บทที่ 24
ขุมกำลังใหญ่
ชายหนุ่มเตรียมตัวเล็กน้อย ก่อนที่จะสูดหายใจแล้วก็เริ่มเล่า “ดินแดนที่พวกเราอยู่ในตอนนี้เรียกกันว่าแดนนภาเมฆา ดินแดนนภาเมฆากว้างขวางไร้ที่สิ้นสุด”
“ภายในดินแดนแห่งนี้มีขุมกำลังผู้บำเพ็ญมากมายจนนับไม่หมด ั้แ่ตระกูลบำเพ็ญ ไปจนถึงสำนักต่างๆ ก็มีหลายหมื่นหลายแสนแห่ง”
“แต่ในขุมกำลังทั้งหมด ขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด และใหญ่ที่สุดในดินแดนนภาเมฆาจริงๆ เรียกได้ว่าเป็ั์ใหญ่ก็มี แปดสำนักฝ่ายธรรมะ หกนิกายมาร สามราชวงศ์ใหญ่ หนึ่งหอ ”
“เริ่มจากแปดสำนักฝ่ายธรรมะก่อน แปดสำนักฝ่ายธรรมะมี สำนักเมฆาแดง สำนักเต๋าพิสุทธิ์ อารามพุทธะ อารามบัวขาว สำนักยอดวิถี สำนักกระบี่์ สำนักดาบเทวะ และสุดท้ายสำนักหยกพิสุทธิ์”
“นี่คือสำนักฝ่ายธรรมะที่มีพลังมากที่สุดของดินแดนนภาเมฆาแห่งนี้”
ชายหนุ่มเล่าออกมาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง แถมน้ำเสียงยังฉะฉานฟังไหลลื่น จางหยุนที่นั่งฟังก็ฟังอย่างเพลิดเพลินจ้องมองอีกฝ่ายราวกับว่ากำลังรอให้เล่าต่อ
เห็นท่าทางของผู้าุโด้านหน้าเป็เช่นนั้น ชายหนุ่มก็เหมือนว่าปลุกเร้าจิติญญานักเล่าเื่ในร่างกายของตนเองขึ้นมาเริ่มทำการเล่าต่อทันที
“ส่วนต่อไปหกนิกายมาร ได้แก่ นิกายมารฟ้า นิกายพันศพ นิกายมารโลหิต นิกายจิตมาร นิกายหุบเขาไร้ที่สิ้นสุด และนิกายหยินหยาง”
“ทั้งสองเป็ฝ่ายธรรมะและฝ่ายมาร เป็สองขั้วอำนาจทั้งเป็เหมือนกับน้ำและไฟ”
“ต่อไปก็เป็สามราชวงศ์”
“ราชวงศ์งั้นหรือ?” จางหยุนแสดงใบหน้าประหลาดใจออกมา
ชายหนุ่มมาจนถึงในตอนนี้ก็ไม่รู้สึกประหลาดใจ ในความสงสัยของผู้าุโที่อยู่ด้านหน้าแล้ว เพราะขนาดขุมกำลังใหญ่ภายในดินแดนนภาเมฆาอีกฝ่ายยังไม่รู้เลย
ไม่ต้องรอให้จางหยุนเอ่ยถามชายหนุ่มก็อธิบาย ในสิ่งที่จางหยุนกำลังสงสัยออกมาในทันที “ขอรับ ท่านอาจจะไม่รู้ว่าราชวงศ์ที่ว่าไม่เหมือนกับราชวงศ์โลกมนุษย์หรอกนะขอรับ ในดินแดนนภาเมฆาแห่งนี้ ก็มีราชวงศ์ของผู้บำเพ็ญเหมือนกัน”
“พวกเขาไม่ได้รวมตัวกันในรูปแบบสำนัก แต่เป็การรวมตัวกันในรูปแบบราชวงศ์ ทั้งขุนนาง ทหาร แม่ทัพ ราชวงศ์ทั้งหมดล้วนแล้วเป็ผู้บำเพ็ญ”
“ราชวงศ์ที่เป็ราชวงศ์บำเพ็ญส่วนใหญ่จะมีประวัติในการสืบทอดอันยาวนาน จักรพรรดิหนึ่งองค์บางคนสามารถครองบัลลังค์ได้หลายร้อยปี บางทีราชวงศ์บางแห่งในราชวงศ์ยังมีจักรพรรดิรุ่นก่อนๆอาศัยอยู่เลย ”
เล่ามาถึงตรงนี้ชายหนุ่มรู้สึกคอแห้งเล็กน้อย ถึงอย่างไรก็ใส่พลังในการเล่าไปไม่น้อย
จางหยุนไม่รอให้อีกฝ่ายลำบากใจ ยกกาน้ำชาแล้วก็ลิ้นน้ำชาลงบนถ้วยด้านหน้าของอีกฝ่าย “น้ำ”
