ตอนที่สามสิบสาม ด้านมืดง่ายกว่า ยั่วยวนกว่า
“เอ่อ ชั้นว่าจะเตือนเธอให้ระวังตอนใช้เวทย์นะ มันสามารถดึงดูดคนให้เข้าไปในด้านมืดได้ง่ายดาย”
คุณโธมัสจับแว่นตา หลังจากการมองที่ผมพยายามรักษาอาจารย์ดมิธรี่อย่างสนใจ
ผมทำได้แค่รักษาแผลภายนอกหรือขีดข่วนเล็กน้อย ทั้งที่สามารถใช้รีเพโร่ทำให้กระดาษหรือโต๊ะที่ฉีกขาดกลับมาสภาพเดิมได้อย่างง่ายดาย
การใช้คาถากับร่างกายของคนเรานี่ท่าทางจะมีความซับซ้อนที่ผมไม่เข้าใจอีกแล้วครับท่านผู้ชม
ตามตรรกะรักษาบาดแผลเล็กน้อยควรจะง่ายกว่าการซ่อมแซมโต๊ะหรือกระดาษที่พังเป็นเสี่ยงๆสิ
มันมีอะไรที่ผมไม่รู้เกี่ยวกับเวทมนตร์กันนะ
อย่างว่าล่ะ ผมไม่มีอาจารย์
คนที่ใกล้ที่สุดคือคุณโธมัส แต่ท่าทางเขาจะไม่อยากสอนผม แค่ไม่ห้ามผมใช้เวทมนตร์ก็ดีเท่าไรแล้ว
“แต่จากการที่เธอสามารถใช้เวทย์รักษาได้ ชั้นคงไม่ต้องห่วงอะไรมากแล้วล่ะ จิตใจของคนจะแสดงออกที่เวทย์ที่ใช้ออก”
คุณโธมัสตบไหล่ผมอย่างยิ้มแย้ม
หมายความว่าอย่างไร?
แค่เวทย์รักษาได้ก็ถือว่าไม่ใช่คนชั่วแล้วหรือ?
ก็ว่าแปลกๆที่ดูไม่มีใครใช้เวทย์รักษาได้ที่เห็นเลยในเรื่อง
เป็นคำถามที่น่าสนใจเดี๋ยวต้องลองค้นคว้าดูหน่อย
ในโลกความจริงเรามีเจลที่สามารถช่วยรักษาสมองหรืออะไรต่างๆมากมายแล้ว
เดี๋ยวผมจะลองค้นคว้าและทดลองดูว่าเราสามารถสร้างของพวกนั้นได้ด้วยวิชาเล่นแร่แปรธาตุหรือเปล่า
วัสดุธรรมดาที่ไม่ต้องอาศัยเวทมนตร์ก็สามารถได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
แน่นอนเราไม่สามารถผลิตจำนวนมาก ออกขายในทางอุตสาหกรรมได้
แต่อย่างน้อยก็น่าจะช่วยคนที่เราอยากจะช่วยที่ถูกดูดเลือดหรือกัดกินอวัยวะบางส่วนไปได้ล่ะนะ
หัวใจล้มเหลว มะเร็ง โลหิตเป็นพิษ เก๊าท์ ฯลฯ เพราะอยากรักษาโรคพวกนี้เราถึงศึกษาเรื่องเวทมนตร์ที่เกี่ยวกับเลือดเนื้อและกระดูก
หากเทียบกับคาถาคืนชีพของพวกนี้ควรจะง่ายนะ
..
