมาตลอดหลายสิบปีว่าให้ปรับปรุงเรือนนี้เสียและยกให้เป็สมบัติส่วนกลางของมูลนิธิโดยชอบธรรมและทำพิธีกรรมต่าง ๆให้ถูกต้องเพื่อขอขมาให้เรือนแห่งนี้สงบสุขเสียที
“เอ่อ ผมว่าเรือนปรัชญาก็ทิ้งร้างมาตั้งนานผมว่ามีคนรับ่ไปดูแลต่อจากมูลนิธิก็ดีแล้วนะครับ”
“ทำไมอยู่ ๆ ก็มากลับลำซะงั้นล่ะคะคุณเมื่อกี้ยังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมต้องตัดขาดสมบัติชิ้นสุดท้ายของมูลนิธิให้เป็ของคนอื่น”
หญิงวัยกลางคนหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการชุดนี้เธอพูดขึ้นหลังจากที่ชายคนเดิมเกิดเปลี่ยนใจอย่างทันทีทันใดด้วยความเต็มใจเขาพร้อมที่จะปกป้องสมบัติทุกชิ้นให้เป็ส่วนหนึ่งของมูลนิธิเพราะเขา้าทำประโยชน์ให้กับสังคมและเด็กๆ แต่เรือนปรัชญาเป็ข้อยกเว้นเดียวที่สมาชิกมูลนิธิทุกคนพร้อมที่จะเสียไป
“แหมะ ใคร ๆ เค้าก็พูดกันว่าเรือนปรัชญาทั้งเฮี้ยน ทั้งหลอนถ้าผมรู้ว่าสมบัติชิ้นสุดท้ายเป็เรือนปรัชญาผมคงยกให้ทายาทเค้าไปโดยไม่ต้องเปิดพินัยกรรมเลยล่ะคุณ”
“ดีใจด้วยนะคะคุณแวววรรณในที่สุดเรือนปรัชญาก็ตกเป็ของคุณแวววรรณดิฉันเห็นคุณแวววรรณดูแลเรือนหลังนี้มาเป็อย่างดี ทั้ง ๆที่คุณเองก็พูดอยู่เสมอว่าไม่ทราบว่าใครเป็เ้าของสงสัยชะตาฟ้าลิขิตเอาไว้แล้วล่ะค่ะ”
“แต่พินัยกรรมระบุว่าคนที่จะได้เรือนปรัชญาไปดูแลต้องไม่เป็คณะกรรมการของมูลนิธินี่คะ?”
“งั้นก็แสดงว่า เรือนปรัชญาก็ต้องตกเป็ของลูกชายของคุณแวววรรณหลานนพดลน่ะสิ เพราะมีสายเืเ้าของมูลนิธิโดยตรง ใช่ไหมครับคุณทนาย?”
