ตอนที่ 47
สถานการณ์ที่ตึงเครียด
การได้กินอาหารที่จ้าวชิงเหยาทำแล้วยังมีชีวิตโลดโผนอยู่ได้ ล้วนแต่ถือเป็น ผู้กล้าได้อย่างแท้จริง !
ม่อหวินราวกับไม่ได้จดจ่อถึงคู่ต่อสู้ที่เขาเอาชนะมาได้เลยแม้แต่น้อย บัดนี้ยังเหลือศึกตัดสินฉากสุดท้ายอยู่ นั่นก็คือหลิงเซียนปะทะกับม่อหวิน
ผู้เข้าชมการประลองในรอบนี้ถือว่ามีอยู่ไม่น้อย ที่ด้านล่างเวทีเองก็มีผู้คนไม่น้อยที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ : “ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้หลิงเซียนได้มีสัญญาตบแต่งกับฮวาชิงถิงอยู่แล้ว และบัดนี้ ม่อหวินและฮวาชิงถิงกลับใกล้ชิดกันเป็นอย่างยิ่ง ! ”
“เช่นนั้นเขามิใช่เป็นศัตรูความรักหรอกหรือ ? ”
“ศัตรูความรักอะไรกัน ได้ยินมาว่าหลังจากที่หลิงเซียนได้ล้มเหลวในการฝึกปรือก็เกือบที่จะถูกม่อหวินเล่นงานจนปางตาย!”
“เช่นนั้นศึกในรอบนี้ซึ่งมีผู้ชมอยู่ไม่น้อย เกรงว่าคงจะต้องได้เห็นเลือดกันแน่นอน”
“ทว่าตอนนี้ที่นี่ยังมีชนชั้นราชาคอยรักษาอาการกันอยู่ถึงสี่ตน สมควรที่จะไม่เกิดการต่อสู้ที่รุนแรงกันหรอกกระมั่ง?”
รอจนหลิงเซียนและม่อหวินพักผ่อนจนเสร็จสิ้น เจ้าสำนักแห่งสำนักเซียนเหินทันใดนั้นก็หันไปกล่าวกับเฉินหมิงว่า : “สหายยาหวูเต้า สหายพยัคฆ์ดำ ตอนนี้ข้ามีเรื่องต้องไปสะสางอยู่เล็กน้อย จึงต้องขอตัวไปก่อน”
เฉินหมิงและราชาปีศาจพยัคฆ์ดำพยักหน้า ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำที่นั่งอยู่ใกล้กับเฉินหมิง จึงเอ่ยถามขึ้นว่า : “เฒ่าทารกนี้ออกไปในตอนนี้ คงไม่มีเรื่องอะไรหรอกมั่ง ? ”
เฉินหมิงหันไปมองทางด้านที่เจ้าสำนักแห่งสำนักเซียนเหินจากไป เห็นชัดว่าเป็นตำแหน่งที่ใช้เปิดสุดยอดค่ายกล เฉินหมิงจึงกล่าวที่ข้างหูของราชาปีศาจพยัคฆ์ดำ : “ฮวาหยางคงจะไปเปิดยอดค่ายกลปกป้องหุบเขาแล้ว เขาคงคิดที่จะขังพวกเราทั้งสองไว้ในที่แห่งนี้เพื่อล้อมฆ่า ราชามนุษย์ทั้งสองตน ถึงกับหาญกล้าที่จะลงมือต่อพวกเรา เกรงว่าคงจะมีความสัมพันธ์กับราชาปีศาจราชสีห์อยู่แน่ พี่พยัคฆ์ดำ หลิงเซียนยังอยู่ในการประลอง ในตอนนี้ข้ายังไม่อาจที่จะจากไปได้ ท่านจงไปยังทางด้านน้ำตกนั้น ใจกลางระหว่างน้ำตก ได้มีถ้ำศิลาอยู่แห่งหนึ่ง ภายในใจกลาง ถ้ำศิลา จะมีไข่มุกซ่อนวารีอยู่ลูกหนึ่ง ขอเพียงท่านหยิบฉวยไข่มุกซ่อนวารีก้อนนั้นมาได้ วิชาค่ายกลของเขาจะไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว”
ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำหัวเราะดังหึหึ แล้วกล่าว : “วางใจเถอะ มอบให้ข้าจัดการเอง”
ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำกล่าวจบ พร้อมกับหาข้ออ้างเพื่อไปจากที่แห่งนี้ เหลือเฉินหมิงไว้ปะทะกับม่อเทียน
ม่อเทียนกวักมือเรียกม่อหวินเข้ามา จากนั้นก็ได้ลอบยื่นดาบหนักสีแดงเข้มให้ม่อหวินด้ามหนึ่ง แล้วลอบกล่าวต่อม่อหวิน : “หวินเอ๋อ พวกเราถือเป็นพันธมิตรกับราชาปีศาจราชสีห์ ขอเพียงกำจัดราชาปีศาจทั้งสองตนนี้ไปได้ พวกเราจะไปติดต่อกับราชาปีศาจราชสีห์ของหุบเขาพรางอากาศ วันใดที่สามารถทำลายพันธมิตรหกราชาได้ จนกลายเป็นผู้ปกครองที่แท้จริง ภายใจกลางดินแดนทางตอนใต้แห่งแคว้นจู่ เดิมทีพวกเราก็ได้เตรียมพร้อมที่จะลงมือกันอยู่แล้ว แต่ว่าหลิงเซียนผู้นี้ ก็ช่างมีพรสวรรค์ที่น่าสะพรึงเสียจริง อีกทั้งยังมีความสามารถที่กลายเป็นราชา หากว่าไม่กำจัดทิ้ง พวกเราย่อมไม่มีวันสงบสุขได้อย่างแน่นอน เจ้าจงนำเอาดาบโลหิตมายาสมุทรของผู้เป็นบิดา สะบั้นเด็กนั้นด้วยดาบเล่มนี้ ในยามที่เจ้าสะบั้นฆ่าหลิงเซียน ก็คือเวลาที่พวกข้าจะสังหารราชาปีศาจ!”
ม่อหวินพยักหน้า แล้วหันไปมองหลิงเซียน วิถีคัมภีร์ยอดเยี่ยมนักหรือไง? ราชาปีศาจยอดเยี่ยมนักหรือไง วันนี้พวกเจ้าล้วนแต่ต้องตายกันทั้งหมด!
เฉินหมิงแอบมองดาบโลหิตมายาสมุทรอยู่สองครา ดาบเล่มนี้ถือเป็นดาบหนักด้ามหนึ่ง ตัวดาบเป็นสีแดงเข้ม มีความยาวที่มากถึงห้าฉื่อ ราวกับว่ายังแฝงเร้นเอาไว้ด้วยจิตมารอยู่ด้วย
“ติ่ง สืบเนื่องจากที่คุณมีประกายวงแหวน【ปลงชีพกษัตริย์】 คุณได้รับการยอมรับจากผนึกของดาบโลหิตมายาสมุทร”
อือ ข้าได้รับการยอมรับจากผนึกภายในของดาบโลหิตมายาสมุทรงั้นหรือ ? ดาบด้ามนี้ สามารถเลือกผู้เป็นนายเองได้อย่างงั้นหรือ ? ”
นั่นมิใช่หมายความว่า ดาบด้ามนี้เป็นดาบวิญญาณ อีกทั้งยังเป็นดาบมารที่จัดได้ว่าอยู่ในมวลศาสตราเทพระดับสูงเล่มหนึ่งด้วย!
นี่ก็คือชนชั้นมหากษัตริย์ ขอบเขตหลุดพ้นเท่านั้นจึงจะสามารถมีคุณสมบัติกระตุ้นใช้ศาสตราชิ้นนี้ได้ อีกทั้งยังจัดได้ว่าเป็นศาสตราเทพเปี่ยมแสนยานุภาพ !
