“หลายวันที่ผ่านมาเกิดเื่ราวขึ้นมากมาย ทุกคนย่อมรู้ดี” อวี๋ต้ากุ้ยกวาดสายตาช้าๆ ไปยังทุกคนที่อยู่ตรงหน้า ก่อนเอ่ยว่า “หมู่บ้านของเราเล็กนัก มีสิ่งใดก็จงเอ่ยออกมาอย่างเปิดเผยไม่จำเป็ต้องซุบซิบนินทากันลับหลังให้เสียความสามัคคี”
พอสิ้นเสียงคำกล่าวบรรยากาศพลันเงียบสงัดราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ ผู้ใดเล่าจะยอมปริปากเพราะพฤติกรรมของพวกคนปากคอเราะรายล้วนไม่น่าสรรเสริญ
อวี๋ต้ากุ้ยหยุดชั่วครู่ก่อนชักสายตากลับมามองเย่ชิงชิง “แม่หนูน้อยมีเื่จะบอกพวกเ้าจงตั้งใจฟังเถิด”
ผู้คนต่างหันไปมองเห็นเย่ชิงชิงย้ายเก้าอี้ตัวหนึ่งมาวางตรงหน้า ร่างกายของนางยังเล็กกระจ้อยเสียงหัวเราะเยาะคิกคักดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
เย่ชิงชิงยืนขึ้นบนเก้าอี้ด้วยท่าทีมั่นคงไม่หันมองไปทางอื่น ก่อนกล่าวเสียงกังวานว่า “หัวเราะอะไรกัน?คิดว่าข้ายังเล็กนัก ถึงได้น่าขันนักหรือ?”
ไม่มีผู้ใดตอบกลับแต่เสียงถกเถียงกันดังขึ้นอย่างแ่เบา
“พวกที่กล่าวว่าแม่ของข้าประพฤติตนไม่เหมาะสม เคยเห็นด้วยตาตนเองหรือ?”เย่ชิงชิงกล่าวต่อไปด้วยรอยยิ้มที่ไม่คล้ายยิ้ม “แต่ละคำกล่าวล้วนไร้น้ำหนักล้วนแต่เป็เื่ที่ได้ยินมาทั้งสิ้นมิใช่หรือ?”
ไม่รู้ว่าใครตอบกลับมาหนึ่งประโยค“แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไม่ร้าวหรอกนะ”
“ใช่แล้ว!พวกท่านคงสงสัยกันว่ามารดาผู้โดดเดี่ยวของพวกเราไปเอาเงินมาจากที่ใด?” เย่ชิงชิงกวาดมือไปยังโต๊ะทางซ้ายมือ พร้อมกล่าวเสียงดังว่า
“วันนี้พวกเราเตรียมหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดหนึ่งพันไม้มาด้วยเพื่อเชิญชวนชาวบ้านทุกท่านลิ้มลองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย!ทุกท่านล้วนเป็ผู้ที่เข้าใจเหตุผล การได้เห็นย่อมดีกว่าการได้ยิน!มาลองชิมหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดเหล่านี้ดูเถิดว่ามันสามารถนำพาความมั่งคั่งมาให้พวกเรามากมายเพียงใด!”
ไม่เสียเงินอย่างนั้นหรือ?!ความใจกว้างเช่นนี้ทำให้ผู้คนต่างตกตะลึง บางคนถึงกับกลืนน้ำลายลงคอกลิ่นหอมแปลกใหม่โชยแตะจมูก ยั่วยวนจนท้องไส้ปั่นป่วนมาสักพักแล้ว
แผนการของเย่ชิงชิงนั้นง่ายดายนักไม่ต่างจากการยอมเสียทรัพย์เพื่อขจัดเคราะห์ภัย หากไม่นำหลักฐานมายืนยันก็ไม่แน่ว่าจะมีคำกล่าวที่แปลกประหลาดอะไรอีกและนางก็ไม่สามารถฟ้องร้องใครได้ในข้อหาิ่ประมาทด้วย
ในอีกแง่หนึ่งเมื่อรับสิ่งของจากผู้อื่นย่อมต้องติดค้างบุญคุณยกเว้นผู้ที่จิตใจเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายใครเล่าจะไม่ช่วยเอ่ยปากพูดให้เลยสักนิด
“หากมีผู้ใดไม่พอใจพวกเรา ก็สามารถมาหาได้ที่บ้านขอรับ!” เย่จื้อเฟิงกอดอก ดวงตาราวกับลูกหมาป่าจ้องมองไปยังคนสกุลเย่ทั้งหลาย“คนเท้าเปล่าไม่กลัวคนใส่รองเท้า พวกเราอ่อนแอแต่จงอย่าลืมว่าเด็กก็มีวันเติบโตขึ้น!”
