บทที่ 5
เครื่องปั๊มเงินกับเครื่องปั๊มเงิน
บอกตามตรงว่าวินาทีนั้นโจวอี้นึกอยากต่อยคนจริง ๆ เขาก็ว่าแล้วว่าทำไมจู่ ๆท่าทีของหมอนี่ถึงกลับตาลปัตรขนาดนี้ ที่แท้ก็เป็เพราะตั๋วละครนั่นเอง!
เฉิงไป๋เองก็ถึงกับอึ้งไปพักหนึ่ง
ของที่ทิ้งลงถังขยะไปแล้ว แต่กลับยังอุตส่าห์มีคนถามหาอีก?
นี่น่ะหรือนักเขียนใหญ่
ถ้าเธอกลับไปบอกเฟ่ยจิ้งว่าไอดอลของเขายอมคุ้ยถังขยะเพื่อตั๋วละครเฟ่ยจิ้งจะเลิกเป็แฟนคลับเขาหรือเปล่า?
แน่นอนว่าความคิดนี้แค่แวบผ่านมาเพียงชั่วแล่นเท่านั้น
ตั๋วละครนั่นเดิมทีก็ซื้อมาเพราะเซี่ยหลีตอนนี้ในเมื่อต่างคนต่างเลิกรากันไปแล้ว เธอย่อมไม่สนใจให้ค่าใด ๆ กับมันอีก
*********************
ั้แ่ออกจากห้องทำงานของเฉิงไป๋มาอารมณ์ของเปียนเสียก็เบิกบานดั่งท้องฟ้าอันปลอดโปร่งสดใสข้างนอก
ในมือถือตั๋วละครอย่างแสนสุข ราวกับเก็บเงินที่ตกข้างทางได้ห้าล้านไม่มีผิด
เขาตั้งใจจะขอตั๋วละครหลังเซ็นสัญญาเสร็จเลยต้องหาโอกาสเพิ่มคะแนนความรู้สึกดีต่อกันก่อนแล้วค่อยขอตั๋วแบบนี้ก็ค่อยสมเหตุสมผลหน่อย
ก็คู่สัญญาธุรกิจกันเองทั้งนั้นนี่ แค่ตั๋วละครสองใบจะเป็อะไรไป?
ส่วนเฉิงไป๋ก็เป็ไปตามที่เขาคาดไว้ หลังมองเขาอยู่สักพักก็ยกตั๋วให้เขาตรงๆ
หลังจากนั้น ถึงการนัดคุยครั้งนี้จะไม่ใช่เื่ใหญ่โตแต่ยังไงพวกเขาก็นับว่าคุยตกลงร่วมงานกันสำเร็จแล้วดังนั้นโจวอี้จึงคิดจะขอนัดเฉิงไป๋กินข้าวร่วมกันสักมื้อตามธรรมเนียมธุรกิจแต่นึกไม่ถึงว่าเย็นนี้เธอกลับมีนัดแล้ว จึงเลื่อนไปเป็วันพรุ่งนี้เย็นแทน
ก่อนจากมา เปียนเสียยังแอบฉวยขนมโก๋ถั่วเขียวบนโต๊ะไปด้วยอีกสองห่อ
ตอนนี้ขนมทั้งสองซ่อนอยู่ในกระเป๋า ทำให้เขาดี๊ด๊ามีความสุขกับตัวเอง
“จะดีชั่วยังไงนายก็เป็คนดังนะ คุณนักเขียนใหญ่เปียน นายช่วยรักษาภาพลักษณ์ไอดอลหน่อยได้ไหม”โจวอี้กำลังยืนรอลิฟต์อยู่ รู้สึกว่าตัวเองแก่ลงอย่างน้อยสักสิบปีได้“กินตอนกำลังคุยสัญญากันก็ว่าไปอย่าง แต่นี่นายยังจะหยิบของเขามากินต่ออีก! นายเป็หมาแก่สอนไม่จำงั้นเหรอ แถมยังเอาตั๋วละครมาสองใบคิดจะไปดูกับผีรึไง?”