รีแพโร่
เก้าอี้และเศษแก้วก็ค่อยๆกลับมาสภาพเดิม
Purify ชำระล้าง
แสงสีขาวกระจายไปทั่วห้อง
ร่องรอยเลือดและเศษซากที่กำจัดไม่หมดก็หายไปอีกครั้ง
คุณโธมัสจ้องมองแปลกๆเมื่อเห็นผมใช้คาถา
แปลกจริงๆ
ผมก็นึกว่าคนมีเวทย์จะเลือกฝึกคาถาใช้ในชีวิตประจำวันไว้ก่อนเสียอีก
ขนาดผมที่คิดมากเรื่องอาจจะถูกฆ่าด้วยปีศาจเวลาไหนไม่รู้
ยังคิดว่าคาถาง่ายๆในชีวิตประจำวันคือคาถาที่ดีที่สุดในการเริ่มฝึกหัดการใช้เวทมนตร์
หากไม่ใช้คาถาอำนวยความสะดวกให้กับตนเองจะฝึกไปทำไม
Utility อรรถประโยชน์คือแนวคิดของผมที่ใช้ในการฝึกคาถา
อาจจะเพราะเราผ่านการดูหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์มาแล้วทำให้เราจินตนาการการซ่อมแซมสิ่งของหรือคาถาเรียกของได้ง่ายก็ได้
แต่ผมยังไม่แตะคาถาเทเลพอร์ทล่ะนะ ตราบใดที่ยังไม่แน่ใจว่าจะไม่หลุดไปในมิติอื่น
“ผมจะไปส่งอาจารย์ดมิธรี่กับเทเลอร์เองละกันครับ เราแยกย้ายกันหลังจากเก็บซากสัตว์ประหลาดเรียบร้อยแล้วละกันครับ”
ไมมีใครคัดค้านในเรื่องนั้น
แสงสีขาวของคาถาชำระล้างช่างสะดวกในการเก็บกวาดหลักฐานจริงๆ
แต่ในเมืองนี้ที่หัวหน้าตำรวจเป็นลูกน้องผู้ว่าที่เป็นนักเวทย์ศาสตร์มืด
ก็มักจะสรุปคดีหรือพยายามเก็บหลักฐานที่เกิดขึ้นจากเรื่องเหนือธรรมชาติมากกว่าสืบคดีจริงจังอยู่แล้ว
ตอนอาจารย์ดมิธรี่หรืออาจารย์หญิงชราที่ตายไป ก็ไม่มีใครตามคดีพวกเขาเช่นกัน ตราบใดที่ตำรวจและหน่วยงานในเมืองนี้ยังทำงานเพื่อปกปิดความลับ masquerade อยู่
ทฤษฎีของคนบ้าคลั่งทฤษฎีสมคบคิดนั้นเป็นเรื่องจริงในจักรวาลนี้
มันมีองค์กรที่พยายามปกปิดความลับอยู่จริง แต่เนื้อหารายละเอียดอาจจะแตกต่างจากที่เราเข้าใจไปเล้กน้อย
ผมผิดหวังเล็กน้อยที่พลังของเทเลอร์ยังไม่ตื่นขึ้นมา แต่อย่างว่าล่ะ อาจารย์ดมิธรี่รอดมาก็น่าจะเป็นรางวัลที่ดีที่สุดแล้ว
บ้านของอาจารยืก็อยู่ข้างๆโรงเรียนขับรถไปไม่ถึงห้านาทีนี้เอง
ผมปั่นจักรจานซ่อนเทเลอร์ไปส่งอาจารย์เข้าบ้านและ
“ว่าแต่เทเลอร์บ้านเธออยู่แถวดาวน์ตันใช่ไหม?”
อัปเปอร์ตันแถวบ้านของเลโอนาร์ดคือที่อยู่ของคนฐานะดี มิดเดิ้ลตันปานกลางและดาวน์ตันกลุ่มผู้ใช้แรงงานและผู้เกี่ยวช้องกับท่าเรือ
พ่อของเทเลอร์เป็นพนักงานบัญชีท่าเรือมั้ง? คุ้นๆว่าอย่างนั้น
“อื้ม” ไม่รู้เป็นอย่างไรท่าทางเธอจะหลับ หลับตาเกาะเอวผมอย่างสบายใจก็ได้ด้วย
ท่าทางคนที่กังวลว่าจะมีแวมไพร์มาโจมตีเรากลางทางเปลี่ยวๆนี่หรือเปล่ามีแต่ผมคนเดียว
ผมคิดว่าที่ผมไม่ใช่เวทย์สร้างฮาเร็มเพราะสถานที่ที่ผมอยู่มันอันตรายจนผมต้องคิดเรื่องเอาชีวิตรอดมาก่อนการใช้ชีวิตสโลไลฟ์ด้วยเวทมนตร์นี่ล่ะ
ผมอาจจะคิดด้วยกุ๊กกู๋ในหลายๆเรื่อง แต่ในสถานการณ์ตอนนี้แม้แต่กุ๊กกู๋ของผมก็บอกว่า ต้องรอดชีวิตไปก่อนจึงจะได้มีโอกาสใช้มัน
ผมใช้ความสามารถฟังเสียงรอบข้างอย่างหวาดระแวงตลอดขณะไปส่งเทเลอร์
..