บทที่ 12 ก่อนพายุโหมกระหน่ำ
ยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า มวลดาราส่องสว่างกลางนภา จันทราลอยเด่นสาดแสงลงมาจากนภาสู่พื้นดิน
ในห้องของเ้าสำนักเวลานี้หนึ่งบุรุษสองสตรีได้นั่งหันหน้าเข้าหากันด้วยสีหน้าที่เปี่ยมสุข หลังจากที่พูดคุยกันที่หน้าเรือนพักเสร็จ พวกเขาทั้งสามจึงเปลี่ยนสถานที่พูดคุยกันและมาจบลงที่ห้องเ้าสำนักแห่งนี้
ทั้งสามมีเื่ที่อยากจะเอ่ยออกมาเต็มไปหมดจนไม่รู้ว่าจะเอ่ยสิ่งใดออกไปก่อนดี เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น
“อ้ายฉิง่เวลาที่ผ่านมาตัวเ้าไปอยู่ที่ใดมาแล้วประสบพบเจออะไรมาบ้างเ้าช่วยเล่าให้พวกข้าฟังได้หรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวจึงพยักหน้าตอบตกลง จากนั้นหญิงสาวก็ได้เล่าเื่ราวทั้งหมดั้แ่นางจำความได้และบาง่เวลาที่อาจาร์ของนางได้บอกแก่นาง
อาจารย์ของนางได้เล่าว่าตัวนางนั้นเป็ลูกสาวของสามี ภรรยาคู่หนึ่งแต่เมื่อนางอายุครบหนึ่งปี บิดามารดาของนางก็ถูกเหล่าโจรที่มาปล้นหมู่บ้านสังหารตายจากนางไป
ในตอนที่ทุกคนในหมู่บ้านถูกสังหารจนหมดเหลือไว้เพียงเด็กน้อยที่ได้แต่ร่ำไห้ท่ามกลางเปลวเพลิงที่เผาไหม้หมู่บ้านของนางทว่าในระหว่างที่ชีวิตของนางจะดับลง
ท่านอาจารย์ของนางก็ได้เดินทางผ่านหมู่บ้านแห่งนี้พอดีและช่วยเหลือนางได้ทันเวลา ต่อมาอาจารย์ของนางได้เลี้ยงดูและฝึกฝนวิชายุทธ์ให้นาง
จนเวลาผ่านมา300ปี อาจารย์ของนางก็ได้สั่งให้นางมาที่แห่งนี้เพื่อพบเจอเ้าสำนักของที่นี่เพื่อจะขอเข้าร่วมและเ้าสำนักนั่นก็คือชายหนุ่มนั่นเอง
หลังจากฟังจบชายหนุ่มก็อดที่จะขอบคุณอาจารย์ผู้นั้นของจ้าวอ้ายฉิงไม่ได้
“หากไม่ได้อาจารย์ผู้นั้นอ้ายฉิงคงหามีวันนี้ไม่” แต่แล้วความคิดอีกความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้นในหัวของชายหนุ่ม “หรือว่าอาจารย์ผู้นั้นจะรู้เื่ราวอยู่แล้วกันนะ ดูจากที่นางฝากข้อความผ่านอ้ายฉิงมาถึงพวกข้า”
“เกรงว่าอาจารย์ผู้นั้นของอ้ายฉิงคงจะมีตัวตนระดับเดียวกับซินแสเฒ่าเป็อย่างน้อยและต้องเป็คนที่รู้ความลับ่เวลาของอ้ายฉิงเป็แน่”
“แต่ตอนนี้ข้าคิดเื่นี้ไปก็เปล่าประโยชน์ยามใดที่ข้าแข็งแกร่งเพียงพอข้าจะรู้ทุกอย่างเอง” คิดได้เช่นนี้ชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น
“อ้ายฉิงต่อจากนี้ไปเ้าจงอยู่ที่สำนักเหนือ์กับพวกเราเถิด ในเมื่อเ้ามีความทรงจำของชาติที่แล้ว เ้าก็คงรู้ใช่หรือไม่ว่าพวกเรานั้นมีความสัมพันธ์อันใดต่อกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจ้าวอ้ายฉิงได้หันไปยิ้มให้กับฉินซู “ข้าขอบใจเ้ามากนะฉินซูแม้ในวันที่ตระกูลทอดทิ้งข้าก็ยังมีเ้าคอยเคียงข้าง”