หนึ่งในคณะกรรมผู้ดูแลมูลนิธิเอ่ยถามทนาย
“เป็เช่นนั้นทุกประการครับ”
“งั้นทั้งหมดผมให้เป็ไปตามนี้นะครับหลังจากนี้เรือนปรัชญาจะมีเ้าของคนใหม่และไม่ข้องเกี่ยวกับมูลนิธิท่านผู้หญิงมณีอีกคือคุณนพดล ลูกชายของคุณแวววรรณ”
“หมดหน้าที่ของผมแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ”
แวววรรณนั่งนิ่งและเธอกำลังครุ่นคิดขณะที่สมาชิกท่านอื่นๆ ทยอยกันเดินออกจากห้องประชุมด้วยความไร้กังวล แวววรรณเธอสงสัยมาตลอดว่าเรือนปรัชญาหลังนี้แท้จริงแล้วมีความเป็มาอย่างไรกันแน่เธอเพียงแต่ได้ยินเื่เล่าที่เล่าสืบต่อกันมาว่ามีความเกี่ยวข้องกับต้นตระกูลของเธอและลูกชายของเธอก็กำลังจะกลายเป็เ้าของเรือนหลังนี้โดยสมบูรณ์
“อะไรนะแม่ แม่ล้อผมเล่นหรือเปล่าแม่ก็รู้ว่านพไม่ได้อยากจะเกี่ยวข้องกับบ้านร้างอะไรนี่ทั้งนั้น นพไม่้าแม่เอาคืนมูลนิธิเค้าไปเหอะ หรือไม่ก็ยกให้เป็ส่วนกลางของมูลนิธิไปเลยก็ได้
นพดลเป็ชายหนุ่มหัวสมัยใหม่เขาเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ และเติบโตมาในโลกที่วิทยาศาสตร์จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างเขาเห็นเรือนปรัชญาหลังนี้มาั้แ่เด็ก ๆ จนตอนนี้เขาอายุ 23ก็ยังคงได้ยินเื่ของเรือนปรัชญามาจนถึงทุกวันนี้ราวกับว่าเขาจะต้องรู้จักกับเรือนหลังนี้ไปตลอดชีวิตเขาไม่ชอบการผูกมัดกับคนอื่นเพราะแวววรรณสอนเขาเสมอว่าการเป็ผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้นเป็สิ่งสำคัญที่สุดถึงแม้ว่านิสัยของเขาจะดูไม่อ่อนโยนสักนิดเลยก็ตาม
“ฟังแม่นะนพ แม่คิดว่าทุกอย่างมันถูกกำหนดเอาไว้แล้วนะลูกบรรพบุรุษของเราเค้าตั้งใจเขียนพินัยกรรมนี้ให้กับเรา ไม่อย่างนั้น เค้าจะระบุปี พ.ศ. ระบุ่เวลาในการเปิดพินัยขึ้นมาทำไมล่ะลูก”
“แต่เรือนนี้ผีดุนะแม่ แม่ก็เห็นเวลาที่คนแอบเข้าไปเอาของออกมากลับมาเค้าก็กลายเป็คนหลอน บางคนก็เจ็บป่วยจนตอนนี้ยังรักษาไม่หายเลยนะแม่ถึงนพจะไม่ค่อยเชื่อเื่พวกนี้ แต่ถ้านพเจอผี นพก็วิ่งเหมือนกันนะแม่”
“แต่เราไม่เคยแอบไปเอาของออกมานะนพ ทุกอย่างยังถูกวางไว้เหมือนเดิมเวลาที่เข้าไปทำความสะอาดเราก็ไม่ได้แตะต้องสมบัติอะไรทั้งนั้น แม่กับนพไม่เคยเจอเื่ผิดปกตินี่เป็เรือนของบรรพบุรุษของเรานะนพและตอนนี้ท่านก็เขียนพินัยกรรมยกให้เป็ของเราแล้วเรียบร้อย ทุกอย่างในบ้านคือของๆ เรานะนพ”
“ไม่รู้แหละแม่ ถึงตอนนี้นพจะเป็เ้าของบ้านหลังนี้แต่นพสัญญาว่านพจะไม่ยุ่งกับบ้านหลังนี้ นพี้เีจะปวดหัวแล้วแม่”
แวววรรณเธอเองยังคงสงสัยเธอพร่ำสอนบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอมาั้แ่อ้อนแต่ออดนพดลไม่เคยปฏิเสธสิ่งที่ดีและมีค่าที่แวววรรณหามาให้เลยสักครั้งแต่กับเรือนปรัชญาหลังนี้เธอรู้สึกว่าจะต้องมีเื่ราวบางอย่างที่ทำให้นพดลพยายามที่จะตัดขาดกับเรือนหลังนี้แต่เธอเองก็ให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้ เธอรู้เพียงแต่ว่า ณ เวลานี้นพดลลูกชายคนเดียวของเธอคือเ้าของตัวจริงที่เป็ผู้เรือนปรัชญา