คิดถึงาแซึ่งตอนนี้ถูกเขาละความสนใจลงเพราะ้าเพิ่มระดับทักษะฟรอสต์ก็ได้แต่รู้สึกปวดหัวตุบ ๆโชคยังดีที่เขาพอััได้ว่าอาการาเ็เริ่มทุเลาลงบ้างถึงเขาจะกลัวติดเชื้อเพราะไม่ได้ทำความสะอาดแผลให้ดีแต่คิดถึงอัตราสำเร็จอันน้อยนิดแล้วเขาก็ได้แต่ปล่อยไปก่อน
หรือเขาจะปลูกน้ำลายพื้นที่ด้านนอกต่อแล้วใช้พื้นที่ส่วนตัวปลูกเศษผ้าดี?
โดยไม่เสียเวลาฟรอสต์ทำตามที่คิดทันที อย่างน้อยเขาจะได้ไม่ต้องยืนเฝ้าจุดเดิมการปลูกน้ำลายข้างนอกใช้เวลา 30นาที โอกาสสำเร็จ25% ต่อให้ล้มเหลวก็ไม่เป็ไรเพราะเขาเน้นค่าประสบการณ์จากพื้นที่เพาะปลูกส่วนตัวมากกว่า
เมื่อกลบหน้าดินเรียบร้อยชายหนุ่มก็ตัดสินใจเข้าไปสำรวจแท่นหินด้านในสุดหลังจากสำรวจแท่นหินข้างโลงศพมาหลายแห่งแล้วพบแต่ของส่วนตัวคนตายซึ่งค่อนข้างไร้ค่าสำหรับเขาในตอนนี้
ริมผนังด้านในสุดของสุสานมีแท่นหินขนาดใหญ่สามแห่งทั้งสามแท่นหินถูกยกระดับขึ้นสูงจากพื้นโดยมีบันไดสามขั้นให้เดินขึ้นไปฝา้าแท่นหินถูกงัดเปิดออกตกอยู่ข้างล่างแต่เพราะแท่นหินนั้นสูงกว่าความสูงระดับสายตาของฟรอสต์ทำให้เขามองไม่เห็นสิ่งของด้านใน
เหนือบันไดขั้นที่สามในแต่ละแท่นหินมีกระถางธูปวางไว้ทว่ากระถางธูปกลับล้มคว่ำนำพาเศษธูปและก้านธูปหกกระจายเต็มพื้นนอกจากกระถางธูปแล้วยังมีเศษดอกไม้แห้งเหี่ยวรวมถึงเศษกระดาษอีกจำนวนหนึ่งทำให้สภาพหน้าแท่นหินแต่ละแท่นไม่น่าดูเท่าไรนัก
“กระถางธูป?จะว่าไปแล้ว...แถวโลงศพไม่มีของเซ่นไหว้เลย อย่าบอกนะว่ามาไหว้กันตรงนี้น่ะ” ฟรอสต์พึมพำด้วยความฉงน ตามประเพณีในโลกเดิมของเขา หลายเชื้อชาติมักจะไหว้คนตายหน้าหลุมศพหรือไม่ก็รูปที่มีเถ้ากระดูกของคนตายอยู่
คราแรกเขาไม่ได้นึกเอะใจว่าทำไมแต่ละโลงศพถึงดูโล่งปราศจากพื้นที่ว่างให้ญาตินำของมาเซ่นไหว้แต่พอมาเห็นกระถางธูปหน้าแท่นหินใหญ่นี้ก็ทำให้เขานึกสงสัยขึ้นมาว่าประเพณีของโลกนี้อาจจะต่างออกไป
ฟรอสต์ไม่ได้หวาดกลัวผีสางอาจเพราะเขาเห็นตัวเองเพิ่งฟื้นคืนจากศพทำให้ส่วนลึกในใจเขาแอบคิดว่าตัวเองเป็เ้าของสถานที่นี้กึ่งหนึ่งเช่นเดียวกับศพอื่นๆ ที่ถูกฝังในสุสานแห่งนี้
ด้วยความคิดนี้เองทำให้ฟรอสต์ค้นสุสานอย่างไม่เกรงใจถือเสียว่าเป็สหายร่วมฝังด้วยกันมาก็ต้องช่วยเหลือสหายอย่างเขาที่มีโอกาส ‘ตื่นก่อน’ ความรู้สึกประมาณ ‘ใครเร็วใครได้’ นั่นแหละ
ถ้าหากสหายมีความสามารถฟื้นคืนชีพก่อนก็เชิญสหายค้นได้ตามสบายเช่นกัน
ฟรอสต์พึมพำในใจเขาไม่รู้ว่า ‘สหาย’ อื่น ๆ ในสุสานจะได้ยินความคิดเขาไหมแต่ระบบนั้นได้ยินความคิดของเขาแน่นอน