“ฉัน...”
เปียนเสียแทบสำลักตายกับคำถากถางของโจวอี้
เขากัดฟันพูด “คนเดียวนั่งสองที่ไม่ได้รึไง? นั่งซ้ายทีขวาทีนายจะมายุ่งอะไรด้วยล่ะ?”
ก็ได้
ไม่อยากยุ่งนักหรอก
เพราะโจวอี้ไม่สนใจคำพูดไร้สาระประเภทนี้จึงหันมองเลขลิฟต์แต่ละตัวที่กำลังเลื่อนลงไป พลางถามเขา“แล้วเื่ขอโทษที่ตกลงกันไว้ล่ะ”
“ฉันบอกแล้วว่าดูก่อนไง แต่ว่า...”
เสียงชะงักไป
คิ้วเปียนเสียขมวดเล็กน้อย เขาย้อนคิดถึง่เวลาสั้น ๆที่ผ่านมาเมื่อสักครู่แล้วกล่าวอย่างระมัดระวัง “เธอไม่เหมือนกับที่ฉันคิดเอาไว้”
โจวอี้แค่นเสียงเหอะเบา ๆ “นายคิดไว้ว่ายังไงล่ะ”
“อย่างน้อยในแก้วเก็บอุณหภูมินั่นก็ไม่น่าเอาไปแช่เก๋ากี้รึเปล่า”
เปียนเสียว่าพลางส่ายหน้า ไม่ได้บอกความคิดที่แท้จริงของตนออกมา ถึงแม้ว่าจริงๆ บอกไปก็ไม่เป็อะไร แต่เขากลัวว่าพอบอกแล้วจะโดนผู้จัดการตัวเองฟาดเอาน่ะสิ
เขาเหม่อลอยอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็พ่นไอเดียงานออกมา
“เฮ้ย เหล่าโจว นายว่าหนังสือเล่มหน้าฉันเขียนเื่ทนายความดีไหม?”
“ไม่”
นิสัยเสียของคนเป็นักเขียนก็คือชอบหมกมุ่นอยู่กับพวกคนที่มีเื่ราวภูมิหลัง
แค่เดาก็รู้แล้วเ้าเปียนเสียนี่คงถูกจุดประกายไอเดียมาจากเื่ในวันนี้แน่ ๆทว่าโจวอี้ปฏิเสธความคิดของเขาทันที
“หัวข้อเกี่ยวกับกฎหมายเดิมทีก็เป็เื่สุ่มเสี่ยงอยู่แล้วโดยเฉพาะเื่ที่เกี่ยวกับอาชญากรรมกับการตัดสินในชั้นศาลยิ่งต้องระมัดระวัง่นี้ขนาดวงการภาพยนตร์ยังซบเซา ถึงนายเขียนออก ฉันว่าก็ขายไม่ออกอยู่ดี”
“ชิ!”
พอได้ยินคำพูดของโจวอี้ เปียนเสียก็ไม่สบอารมณ์แล้ว
ถ้าตรงหน้าเขามีโต๊ะสักตัว คงได้ตบโต๊ะพร้อมพูดประโยคนี้ออกมาแน่นอน “ขายออกไม่ออกอะไรกันคนอย่างฉันเปียนเสียเป็พวกเขียนหนังสือเพื่อเงินรึไง?!”
แต่เพิ่งจะพูดจบ เขาก็พลันนึกอะไรได้ “อ๊ะ ว่าแต่หนังสือเล่มใหม่ฉันวางขายเป็วันที่สามแล้วนี่ตอนนี้ยอดขายเท่าไหร่แล้ว? ทำลายสถิติไหม? คุยเื่พิมพ์ซ้ำหรือยัง?ได้ส่วนแบ่งเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์นะ?”