“ขอบคุณขอรับ” ชายหนุ่มยกน้ำชาขึ้นดื่ม เมื่อได้ดื่มน้ำชาจากโรงเตี๊ยมเซียนเช่นนี้แล้ว ลำคอที่แห้งเหมือนกับทะเลทรายก่อนหน้านี้ก็กระชุ่มกระชวยขึ้นมา เริ่มทำการเล่าต่อในทันที
“มาต่อกันที่สามราชวงศ์ สามราชวงศ์ในที่นี้คือราชวงศ์ผู้บำเพ็ญที่เป็ราชวงศ์ที่ใหญ่ที่สุด และพวกเขาก็มีพลังอำนาจไม่แพ้สำนักธรรมะทั้งแปด และนิกายมารทั้งหกเลยขอรับ”
“โดยที่สามราชวงศ์นี้ได้แก่ ราชวงศ์ต้าเฉิน ราชวงศ์ต้าเกา และราชวงศ์ต้าหลี่ เกี่ยวกับราชวงศ์ทั้งสามมีการสืบทอดยาวนานไม่ต่ำกว่าหมื่นปี”
เมื่อได้ยินคำว่าสืบทอดราชวงศ์มายาวนานไม่ต่ำกว่าหมื่นปี หนังตาของจางหยุนก็ถึงกับกระตุก
จางหยุนนั่งขบคิดใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดว่ามีสำนักบำเพ็ญแล้วมีนิกายบำเพ็ญแล้ว ก็ยังมีราชวงศ์ของผู้บำเพ็ญอีก เื่นี้ถือว่าอยู่เหนือกว่าที่ตัวของเขาคิดเอาไว้มาก
จางหยุนในฐานะคนสำรวจสุสานโบราณหรือโจมปล้นสุสาน ย่อมต้องยุ่งเกี่ยวกับพวกเื่ประวัติศาสตร์อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะแบบนั้นเขารู้ดีว่าราชวงศ์ในยุคโบราณ แต่ละราชวงศ์ล้วนแล้วมีการสืบทอดไม่ถึงหมื่นปีอย่างแน่นอน
ส่วนขั้วอำนาจของผู้บำเพ็ญที่สืบทอดมายาวนานนับหมื่นปี จะมีพลังมากมายขนาดไหน จางหยุนย่อมไม่สามารถรู้ได้เพราะถึงอย่างไร ยามนี้เขาก็เป็เพียงแค่ผู้บำเพ็ญตัวเล็กๆ ที่ในสายตาของพวกั์ใหญ่พวกนั้นก็ราวกับว่าเป็มดไร้ค่าตัวนึง
เผลอๆแล้วในขุมกำลังใหญ่พวกนั้นด้วยกันเอง ต่างฝ่ายต่างยังไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายนั้นซ่อนพลังหรือว่าขุมกำลังอะไรเอาไว้บ้าง
จางหยุนที่กำลังนั่งคิดเกี่ยวกับเื่นี้ถูกดึงสติออกมา จากเสียงของชายหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าที่ดังขึ้น
“อย่างสุดท้าย หนึ่งหอ”
“หนึ่งหอในที่นี่คือขุมพลังที่เป็กลางที่สุด ไม่เข้าฝ่ายใด แต่ก็ไม่มีฝ่ายไหนกล้า่ยั่วยุเช่นกัน ต่อให้เป็สำนักใหญ่และนิกายมาร หรือราชวงศ์ต่างๆ ล้วนแล้วไม่กล้ายั่วยุ”
“มันคือหอการค้าเหรียญ์”
“หอการค้าเหรียญ์งั้นหรือ?” จางหยุนรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ที่ขั้วอำนาจที่เป็ขั้วอำนาจที่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปยั่วยุ แล้วเป็ั์ใหญ่ที่เป็กลาง จะไม่ใช่ขุมอำนาจที่ใหญ่โตเหมือนกับพวก 8 สำนักธรรมะหรือว่า 6 นิกายมาร หรือว่าราชวงศ์ทั้ง 3 แต่กลับเป็หอการค้า
ชายหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าไม่แปลกใจในความประหลาดใจของจางหยุนอีกแล้ว เขารีบพยักหน้าแล้วก็เริ่มอธิบาย “ใช่ขอรับ หอการค้าเหรียญ์ เป็หอการค้าที่ทรงอำนาจมากที่สุดในดินแดนนภาเมฆา”
“จริงสิ ไม่รู้ว่าท่านผู้าุโรู้หรือไม่ แต่เหรียญเซียน อย่างเหรียญปฐีในมือของท่าน ก็ถูกหลอมสร้างมาจากหอการค้าเหรียญ์เหมือนกัน”
ในตอนแรกรู้สึกประหลาดใจที่หอการค้าเป็กลุ่มอำนาจที่ไม่มีผู้ใดกล้ายั่วยุ จนกระทั่งมาถึงประโยคที่ชายหนุ่มกล่าวออกมา จางหยุนก็หมดความประหลาดใจในทันที
มารดามาเถอะก็พี่เล่นเป็คนควบคุมการเงิน แทบจะทั้งดินแดนนภาเมฆาแห่งนี้จะมีใครกล้าไปยั่วยุพี่กัน
แต่ที่สำคัญไปมากกว่านั้นก็คือ อีกฝ่ายมีทรัพย์สินเงินทองมากมายขนาดนั้น แต่กลับยังสามารถรักษาทรัพย์สินเงินทองมากมายขนาดนั้นเอาไว้ได้ต่างหากนี่คือสิ่งสำคัญ
การที่คนที่มีทรัพย์สินมากมายสามารถรักษาทรัพย์สินได้ ก็มีเพียงแค่อย่างเดียวก็คืออีกฝ่ายมีพลังมากพอ อาจจะมีพลังมากพอในการต่อกรกับพวกกลุ่มอำนาจใหญ่ๆหลายกลุ่มรวมตัวกันเลยก็ได้
จางหยุนเริ่มรู้สึกแล้วว่าไม่ว่าจะเป็โลกของเขา หรือว่าโรคของผู้บำเพ็ญเพียรแบบนี้ เงินทองเองก็เป็สิ่งที่มีประโยชน์อยู่ดี
เขาเห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้เล่าต่อแล้วจึงหันไปถาม “มีเท่านี้งั้นหรือ?”
ชายหนุ่มแสดงท่าทางลำบากใจเล็กน้อยก่อนที่จะพูดต่อ “คือจริงๆก็ไม่ได้มีแค่นี้ขอรับ มีอีกสองขุมอำนาจที่พอจะมีชื่อเสียงและอำนาจเทียบเท่ากับขุมกำลังที่พูดมาก่อนหน้านี้”
“เพียงแต่ว่าพวกเขาค่อนข้างพิเศษ เพราะการสืบทอดไม่ได้ยาวนานเป็หมื่นปีเหมือนขุมกำลังที่พูดมาก่อนหน้านี้”
“อย่างแรกคือหอสังหารเทพ เป็หอนักฆ่าที่ก่อตั้งได้เมื่อราวๆสองพันปีก่อน เป็หอนักฆ่าที่รับง่านสังหารผู้บำเพ็ญทุกฝ่าย จึงกลายเป็พวกที่โดนขุมกำลังทุกขุมกำลังรังเกียจ แม้กระทั่งมีคำพูดว่า ถ้าเกิดฝ่ายธรรมะและฝ่ายมารเผชิญหน้ากันอยู่ แล้วมีคนจาหอสังหารเทพปรากฏตัวออกมา พวกเขาจะละทิ้งความแค้นแล้วสังหารคนจากหอสังหารเทพก่อน”
จางหยุนถึงกับมุมปากกระตุก หอสังหารเทพนี่เป็ไอ้พวกที่ยั่วยุไปทั่ว แต่การที่เป็หนึ่งในขุมอำนาจใหญ่ได้ก็แสดงให้เห็นว่าพวกมันน่าจะเก็บตัวไม่น้อย
จางหยุนหันไปมองชายหนุ่มราวกับว่ากำลังรอให้เขาเล่า
“ส่วนขุมกำลังสุดท้าย เป็ขุมกำลังที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่ถึงพันปี มันคือนิกายเนตร์ ขุมกำลังนี่พิเศษมากตรงที่พวกเขาควบรวมทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายมารเอาไว้”
“หมายความว่าอย่างไร?” จางหยุนเอียงคอมองอย่างสงสัย