“เ้านายข้าเสียใจจริง ๆ ที่ทำให้ท่านตกบันไดจนสมองกระทบกระเทือน”
“สรุปว่ายอมรับแล้วใช่ไหมว่าแกจงใจ!” ฟรอสต์ได้ฟังอย่างนั้นก็เค้นถามทันที ไม่ได้สนใจประโยคหลอกด่าของระบบที่หาว่าเขาบ้า
“ข้าไม่ได้จงใจนั่นเป็ความประมาทของเ้านายเอง และกรุณาอย่าเรียกระบบด้วยคำหยาบ”
“หึ!” ฟรอสต์แค่นเสียง ไม่คิดเชื่อคำพูดของระบบแต่อย่างใด ทว่าเขาก็ี้เีจะต่อล้อต่อเถียงกับมันต่อ
ชายหนุ่มเดินไปยังแท่นหินด้านซ้ายสุดซึ่งเขาคาดว่าทั้งสามแท่นหินนี้น่าจะเป็แท่นบูชาหรือไม่ก็แท่นทำพิธีอะไรประมาณนั้นเขาเดินเหยียบเศษขยะบนพื้นจนได้ยินเสียงกรอบแกรบพื้นรองเท้าผ้าที่เขาใส่ค่อนข้างหนาทำให้เขาไม่รู้สึกระคายเคืองขณะเหยียบเศษเหล่านี้
ดูจากลักษณะภายนอกแล้วแท่นหินเหล่านี้คล้ายกับเป็โลงศพขนาดใหญ่ ฟรอสต์สงสัยว่าข้างในบรรจุอะไรไว้ถ้าเป็ศพ ก็แสดงว่าคนที่ถูกฝังในนั้นต้องเป็คนมีฐานะสูงส่งอย่างมากแต่ถ้าหากไม่ใช่ศพ...
ความคิดของฟรอสต์ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของระบบ
“ต้นลินินปลูกสำเร็จ”
ชายหนุ่มทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้มาสองชิ้นก่อนจะนำเศษผ้าไปปลูกต่อ
หลังจากปลูกเสร็จฟรอสต์ก็รู้สึกหัวสมองว่างเปล่า เมื่อความคิดโดนขัด เขารู้สึกได้ว่าความทรงจำที่ไม่ครบถ้วนเหมือนจะกระจัดกระจายยิ่งกว่าเดิมราวกับว่ายิ่งเขาใช้ความคิดมากเท่าไร ความทรงจำของเขาก็จะฟื้นฟูมากขึ้นเท่านั้นต่อให้สิ่งที่คิดจะไร้สาระแค่ไหนก็ตาม แต่หากเขาโดนขัด บางครั้งอาจจะไม่ส่งผลอะไรทว่าบางครั้งก็อาจส่งผลให้หัวสมองเขาโล่งเหมือนตอนนี้
ชายหนุ่มหยุดยืนนิ่งบนขั้นบันไดขั้นแรกไม่ได้ก้าวเดินขึ้นไปมองสิ่งของในแท่นหินต่อ เขานึกย้อนเหตุการณ์ั้แ่ฟื้นตื่นขึ้นมาใหม่อีกครั้งเรียบเรียงความทรงจำในปัจจุบันให้เข้าที่
“เฮ้ระบบ”
“ข้าไม่ทราบ”
“ยังไม่ได้ถาม!” ฟรอสต์อยากจะบ้า เขาเพิ่งเรียบเรียงความคิดเสร็จ กำลังจะถามสิ่งที่แวบเข้ามาในหัวเ้าระบบก็รีบตอบขัดออกมาทันที ทำให้ชั่วขณะนั้นเขาลืมสิ่งที่จะถามไปเสียสนิท
“ข้าจะถามอะไรนะ” เมื่อคิดไม่ออกเขาก็ถามระบบแทน
“เ้านาย...ท่านช่างน่าสงสาร”
“ตอบมาเถอะน่า!” เขายกมือขึ้นกุมขมับ ศีรษะรู้สึกปวดตุบ ๆนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าเมื่อครู่เขาคิดจะถามอะไร
“ระบบไม่ตอบได้หรือไม่ระบบบอกไปแล้วว่าไม่ทราบคำตอบของเ้านาย”
“ไม่ต้องเสแสร้งเมื่อกี้แกยังบอกข้าน่าสงสารอยู่เลยไม่ใช่เรอะ!”ได้ยินมันแทนตัวว่า ‘ระบบ’ฟรอสต์ก็แน่ใจได้เลยว่ามันพยายามทำตัวน่าสงสารให้เขาเห็นใจอยู่ซึ่งแน่นอนว่าวิธีนี้ไม่ได้ผลตราบใดที่น้ำเสียงของมันยังคงราบเรียบไร้อารมณ์อยู่เช่นเดิม
“เ้านายคิดในใจว่า‘ทำไมระบบไม่มอบภารกิจอื่นให้อีกให้เลื่อนระดับทักษะไประดับ5แต่ไม่ให้รางวัลอะไรเลย ระบบน่ารักมาก’ ระบบจึงตอบว่าไม่ทราบ เพราะการเลื่อนระดับเป็หน้าที่ของเ้านายไม่ใช่ของระบบ ไม่มีเหตุผลให้ระบบต้องมอบรางวัลให้ท่านหลังจากเลื่อนระดับสำเร็จ”
“ไอ้คำว่าระบบน่ารักมากนี่แกคิดเองเออเองชัดๆ!” ฟรอสต์เบ้ปาก
“แล้วก็นะบอกว่าไม่ทราบ แต่ประโยคอธิบายต่อจากนั้นคืออะไรห๊ะ!”ยิ่งคุยกับระบบ ก็ยิ่งรู้สึกปวดหัว เขาจึงตัดสินใจเดินขึ้นไปต่อจนยืนบนบันไดขั้นที่สาม ชายหนุ่มชะโงกศีรษะมองสิ่งของด้านใน
“โอ๊ะ! อะไรกันล่ะเนี่ย” เขาอุทานอย่างงุนงงสภาพภายในแท่นหินนี้ค่อนข้างกระจัดกระจาย สิ่งของภายในเหมือนถูกคุ้ยเขี่ยรวมไปถึงถูกเหยียบย่ำจนพังเละเทะ
อีกทั้งด้วยกาลเวลาซึ่งน่าจะผ่านมานานปีทำให้นอกจากจะมีฝุ่นเกาะแล้ว ของบางชิ้นก็เสื่อมสภาพผุพังไปตามกาลเวลาฟรอสต์จำต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะแยกแยะออกว่าของด้านในเป็อะไร
“ดอกไม้?” แท่นหินนี้บรรจุด้วยดอกไม้จำนวนมากรวมไปถึงช่อดอกไม้และกระดาษสีสันสดใสคาดว่าน่าจะเป็จดหมายถึงผู้ตายหลังจากพิจารณาสักพักฟรอสต์ก็เตรียมจะเดินไปดูแท่นบูชาอื่นต่อ
ทว่าขณะที่เขากำลังจะถอยหลังนั้นเองสายตาบังเอิญเห็นตัวอักษรสลักไว้บนผนัง ขนาดตัวอักษรค่อนข้างเล็กเป็ภาษาเดียวกับหน้าต่างของระบบ ข้อความบนนั้นเขียนว่า
‘ทุกสามวันจะทำการเผาของเซ่นไหว้แด่ผู้ล่วงลับ
ไม่อนุญาตให้เซ่นไหว้วัตถุมีพิษวัตถุะเิ วัตถุเวทมนตร์และวัตถุต้องสาป
ไม่อนุญาตให้ขโมยสิ่งของในสุสาน
หากก่อความวุ่นวายในสุสานจะต้องรับโทษทัณฑ์สูงสุด’
“วัตถุเวทมนตร์!?” ฟรอสต์กะพริบตา อ่านซ้ำอีกครั้งเมื่อแน่ใจว่าอ่านไม่ผิดก็อดไม่ได้ที่จะถามระบบขึ้นมา
“มีของแบบนี้ด้วยเหรอ” ถึงเขาจะมีทักษะจากระบบที่ค่อนข้างเหนือธรรมชาติแต่เขาก็ไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นว่าทุกคนบนโลกใบนี้จะมี ‘เวทมนตร์’ หรืออะไรที่ออกไปทางไสยศาสตร์อย่าง ‘คำสาป’
“โลกใบนี้ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เ้านายไม่รู้” คำตอบของระบบไม่ต่างอะไรจากการไม่ตอบ ทำให้ฟรอสต์ต้องตั้งคำถามต่อ
“แล้วหลายอย่างที่ว่ามันคืออะไรล่ะ”
“ข้าไม่รู้ระดับของระบบยังต่ำเกินไป”
โอเครู้เื่
ฟรอสต์เบ้ปากพอจะเดาได้ว่าระบบต้องมาแนวนี้