ดูเหมือนเย่จื้อเฟิงจะไม่โง่อีกแล้วผู้คนตรงนั้นมองหน้ากันและกัน ซุบซิบกันไปมาบางคนทำหน้าบึ้งปากเชิดด้วยความไม่พอใจ หนูน้อยตัวเล็กๆกลับรู้จักคุกคามผู้คนแล้ว!
“พวกท่านทุกคนมาลิ้มลองหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดกันก่อนเถิดเ้าค่ะ! สิ่งนี้~รับรองได้เลยว่ามัน...จะทำให้พวกท่านได้ลิ้มรสความสดใหม่และรสชาติที่เอร็ดอร่อย!”ป้าเจียงกล่าวคำหวานหลังจากที่เย่จื้อเฟิงขู่ผู้คนนางยืนอยู่ข้างโต๊ะช่วยจัดแจงข้าวของ
ไม้ไผ่ที่เสียบไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยเหนือขอบหม้อดินสะดวกต่อการหยิบรับประทาน เพียงดึงเนื้อเสียบไม้ขึ้นมาหนึ่งไม้จะพบว่ามันอาบชุ่มไปด้วยน้ำมันพริกสีแดงเข้ม ช่างน่ารับประทานยิ่งนัก!
ผู้ที่สนิทสนมกับป้าเจียงรีบเดินตรงเข้าไปก่อนส่วนผู้ที่ไม่ใช่คนคุ้นเคยก็ซุบซิบนินทาและเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วส่วนที่เหลือเพียงชำเลืองมองก่อนจะพากันเดินเข้าไปรุมล้อมหากจะไม่กินของแจกก็โง่แล้ว!
ใครเกรงใจพวกเ้ากัน!ทุกคนรีบคว้าหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดมากัดคำโต กลิ่นหอมฟุ้งกระจายเต็มปากรสชาติเผ็ดร้อนสะท้านใจ!
“แค่ได้กลิ่นก็ว่าหอมแล้ว กินเข้าไปยิ่งหอมกว่าเดิมอีก!เ้านี่เหมาะจะกินกับเหล้ายิ่งนัก…” บรรดาหนุ่มใหญ่ต่างก็ชื่นชอบของมึนเมาพวกเขาไม่รอช้าหันไปถามว่า “หัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดของพวกเ้าขายไม้ละเท่าไร?”
ตลอดเวลาที่ผ่านมานางซูมิได้เอ่ยสิ่งใดเลยบัดนี้กลับยิ้มพลางตอบว่า “ร้านของเราตั้งอยู่ที่ถนนจิ้นเหมินวันปกติขายไม้ละสี่อีแปะ แต่สำหรับชาวบ้านแล้วสามอีแปะก็เพียงพอ”
เมื่อได้ยินดังนั้นพวกเขาก็หัวเราะขึ้นมาอย่างยินดีสามสี่อีแปะก็ไม่ถือว่าแพงนักนี่นา “ซูเหนียงจื่อใจกว้างยิ่งนัก!”
มีบางคนที่ไม่ชอบรสเผ็ดจึงหยิบหัวไชเท้าเสียบไม้ธรรมดาขึ้นมาคิดว่าคงไม่ต่างอะไรกับหัวไชเท้าทั่วไปแต่เมื่อได้ชิมแล้วกลับทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนความคิดที่มีต่อหัวไชเท้าขาวไปโดยสิ้นเชิง!