“คุณหนูอย่าพูดเช่นนั้นสิเ้าคะ นั่นคือสิ่งที่บ่าว….”ไม่รอให้ฉินซูพูดจบจ้าวอ้ายฉิงได้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉินซูเ้าไม่ใช่สาวใช้ของข้าอีกต่อไปแล้วอย่าได้เอ่ยเช่นนี้อีก”
“ข้าคิดกับเ้าเสมือนน้องสาวหากเ้ายังเอ่ยเช่นนี้อีกข้าจะมิคุยกะเ้าอีกเลย ต่อจากนี้เ้าเรียกข้าว่าพี่สาวเถิด”
ฉินซูเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้าปีติยินดี บัดนี้ปมในใจของนางที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยเริ่มหมดไปแล้ว
ทางด้านของจ้าวอ้ายฉิงเมื่อกล่าวกับฉินซูจบนางได้หันกลับมามองที่ชายหนุ่มพร้อมด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อเล็กน้อย
ชายหนุ่มที่เห็นเช่นนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ทะ..ท่านหัวเราะอันใดรึ” จ้าวอ้ายฉิงที่ตอนนี้ใบหน้าของนางร้อนผ่าวอดที่จะถามออกไปไม่ได้
“ข้าเข้าใจความรู้สึกของเ้านะ อ้ายฉิง เอาไว้เ้าพร้อมเมื่อใดเ้าก็มาบอกข้าก็แล้วกันชายหนุ่มตอบกลับด้วยรอยยิ้ม”
เมื่อ500ปีก่อนหากไม่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นข้าและนางคงได้แต่งงานและใช้ชีวิตเฉกเช่นสามีภรรยาทั่วๆไป และเหตุที่นางหน้าแดงนั้นคงเป็เพราะจดหมายที่นางให้ฉินซูไว้ก่อนจะจากไปเป็แน่แท้
“ถึงชีวิตที่แล้วเราจะไม่มีวาสนาได้คู่กัน แต่ชีวิตนี้ข้าว่าเรามีวาสนาอีกมากมายเลยแหละ” เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ยใบหน้าของหญิงสาวก็แดงกว่าเดิมเสียอีก
ฉินซูที่เห็นภาพเช่นนี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ อ้ายฉิงเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ได้มองไปที่ฉินซูด้วยสายตาที่ไม่พอใจปนอับอาย
“นะ..นี่ฉินซูเ้าเป็น้องสาวของข้านะเหตุใดจึงมาหัวเราะใส่กันเล่า” ไม่ปล่อยให้ฉินซูเอ่ยอันใดต่อ จ้าวอ้ายฉิงก็จูงมือฉินซูออกจากห้องเ้าสำนักไป
ชายหนุ่มที่เห็นภาพนี้ก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ “นี่ไม่ใช่หรือภาพที่เขาเฝ้าฝันทุกวันคืน ขาดแต่ซินแสเฒ่า” คิดถึงตรงนี้ใบหน้าของชายหนุ่มก็ฉายแววเศร้าสร้อยออกมา
“ถ้าิญญาของบิดามารดาข้าไม่ถูกทำลายไปด้วยมันคงจะดีกว่านี้ไม่น้อยเลย”
เช้าวันถัดมาสายลมอ่อนๆที่พัดพา กลิ่นพฤกษานานาพันธุ์ส่งกลิ่นหอมไปทั่วสำนักเหนือ์ ณ ลานฝึกของสำนักเหล่าศิษย์ของสำนักทั้งหมดได้มารวมตัวกันพร้อมแสดงการฝึกฝนให้ชายหนุ่มดู
ใน่ที่ชายหนุ่มออกไปนอกสำนักนั้นเหล่าศิษย์ซาบซึ้งใจชายหนุ่มเป็อย่างมากจึงได้ตั้งใจฝึกฝนเป็อย่างหนัก
และสิ่งนี้ก็ทำให้ชายหนุ่มพอใจเป็อย่างมาก หลังจากเหล่าศิษย์แสดงการฝึกฝนจนเสร็จ ชายหนุ่มจึงเรียกเหล่าจอมยุทธ์ของสองสำนักออกมาแนะนำให้เหล่าศิษย์ได้รู้ทั่วกัน