โจวอี้มองอย่างละเหี่ยใจไปทีหนึ่งแล้วตอบ “ก่อนหน้านี้ทางสำนักพิมพ์โทรมาเห็นว่าทำลายสถิติแล้ว เดี๋ยวจะตกลงกันอีกทีว่าต่อจากนี้จะเอายังไง”
เปียนเสียพยักหน้าหงึกหงักพลางกล่าว “ต่อรองแพง ๆ ไปเลยไม่ต้องไปเกรงใจพวกนั้นหรอก”
อืม
จอมมารเปียนเขียนหนังสือเพราะรักในการเขียน
ภาพลักษณ์ไม่เคยหลุด
เพียงแต่พอหลังจากหนังสือออกแล้ว ก็จะกลายเป็ ‘รักในเงินตรา’ ทันที
โจวอี้รู้สึกเหนื่อยใจ ไม่อยากคุยกับหมอนี่แล้วร่างในชุดสูทสีเทาลายขวางจึงยืนหันหน้าเข้าหาลิฟต์ทำเป็ไม่รู้จักเ้าคนแซ่เปียนที่อยู่ข้าง ๆ เสีย
ลิฟต์ขาลงยังมาไม่ถึง แต่ลิฟต์ขาขึ้นกลับมาถึงแล้ว
เสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้นทีหนึ่งแล้วประตูลิฟต์ก็เปิดออก
เป็เพราะอยู่ในระยะใกล้มาก เปียนเสียจึงหันไปดูโดยไม่ได้ตั้งใจแล้วเขาก็ต้องประหลาดใจเล็กน้อย
ผู้ที่อยู่ภายในลิฟต์ดันไม่ใช่คนในเครื่องแบบเชิ้ตขาวใส่สูทและไม่ใช่อาเสี่ยพุงพลุ้ยท่าทางมีฐานะ แต่กลับเป็ชายสูงอายุคนหนึ่งในชุดเรียบ ๆถึงขนาดดูซอมซ่อด้วยซ้ำ
อีกฝ่ายสวมเสื้อแจ็กเกตสีเทาที่น่าจะผ่านการซักมาแล้วหลายครั้งตรงชายขอบมีด้ายหลุดลุ่ยโผล่ กางเกงขายาวสีดำขนาดไม่พอดีตัวเลยแม้แต่น้อยขากางเกงถึงกับเลิกขึ้นมาหนึ่งนิ้ว เขาสวมรองเท้าบูตยางขัดสะอาดคู่หนึ่งแม้จะเก่ามาก ทว่ากลับไม่มีคราบไคลติดเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยริ้วรอย ผมหงอกขาว
ดวงตาทั้งสองดูหมองมัว ั์ตาแดงเขาหยุดสูดหายใจลึกครั้งหนึ่งราวกับรวบรวมความกล้า แล้วจึงก้าวออกมาจากลิฟต์ตรงไปทางบริษัทกฎหมายเทียนจื้อ
เปียนเสียมีความสามารถพิเศษในการสังเกตผู้คนยิ่งบวกกับประสบการณ์ผ่านงานเขียนมาหลายปี ทำให้ความสามารถนี้ถูกพัฒนาจนเฉียบคมและกลายมาเป็สัญชาตญาณ
ทันทีที่เห็นชายสูงอายุผู้นี้ เขาก็รู้สึกประหลาดใจ
เขามองตามอีกฝ่ายไปเงียบ ๆ อย่างสนอกสนใจ และเงี่ยหูฟัง
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคือ?”
พี่สาวที่โต๊ะประชาสัมพันธ์คือคนเดียวกับที่ต้อนรับเปียนเสียบนใบหน้าของเธอแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีตครั้นเห็นชายสูงวัยคนนี้ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนถามซ้ำอีกครั้ง
ชายชรามีท่าทางค่อนข้างขลาดกลัว น้ำเสียงสั่นพร่าอ้าปากพะงาบอยู่หลายครั้งก่อนบอกจุดประสงค์ที่มาของตัวเองได้ “ฉัน ฉันขอถามหน่อย ทนายทนายเฉิงอยู่ที่นี่หรือเปล่า?”