สมบัติเช่นนี้ สำนักดาบหมึกครอบครองเอาไว้ได้อย่างไรกัน ? ทว่านอกเสียจากเฉินหมิง คนอื่นๆเองก็ไม่มีใครทราบว่าดาบเล่มนี้คือศาสตราเทพเปี่ยมแสนยานุภาพชิ้นหนึ่งไม่ อีกทั้งผนึกที่อยู่ทางด้านบน ดูเหมือนว่ากระทั่งทั่วทั้งสำนักดาบหมึกก็ยังไม่ทราบถึงความลับที่อยู่ภายใน
ที่แท้ประกายวงแหวน【ปลงชีพกษัตริย์】ยังมีประโยชน์เช่นนี้อยู่อีก นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
แม้ว่าเขานั้นไม่เคยจับดาบมาก่อน หึหึ สรรพวิถีอันยิ่งใหญ่ ท่านเซียนเฉินผู้นี้ยังมีสิ่งที่ไม่เข้าใจ แม้บัดนี้ไม่เข้าใจ แต่ก็สามารถเข้าใจได้ในเร็วๆ นี้อยู่ดี
หลิงเซียนและม่อหวินในขณะนี้ได้ยืนอยู่ตรงส่วนทางด้านบนของลานประลอง ม่อหวินกล่าว : “หลิงเซียน เจ้าชนะสตรีนางหนึ่งได้ หาได้มีอะไรยอดเยี่ยมนักหรอกนะ บัดนี้คู่ต่อสู้ของเจ้าเป็นข้า ข้าจะทำให้เจ้ารู้สึกได้ว่าอะไรที่เรียกว่าความสิ้นหวังที่แท้จริง ! ”
เพลิงโทสะที่อยู่ภายในดวงตาของหลิงเซียนได้ดีดขึ้นมาจนถึงระดับสูงสุด : “เป็นเจ้าที่ส่งคนมาหมายปองชีวิตข้าสินะ ? ”
ม่อหวินในเวลานี้หาได้จำเป็นที่จะต้องพะวงอะไรอีกต่อไปแล้ว เพียงแต่ยิ้มแล้วกล่าว : “เป็นข้าแล้วจะอย่างไร ? ”
หลิงเซียนกัดฟันจนแน่น แล้วกล่าว : “ยอดมาก ในเมื่อเจ้าเองก็ยอมรับแล้ว เช่นนั้นก็รับความตายซะเถอะ ! ”
ร่างกายที่เปี่ยมไปด้วยประกายสายฟ้าระยิบระยับ อสรพิษสายฟ้าพริบตานั้นก็ได้พัวพันอยู่บนร่างกายของหลิงเซียน ม่อหวินได้หัวเราะไปมา : “ผู้อื่นอาจกลัวเจ้า แต่ข้าหาได้กลัวเจ้าไม่ ลองลิ้มรสดาบเล่มนี้ของข้าเถอะ โลหิตสมุทรมิหวนคืน ! ”
บนร่างของม่อหวิน เงาดาบสายหนึ่งได้ปกคลุมอยู่บนตัวดาบโลหิตมายาสมุทร เงาดาบที่มีความยาวกว่าสามฉื่อก็ได้ลอยเข้าไปยังทางด้านของหลิงเซียน หลิงเซียนเพียงสวนหมัด กระตุ้นวิชาหมัดเค่าซานที่ครั้งหนึ่งเคยร่ำเรียนมา : “วิชาหมัดเค่าซาน พลังถล่มภูผา!”
หมัดหนึ่งเมื่อได้ถูกปล่อยออก อสรพิษสายฟ้าเริงระบำ เข้าบดขยี้เงาดาบสายนั้นจนย่อยยับ !
ผลกระทบจากท่วงท่าของการโจมตี ได้ทำให้ก้อนอิฐที่อยู่บนพื้นลอยขึ้นในทันที !
หลิงเซียนคล้ายกับเป็นบุตรแห่งอสนีบาต ตลอดทั้งร่างรายล้อมเอาไว้ด้วยสายฟ้าแลบ แต่ละหมัดล้วนแต่มีพลังแห่งการถล่มทลาย ภายใต้พลังทำลายแห่งหมัด ยังได้ทำลายไปทุกสารทิศ !
ม่อหวินร่ายระบำดาบหนักในมือ เงาดาบที่เริงระบำมีความอำมหิตอย่างไร้ที่เปรียบ เงาดาบสีแดงเข้มได้ปกคลุมอยู่บนร่างของเขา ทำให้พลังอสนีบาตที่ถ่ายเทเข้าภายในร่างถูกทำลายไปจนสิ้นซาก !
ทั้งสองคนผลัดกันรุกรับ แต่ละกระบวนท่าล้วนแต่ถึงแก่ชีวิต ล้วนแต่หมายมั่นที่จะสังหารอีกฝ่าย ด้านบนสนามประลอง ก้อนอิฐลอยพลิ้ว ฝุ่นทรายแผ่กระจาย จนเกิดผลกระทบกระจายไปทั้งสี่ทิศ ! สะเทือนจนเหล่าผู้เยาว์ที่มีพลังฝึกปรือไม่ลึกล้ำต้องล่าถอย เกรงว่าจะถูกลูกหลงจากการต่อสู้ของทั้งสองคน!