“ซูเหนียงจื่อช่างมีฝีมือยิ่งนัก! ข้ากินหัวไชเท้ามาหลายสิบปีแล้วแต่เพิ่งเคยได้ลิ้มรสเช่นนี้เป็ครั้งแรก!” หญิงชราฟันหักที่กำลังเคี้ยวหัวไชเท้าขาวนุ่มๆอยู่ช้าๆ หันมาหานางซูพลางยกนิ้วหัวแม่มือขึ้น
ลานตากข้าวคึกคักราวกับมีงานเทศกาลหลังจากการชิมครั้งนี้ ทุกคนต่างพากันชื่นชมนางซูแม้แต่คนปากร้ายสองคนนั้นก็ยังไม่กล้าเอ่ยคำพูดเสียดสีใดๆ ออกมา
ป้าเจียงส่งเสียงหัวเราะก้องกังวานไปทั่วงานนางกล่าวเสียงดัง “เป็อย่างไรเล่า? อร่อยใช่หรือไม่! หัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดนี้ได้รับความนิยมมากวันหนึ่งขายได้หลายร้อยไม้เชียวนะ!”
ผู้คนต่างใไปชั่วขณะแต่ก็เลือกที่จะเชื่อคำพูดของนางพวกเขาต่างรู้สึกผิดเล็กน้อยที่เคยเข้าใจผิดเกี่ยวกับพวกนางมาก่อน
บางคนกำลังนับนิ้วคำนวณว่าวันหนึ่งขายได้หลายร้อยไม้จะได้เงินเท่าไรท่ามกลางฝูงชน เถาอี๋เหนียงกำลังถือหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดสองไม้เต็มมือปากของนางก็บ่นพึมพำว่า “ได้ยินหรือไม่ว่าวันหนึ่งสามารถหาเงินได้มากกว่าหนึ่งตำลึง!หญิงชั่วนั่นมีฝีมือเช่นนี้เชียวหรือ?”
นางตู้ที่ยืนอยู่ข้างนางเงยหน้ามองพร้อมส่งสายตาดุเอ่ยตำหนิว่า “รีบบังให้มิดชิด!”
เย่จื้อเหอบุตรชายของนางตู้เป็บัณฑิตจึงไม่สะดวกที่จะมารวมกลุ่มกินของแจกตอนนี้เขาจึงสะบัดแขนเสื้อเดินออกไปแล้วดังนั้นนางจึงต้องแอบนำหัวไชเท้าเสียบไม้กลับไปให้บุตรชายลองชิม
“ทราบแล้วเ้าค่ะ!” เถาอี๋เหนียงกำลังอิจฉาริษยาแต่ก็ยังบอกให้เย่ฝูหรงกินเพิ่ม และช่วยนางตู้บังสายตาจากผู้อื่นทว่ากลับรู้สึกไม่พอใจ จื้อเหอรักหน้าตายิ่งชีพเหลือเกินเื่เช่นนี้จะเรียกได้ว่ากินโดยไม่จ่ายเงินได้อย่างไร? ช่างวางตัวสูงส่งเสียจริง!
ย่าเฒ่าคงเป็ผู้ที่หน้าหนายิ่งกว่าผู้ใดแม้จะเพิ่งถ่มน้ำลายใส่ผู้อื่นไปเมื่อครู่ แต่ตอนนี้กลับสวาปามเข้าไปไม่หยุดและรวดเร็วอย่างยิ่ง!
การแย่งชิงอาหารของคนสกุลเย่ราวกับผีอดอยากเข้าสิง สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้กับผู้ที่พบเห็นเย่ชิงชิงมองเห็นพวกเขาั้แ่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่คิดจะใส่ใจเมื่อคนหนึ่งยืนอยู่สูงกว่าอีกฝ่ายมาก ย่อมไม่มีการใส่ใจเื่เล็กน้อยเ่าั้
ทว่าบางครั้งหากท่านไม่สนใจผู้อื่นผู้อื่นกลับตั้งใจจะมาหาเื่
นางตู้กำลังยุ่งกับการซ่อนหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดลงในกระเป๋านางจึงไม่ได้ดูแลเย่จื้อเกอเด็กน้อยตัวป้อมวัยสามขวบจึงวิ่งเร็วปรื๋อตรงไปกระชากเสื้อของเย่จื้อเฟิง
“ม้าของข้า! ม้าที่หนีไป!”