“ทนายเฉิงคนไหนหรือคะ?”
บริษัทกฎหมายเทียนจื้อแม้ไม่ใช่หนึ่งในหงเชวียนกลุ่มบริษัทกฎหมายั์ใหญ่ของประเทศ แต่ก็มีคนในองค์กรมากนับร้อยสองร้อยคนและคนที่ใช้แซ่เฉิงก็ไม่ได้มีเพียงคนเดียว หญิงสาวประชาสัมพันธ์จึงต้องถามเขาให้แน่ใจ
ด้วยมืออันสั่นเทาชายชราหยิบนามบัตรที่ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็กเกต แล้วยื่นออกไป“ทะ...ทนายเฉิงท่านนี้ เธออยู่ไหม?”
มือคู่นี้กรำแดดมาหลายปีจนดำกร้านอย่างเห็นได้ชัด
ตรงหลังมือเริ่มมีฝ้ากระอย่างผู้ชราภาพ เต็มไปด้วยริ้วรอย เส้นเืปูดโปนนูนชัดราวกับเส้นแม่น้ำคดเคี้ยวบนิัเหี่ยวย่นบนนิ้วมือยิ่งเต็มไปด้วยปุ่มหนังด่างด้าน
พอสาวประชาสัมพันธ์รับนามบัตรใบนั้นมาดูก็ต้องตกตะลึง
เพราะนี่ไม่ใช่นามบัตรประจำตัวทนายความของบริษัทกฎหมายเทียนจื้อ
แต่บนนามบัตรเขียนเอาไว้ว่า—
ศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมาย เฉิงไป๋
จากหมึกที่ซีดจางจนเหลืองบนนามบัตรบ่งบอกได้ว่า นามบัตรใบนี้ถูกเก็บรักษามาแล้วหลายปีแต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี
หญิงสาวประชาสัมพันธ์ยังสงสัยว่าอาจจะชื่อซ้ำและคิดว่าชายชราคนนี้คงมาผิดที่แล้ว
แต่เมื่อเห็นข้อมูลติดต่อที่ทิ้งไว้ข้างล่างนามบัตร ก็พบว่าเป็ข้อมูลของหุ้นส่วนฟ้าประทานคนใหม่ของบริษัทพวกเธอคนนั้นจริงๆ
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งเนื่องจากยังไม่รู้ว่าชายแก่คนนี้มาด้วยจุดประสงค์อะไร จึงได้แต่บอกว่า“คุณคงไม่ได้นัดไว้ใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นกรุณารอสักครู่นะคะ ฉันจะถามให้”
“ได้ ได้ ขอบคุณ ขอบคุณ”
ชายแก่ประนมมือสิบนิ้ว แล้วกล่าวขอบคุณติด ๆ กัน
เพราะอยู่ห่างเกินไป เปียนเสียจึงมองไม่ชัดว่าบนนามบัตรใบนั้นเขียนว่าอะไรแต่เขาได้ยินบทสนทนาส่วนใหญ่แล้ว ชายหนุ่มกะพริบตาปริบ ๆ ขณะรู้สึกยากจะบรรยายอยู่ในใจเขาหันไปถามโจวอี้ “ก่อนหน้านี้เฉิงไป๋บอกว่าค่าปรึกษาตัวเองแพงมากตกลงว่าราคาเท่าไหร่น่ะ?”
โจวอี้มองเขาแวบหนึ่ง “หนึ่งหยวน”
“ถูกขนาดนี้เชียวเหรอ?”
โจวอี้พูดต่อ “ต่อวินาที”
“...”