“เหล่าจอมยุทธ์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเ้านี้จะมาเป็อาจารย์ของพวกเ้าเป็เวลา4ปี ข้าในฐานะเ้าสำนักหวังว่าพวกเ้าจะตั้งใจฝึกฝนอย่างเต็มที่”
“ในอีก2ปีสำนักเหนือ์จะเปิดรับศิษย์รุ่นที่2ข้าหวังเป็อย่างยิ่งว่าพวกเ้าทุกคนจะเข้าสู่จอมยุทธ์ระดับ3ได้ และหากใครที่เข้าสู่ระดับ4ได้คนแรกข้าจะรับศิษย์ผู้นั้นเป็ศิษย์สายตรงของข้า”
ฮือฮา เหล่าศิษย์ในสำนักต่างแตกตื่นกับสิ่งที่ได้ยิน ศิษย์สายตรงของเ้าสำนักงั้นรึ นี่มันวาสนาก้อนโตเลยมิใช่หรือ ในเวลานี้เืภายในกายของศิษย์ทุกคนพลันเดือดพล่าน
“ที่เหลือข้าขอฝากพวกท่านด้วยนะขอรับ” ชายหนุ่มได้เอ่ยกับเหล่าจอมยุทธ์ของทั้งสองเมืองรวมถึงฉินซูและจ้าวอ้ายฉิงพวกนางทั้งสองเสนอตัวอาสามาช่วยสอนเหล่าศิษย์อีกแรงทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ชายหนุ่มมีเวลาในการฝึกยุทธ์ที่มากขึ้น
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการทั้งหมด ชายหนุ่มได้กลับมาที่ห้องของเ้าสำนักพร้อมกับขบคิด “เหตุใดตัวข้าถึงรู้สึกว่าเื่ต่างๆมันดูง่ายดายเกินไป ง่ายดายเสียจนข้าเริ่มไม่มั่นใจแล้วหรือว่านี่จะเป็ท้องฟ้าที่แจ่มใสก่อนพายุฝนจะโหมกระหน่ำงั้นรึ”
ในเวลานี้เองที่ปลายสุดของดินแดนถงเทียน เมืองคาบสมุทรหนึ่งในสามเมืองใหญ่มีสำนักคลื่นวารีเป็ผู้ปกครอง
เมืองแห่งนี้ขึ้นชื่อเื่ความงดงามมากที่สุด ถนนของเมืองนี้ถูกสร้างด้วยแร่ลมปราณหายากต่อให้จอมยุทธ์ระดับราชันย์ขั้นต้นปะทะกันก็ทำได้เพียงแค่สร้างรอยร้าวแก่ถนนได้เท่านั้น
นอกจากนี้สิ่งปลูกสร้างภายในเมืองล้วนแต่ทำมาจากวัสดุที่หายากทั้งสิ้น ประดับด้วยอัญมณีต่างๆนานา พูดได้ว่ามีทั้งความทนทานและงดงามในเวลาเดียวกัน
ในดินแดนถงเทียนหากบอกว่าเมืองคาบสมุทรงดงามเป็อันดับสองคงไม่มีเมืองใดกล้าบอกว่าตนคืออันดับหนึ่ง เหล่าจอมยุทธ์ของสำนักนี้ล้วนแต่ฝึกฝนวิชามรรคธาตุน้ำเป็หลักและด้วยเป็เมืองที่อยู่ติดกับมหาสมุทร
ที่นี่จึงเป็ที่ที่วิชาการต่อสู้ของเหล่าจอมยุทธ์ในสำนักนี้สำแดงพลังได้มากที่สุด
ทว่าเมืองคาบสมุทรในเวลานี้ เหลือแต่เพียงซากปรักหักพังไม่ว่าจะเป็ถนนหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ
ล้วนถูกทำลายสิ้น ท่ามกลางซากปรักหักพังมีกองซากศพของเหล่าจอมยุทธ์มากมายผสมปนเปไปกับซากศพของชาวเมืองทั่วไป
หากคนภายนอกเห็นภาพเช่นนี้คงมิมีใครเชื่อว่านี่จะเคยเป็เมืองที่งดงามที่สุดเป็แน่แท้
จากผู้เขียน: ตอนนี้ก็จะเป็ตอนที่ชิวๆเบาสมองหน่อยนะครับ แต่ตอนต่อๆไปจะเริ่มโหมโรงบทศึกส่งท้ายของภาคดินแดนถงเทียนแล้วนะครับ
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio