ย้อนกลับไปตอนที่ เหวินจื่อห่าวยังมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ชายหนุ่มต้องทำงานอยู่ในห้องมืด ๆ แคบๆ ห้องหนึ่ง ที่ซึ่งหน้าร้อนก็ร้อนตับแลบ ส่วนหน้าหนาวก็หนาวจนตัวสั่น
ในฐานะพนักงานที่ทำงานแบบทางไกล เขาถูกคาดหวังให้ต้องเตรียมพร้อมสแตนด์บายรับงานตลอด 24 ชั่วโมง และต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินให้บอสเฮงซวย โดยหวังว่าจะได้เติบโตในหน้าที่การงาน หน้าต่างห้องของเหวินจื่อห่าวหันไปเจอกับตึกรามบ้านช่องแถวนั้นที่ตั้งเรียงรายดูน่าเบื่อหน่าย มันเป็ทัศนียภาพที่ไร้แรงบันดาลใจสิ้นดี และเขาก็ต้องทนมองมันทุกวันในขณะที่นั่งทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้ค่าโอทีเลยสักบาท
และในการก้าวเท้าออกจากห้องเป็ครั้งแรกในรอบหลายปีเพื่อเดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยขี้นก เหวินจื่อห่าวก็เหนื่อยล้าเกินกว่าจะที่จะสนใจสิ่งรอบขณะกำลังเดินข้ามถนน
...
ความตายก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก เขาจะยังไงก็ได้ทั้งนั้น
ปฏิกิริยาแรกของเหวินจื่อห่าวตอนที่รู้ว่าตัวเองทะลุมิติมายังโลกใบนี้คือ 'เกิดใหม่งั้นเหรอ อืมส์ ก็ดีล่ะมั้งนะ...'
ทว่าพอหนีรอดออกมาจากความวุ่นวายของลานประลองได้แล้ว เขาก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
ดวงตาของเหวินจื่อห่าวได้ชื่นชมความงดงามของดอกไม้ที่เบ่งบานสะพรั่ง และแมกไม้อันเขียวขจีมีชีวิตชีวาของสำนักตะวันทองคำ เขาได้ฟังเสียงใบไม้ไหวเอนตามสายลมอย่างแ่เบา ได้สูดกลิ่นอายความหอมของดอกไม้ ผืนหญ้าในสวนเข้าเต็มปอด
นี่แหละ! ทุก ๆ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เสมือนรู้สึกได้ว่าจุดชีพจรของตนกำลังถูกชำระล้าง ราวกับว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนกำลังถูกเติมเต็มด้วยพลังงาน
เรามาตั้งแคมป์ตรงนี้เลยได้ไหมนะ? ขอกางที่นอนแล้วนอนกลางวันใต้แสงแดดอุ่น ๆ ตรงนี้เลยได้หรือเปล่า?
พวกศิษย์คนอื่น ๆ ที่เอาแต่ฝึกซ้อมกันอย่างเอาเป็ตายเพื่อจะไปทุบตีกันเอง ช่างไม่รู้จักซาบซึ้งกับความงดงามของสิ่งแวดล้อมรอบตัวเอาเสียเลย
”เ้า... ส่งมา... ไอ้โง่!!”
ถ้อยคำที่ฟังไม่ได้ศัพท์ลอยมาทำลายความสงบสุขของเหวินจื่อห่าว ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นทันที ก่อนพยายามจะทำเป็หูทวนลมไม่สนใจเสียงจอกแจกนั่น แต่อย่างไรเสีย มันก็กลับยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจมากขึ้นเรื่อยๆ
”...ได้โปรด ปล่อยข้าไปเถอะ...”
”ข้าเห็นเ้ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้น... เ้าต้องชดใช้...”
“เฮ้อออ....อออ ให้มันได้อย่างนี้สิ” เหวินจื่อห่าวรู้สึกเหมือนตัวเองเป็ตาแก่ขี้หงุดหงิดทั้งที่อายุเพิ่งจะสามสิบกว่า ๆ แต่อย่างไรก็ตาม เ้าของร่างเดิมก็ยังเป็แค่เด็กวัยรุ่น พอเอาอายุของทั้งสองคนมารวมกัน เขาก็น่าจะอายุสี่สิบกว่าปีแล้วใช่ไหมล่ะ?
เหวินจื่อห่าวเดินหน้าทมิฬตรงไปยังจุดเกิดเหตุที่กำลังทำลายความสงบในสวนทันที
ที่มุมหนึ่งของสวนหย่อม บริเวณกำแพงอาคารเก็บของ มีกลุ่มศิษย์สายนอกในชุดคลุมสีเหลืองหม่นจำนวนหนึ่งกำลังรุมล้อมศิษย์อีกคนอยู่
”โธ่เอ๋ย มาสู้กับข้าหน่อยสิ วันนี้ทำไมเ้าถึงปอดแหกนักล่ะ?” ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ที่ดูแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม ซึ่งเป็หญิงสาวนามว่า อู๋ชิงชิง ยิ้มเยาะ ดวงตาของนางทอประกายความประสงค์ร้ายอย่างสนุกสนานขณะกำลังหยอกเย้าเหยื่อของตน มือของนางวางอยู่บนด้ามดาบที่ข้างเอวอย่างสบายอารมณ์ และชุดคลุมของนางก็พัดพลิ้วตามสายลมที่เกิดจากการหมุนเวียนพลังปราณของเ้าตัว
ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มรุ่นเยาว์เงยหน้าขึ้นมองนาง ความโกรธแค้นที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างหนักไม่ได้แสดงออกผ่านดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเขา “ข้าต้องไปแล้ว ศิษย์พี่หญิง” เขาเอ่ยพลางก้มหัวลง
”อ้าว ซุนฝูยวี่ไยเ้าถึงกล่างไม่ไวไมตรีเช่นนั้น ศิษย์พี่หญิงอุตส่าห์เจียดเวลามาช่วยชี้แนะเ้าด้วยตัวเองเลยนะ”
”ช่างเถอะ ค้นกระเป๋าเสื้อของมันเลย ข้ารู้ว่าเ้านี่มีหินปราณอยู่บ้าง ศิษย์พี่หญิงอู๋น่าจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่ามันเยอะ”
แววตาของซุนฝูยวี่ฉายแววตื่นตระหนกทันทีเมื่อศิษย์คนอื่น ๆ ผลักเขาไปกระแทกกับกำแพง
“ข้าหาพวกมันมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของข้าอย่างถูกต้องนะ!”
เส้นเืที่ขมับของเหวินจื่อห่าวเต้นตุบ ๆ “จะโลกก่อน จะโลกนี้ก็มีให้เห็นเหมือนกันสินะ ฉากการบูลลี่รังแกกันแบบนิยายเซียน สูตรสำเร็จนี่มันอะไรกันวะเนี่ย?”
”พวกเ้าเด็ก ๆ กำลังทำอันใดกันอยู่?” เหวินจื่อห่าวแยกเขี้ยวถาม เขาลืมไปสนิทเลยว่าร่างกายปัจจุบันของตนเอนั้น อายุมากกว่าพวกศิษย์สายนอกที่รวมหัวกันอยู่ตรงนี้แค่สองสามปีเท่านั้น
อู๋ชิงชิงแยกเขี้ยวใส่ “เ้าอยากมีเื่กระนั้นหรือ ว่าแต่....เห็นเ้าโผล่หัวมาที่นี่ เช่นนั้นเ้าคงจะแพ้ศิษย์พี่หวังมาอีกแล้วล่ะสิ ท่า”
ใช่แล้ว อู๋ชิงชิงรู้จัก 'เหวินจื่อห่าว' คนเก่า และนางก็ทารบดีว่าเขาเป็พวกไร้พร์สิ้นดี แถมยังโดนยั่วโมโหได้ง่ายสุดๆ
”เ้ากล้าดีอย่างไรมาทำลายความสงบของสวนแห่งนี้? เ้ากล้าดียังไงถึงมารังแกคนแบบนี้?” เหวินจื่อห่าวจ้องเขม็งกดดัน 'เด็กน้อย' พวกนั้น ความรำคาญใจพวยพุ่งขึ้นมาในอก เขาอยากจะตวาดใส่พวกนั้นใจจะขาด แต่ก็ระลึกขึ้นได้ทันเวลาว่าเขาไม่ควรพูดจารุนแรง เพราะมันจะส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโต และบ่มเพาะนิสัยใจคอของพวกมัน
ดังนั้นเขาจึงปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวลลงแล้วเอ่ยว่า “ทำไมเราไม่แยกย้ายกันไปล่ะ? การทะเลาะกัน มันเสียเวลาของเราทั้งคู่เปล่า ๆ”
ดวงตาของอู๋ชิงชิงหรี่เล็กลง นางรู้สึกระแวดระวังขึ้นมาสายหนึ่งเมื่อเห็นท่าทางที่ดูนิ่งสงบและเยือกเย็นของเหวินจื่อห่าว ในอดีตนั้น เหวินจื่อห่าวจะฟิวส์ขาดพร้อมบวกเสมอ จากนั้นพลังปราณของมันก็จะปั่นป่วน ยุ่งเหยิง และแพ้นางทุกครั้งไป แต่ทว่า...ในตอนนี้ พลังปราณของเหวินจื่อห่าวกลับราบเรียบเหมือนเกลียวคลื่นบนชายหาด มันดูสงบนิ่ง และมั่นคงเกินไป
อู๋ชิงชิงไม่ได้โง่พอที่จะบุ่มบ่ามพุ่งเข้าใส่ นางคิดว่าเหวินจื่อห่าวต้องไปได้อาวุธเวทมนตร์อะไรบางอย่างมาแน่ ๆ และเขากำลังตั้งใจยั่วยุให้นางเปิดฉากต่อสู้เพื่อจะใช้กลอุบายเล่นงานสวนกลับ
อู๋ชิงชิงแค่นยิ้มหยัน “เช่นนั้นก็ได้ งั้นคราวนี้ข้าจะยอมใจกว้าง ช่วยรักษาหน้าให้เ้าไม่ต้องแพ้ และอับอายซ้ำสองก็แล้วกัน” กล่าวจบนางสะบัดหน้าอย่างไม่แยแส ก่อนจะหันไปสั่งกลุ่มเพื่อนของตน “ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลาย พวกเราไปหาอะไรสนุกๆ ทำกันที่อื่นดีกว่า” พูดจบ นางและพรรคพวกก็พากันเดินจากไป
เหวินจื่อห่าวกรอกตา มองบน... “เด็กสมัยนี้จริง ๆ เล้ย” เขาพยักหน้าให้อย่างสุภาพตามมารยาทแก่ศิษย์น้องซุนฝูยวี่ ก่อนจะหันกลับไปสนใจความเขียวขจีของสวนหย่อมตามเดิม ดวงตาของเขาเป็ประกายสดใสขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงนกร้องจิ๊บๆ
ความสงบและความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง!
”โชคดีชะมัดที่อู๋ชิงชิงไม่อยากมีเื่กับข้า เพราะข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าร่างกายนี้ยังหลงเหลือความทรงจำในการต่อสู้อยู่หรือเปล่า หากไม่เหลือมีหวังข้าคงโดนนางเล่นงานจนอ่วมแน่ ๆ”
จบบทที่ 2