หลิงเซียนวาดมือเพื่อควบคุมอสรพิษสายฟ้าให้พุ่งเข้าใส่ม่อหวินอีกครั้ง : “ที่แท้เจ้าเองก็บรรลุถึงเงาดาบแล้ว สามารถที่จะกระตุ้นเงาดาบออกมาได้ ! ”
ม่อหวินยิ้มแล้วกล่าว : “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เป็นไรไป เจ้ากลัวแล้วงั้นเหรอ ทว่าข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้ายอมแพ้อย่างง่ายดายแน่นอน ! ”
หลิงเซียนแทบคล้ายกับได้ยินเรื่องที่น่าขบขันก็มิปาน : “กลัว กับแค่เงาดาบเล็กน้อยเช่นนี้ของเจ้า เมื่ออยู่เบื้องหน้าศิษย์พี่หญิงก็ไม่ต่างอะไรจากของเล่นทารกน้อยเท่านั้น ! ”
เพื่อการประลองในครั้งนี้ หลิงเซียนได้ผ่านการฝึกฝนดั่งขุมนรกมา ในทุกวันทันทีที่ฟื้นขึ้นมาก็จะไปเสาะหาจ้าวชิงเหยาเพื่อท้าดวล เงาดาบในมือของม่อหวินในตอนนี้ เพียงถูกระตุ้นขึ้นมาเพียงทีละสายเท่านั้น ส่วนจ้าวชิงเหยา เพียงการสะบัดมือก็สามารถที่จะปล่อยเงากระบี่ออกมาได้สิบกว่าสายได้แล้ว ในส่วนของท่านอาจารย์ เขาแทบไม่กล้าที่จะนึกถึงพลังทำลายเมื่ออาจารย์ลงมือเลยด้วยซ้ำ
ม่อหวินกล่าวขึ้นอย่างเลือดเย็น : “คุยโวโอ้อวดไม่รู้จักละอาย ข้าเองก็อยากที่จะดูว่า แท้จริงแล้วเจ้าจะมีความสามารถสักกี่ส่วนกัน ! ”
ม่อหวินกุมดาบแน่น ลากดาบหนักเดินเข้าหา ดาบโลหิตมายาสมุทรถึงกับไถพื้นจนกลายเป็นร่องสายหนึ่ง : “ลากดาบสะบั้น ! ”
ก้อนอิฐได้ลอยขึ้นจากพื้นภายในดาบเดียว ม่อหวินกวาดดาบจากล่างขึ้นบน จนเกิดเป็นเงาดาบสีแดงเข้มคล้ายกับเป็นพายุคลั่งลอยเข้าหาหลิงเซียน
มือทั้งสองข้างของหลิงเซียนที่ปกคลุมไว้ด้วยอสนีบาต ทั้งสองมือถูกร่ายรำขึ้นเป็นวง คลุมเอาไว้ด้วยกำแพงอัสนีสายหนึ่ง พลังทำลายจากเงาดาบที่เป็นสีแดงเข้มก็ได้หันเข้าใส่หลิงเซียน เมื่อกระทบเข้ากับบนกำแพงอัสนี เกิดระเบิดจนหลิงเซียนต้องล่าถอย เขาหันไปมองดาบโลหิตมายาสมุทร : “ดาบเล่มนี้ มีส่วนที่ประหลาดอยู่บ้าง”
ม่อหวินกล่าว : “เจ้าถึงกับรับดาบนี้เอาไว้ได้ เช่นนั้น ก็ให้ข้ากระตุ้นวิชาดาบที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อจบสิ้นชีวิตของเจ้าลงเถอะ ! ”
ด้านบนดาบโลหิตมายาสมุทรได้รวมประกายคมดาบสีแดงอยู่นับไม่ถ้วน ดาบโลหิตมายาสมุทรทั้งด้ามก็ได้ปล่อยประกายคมกล้าสีแดงออกมา ผู้ที่พบเห็นประกายคมกล้านี้ ภายในจิตใจก็อดไม่ได้ที่จะบังเกิดความเกรงกลัวขึ้นมาขุมหนึ่ง
และในเวลานี้ ม่อเทียนก็ได้นั่งลงอยู่ที่ด้านข้างของเฉินหมิง หัวเราะขึ้นแล้วกล่าว : “การทะเลาะวิวาทระหว่างผู้เยาว์ ท่านที่ขึ้นชื่อว่าเป็นราชาปีศาจผู้หนึ่ง สมควรที่จะไม่สอดมือเข้ายุ่งหรอกกระมั่ง ? ”
.
.
.
.