หนึ่งหยวนต่อวินาที
โอเค
เปียนเสียโดนผู้จัดการตัวเองสับขาหลอกเอาจนเกือบสำลักตายกลางทางอีกครั้ง รอพักใหญ่เขาถึงดีขึ้นแล้วกลอกตา “โม้กันว่าเธอเป็เครื่องปั๊มเงินฉันก็นึกว่าจะฟันกำไรเยอะแยะ ที่แท้ก็ไม่เท่าไหร่เองนี่นาฉันเขียนอักษรเดียวก็มูลค่าร้อยหยวนแล้ว สูงกว่าเธอตั้งเยอะ”
นายน่ะแหละโม้แหลก
เงินที่เกิดขึ้นมาจาก ‘เครื่องปั๊มเงิน’ของวงการนี้ล้วนปั๊มเอามาจากคนอื่นทั้งนั้นคือค่าตอบแทนจากการช่วยลูกค้า ไหนเลยจะเหมือนเปียนเสียที่หากำไรได้จากตัวเอง
“ยังไงเฉิงไป๋ก็ควรได้ราคานี้อยู่แล้ว”
เปียนเสียได้ยินแล้วคิ้วกระตุกทันใดนั้นก็ััได้ถึงเจตนาปกป้องในคำพูดของโจวอี้ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในสมองทันที“เฮ้ย ฉันว่านะ เธอเป็รุ่นพี่ของนาย แล้วพวกนายก็รู้จักกันมานานจนป่านนี้นี่...คงไม่ใช่ว่าแอบชอบเธอหรอกนะ?”
โจวอี้ย่นคิ้ว ชุดสูทลายทางทำให้เขาดูเ็าขึ้นหลายส่วนเขาหันกลับมามองเปียนเสีย “ถ้าเป็อย่างนั้นแล้วจะทำไม?”
ดันไม่เถียงด้วย!
เปียนเสียลอบสบถในใจ
ทันใดนั้นิญญาขาเมาท์ก็พลันลุกโชติ่ขึ้นมา เขายื่นมือไปเขย่าแขนโจวอี้
“งั้นทำไมนายไม่รีบไล่ตามตื๊อเล่า?”
โจวอี้กล่าวเสียงเรียบ “เธอมีแฟนแล้ว”
“มีกับผีน่ะสิ!”
เปียนเสียแทบหัวเราะก๊ากออกมา
“ถึงจะเคยมี แต่ตอนนี้ต้องเลิกกันแล้วแน่นอน”
โจวอี้ไม่เข้าใจ
“หมายความว่าไง”
เปียนเสียในชุดเสื้อโคตยาวกันลมและผ้าพันคอยาวใช้นิ้วเรียวคีบตั๋วละครสองใบขึ้นมาโบกตรงหน้าท่าทางดูเ้าเล่ห์และสง่างาม “สหาย ใช้สมองหน่อยสิ!ถ้าเธอยังดีกับแฟนหนุ่มของเธออยู่ แล้วจะทิ้งตั๋วละครสองใบนี้ได้ลงคอรึไงเล่า”
*********************
ภายในห้องทำงาน เฉิงไป๋กำลังอ่านสัญญาที่เซ็นแล้วเรียบร้อยบนโต๊ะและมองดูลายมือไก่เขี่ยยึกยือที่เขียนว่า ‘เปียนเสีย’ บนนั้น แทบอ่านไม่ออกเลยว่าเป็ตัวอะไร พริบตานั้นในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่าทำไมนักเขียนใหญ่ท่านนี้ถึงไม่เคยแจกลายเซ็นมาก่อน
ขืนเซ็นตัวอักษรแบบนี้ลงไป มีหวังคงขายหนังสือไม่ออกเกินครึ่งเป็แน่
มีเพียงเส้นลากจบอักษรสุดท้ายตรงคำว่า ‘เสีย’ เท่านั้นที่ดูกร้าวแกร่ง ลากยาวประดุจหนึ่งคมดาบกล้าตวัดความดุดันออกมาอย่างชัดเจน
ตอนนี้ใกล้จะสี่โมงเย็นแล้ว
เฉิงไป๋เอื้อมมือควานข้างตัว คิดจะหยิบบุหรี่ออกมาจากกล่องบุหรี่แต่ที่คว้ามาอยู่ในมือกลับเป็ลูกอมเปปเปอร์มินต์เม็ดหนึ่ง
เธอชะงักเล็กน้อย แล้วหลุดขำออกมา
ลืมไปเลย กำลังเลิกบุหรี่อยู่นี่นะ
ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าบรรยากาศชักกร่อย ๆ เลยนวดหัวคิ้วของตัวเอง ก่อนพลิกโทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำอยู่บนโต๊ะมาไถหน้าจอดู
เฟ่ยจิ้งเลิกคร่ำครวญแล้ว
ประโยคสุดท้ายคือ : ฮึ่ม เดี๋ยวฉันกลับไปขอเองก็ได้!
เมื่อเลื่อนเปิดกล่องข้อความกลับไปที่หน้ารายชื่อผู้ติดต่อก็เห็นข้อความจากอู่ฉิน : เฉิงเอ๋อร์ เย็นนี้หกโมงเจอกันที่เดิมนะ
เฉิงไป๋พิมพ์ตอบไปคำหนึ่ง : ได้
เพิ่งจะตอบเสร็จ โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นเป็สายมาจากส่วนประชาสัมพันธ์
เฉิงไป๋ยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู
เสียงหวานใสของพนักงานสาวนั้นเจือไว้ด้วยความลังเลอีกฝ่ายแจ้งอย่างอ่อนน้อมว่า
“ทนายเฉิงคะ มีแขกมาขอพบค่ะ...”
ต่อจากนั้นก็กดเสียงลงเป็กระซิบ และบอกเล่าสถานการณ์คร่าว ๆ
พอเฉิงไป๋ได้ฟัง ก็รู้ทันทีว่าแขกคนนั้นเป็ใคร
เธอยกหูโทรศัพท์ค้างไว้ ขณะจ้องมองตัวอักษร ‘บริษัทอันเหอประกันสินทรัพย์-อู่ฉิน’ บนหน้าจอมือถือแล้วเงียบไปนานก่อนเอ่ยตอบช้า ๆ
“วันนี้ไม่ว่าง เชิญเขากลับไปก่อนเถอะค่ะ”
“อา ได้ค่ะ”
สาวประชาสัมพันธ์สับสนอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในเมื่อเฉิงไป๋บอกมาแบบนี้ ก็ได้แต่ตอบรับแล้ววางสาย
แว่วเสียงวุ่นวายจากในโทรศัพท์พักหนึ่ง
เฉิงไป๋นิ่งเหม่อลอยไปเนิ่นนาน
เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เวลากลางวันสั้นกว่ากลางคืนขณะนี้ดวงอาทิตย์จมหายไปในหมู่เมฆครึ้มทางทิศตะวันตกเมื่อมองไปนอกหน้าต่างจะรู้สึกราวกับว่ามีม่านหมอกปกคลุมอยู่ทั่วทั้งเมือง
เมื่อเธอดึงสายตากลับมาก็มองเห็น ‘สิบสุดยอดทนายรุ่นเยาว์’ ที่ถูกนักเขียนใหญ่เปียนคนนั้นวางตั้งขึ้นให้ด้วยความ ‘หวังดี’ตราสัญลักษณ์สภาทนายความที่อยู่ตรงกลางขอบกระดาษเป็ประหนึ่งหนามยอกอกกระทั่งขอบเลื่อมทองก็ยังให้ความรู้สึกทิ่มแทงั์ตา
“ฟางรั่ง...”
ริมฝีปากฉ่ำวาวของเฉิงไป๋กระซิบก่อนจะเอื้อมมือผลักกรอบรูปเป็เสียงดัง ‘ปึก’ ล้มคว่ำลงบนชั้นหนังสือตามเดิม