ตอนที่ 3
ตามเนื่อเื่ของนิยายแล้ว การที่่เวลาสุดท้ายของนางร้ายยังได้จากไปพร้อมกับยังมีคนรักนางได้มองส่งนางยามแก่เฒ่าจากไปจากโลกนี้
ดังนั้นตอนที่รับรู้เื่นี้ ฉินเยว่เฉียนจึงไม่ได้นึกรังเกียจว่าตนเองจะแต่งให้กับมู่เหิงเลย กลับกัน...นางยังรู้สึกอบอุ่นอยู่ในใจด้วยที่สามีของนางเป็คนดีและซื่อสัตย์เพียงนี้
ขณะที่เส้นเื่ดำเนินไปว่านางเอกของเื่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ผู้หญิงที่มาเป็สนมให้กับองค์ชายที่นางรัก ต่อสู้ฆ่าฟันเล่นแง่ใส่กันจนแก่เฒ่า นางขอเป็นางร้ายที่ถูกเนรเทศคนนี้แทนจะดีกว่า
จำได้ว่าตอนเป็นักอ่านก็ยังบอกว่าชีวิตของนางร้ายดูจะน่าอยู่กว่าชีวิตของนางเอกเสียอีก พอยิ่งได้มาอยู่ในร่างนี้จริงๆก็รู้เลยว่าตนเองคิดไม่ผิด ต่อให้นางนั้นเป็นางร้ายที่ถูกเนรเทศและไม่ได้รับพรของการเกิดใหม่ การมีมารดาแสนดีนั้นก็ยังเป็ลาภที่ประเสริฐอยู่ดี
รวมกับพรที่นางได้มาอย่างมิติที่ทำให้นางเชื่อมต่อกับห้างสรรพสินค้าได้ด้วยแล้ว ต่อให้อยู่ในชนบทที่ห่างไกลก็ยังถือว่าเป็อะไรที่สุขสบายอยู่ดี
“จริงสิ ข้ายังไม่ได้ส่งข่าวให้หอศิลป์รู้เลยว่าเปลี่ยนที่รับสุราเป็ที่นี่” คนแตะคางอย่างใช้ความคิด เห็นทีว่านางต้องหาทางให้คนช่วยไปส่งจดหมาย หรือไม่ก็ต้องขอเข้าเมืองเสียหน่อยแล้ว
การเดินทางเข้าเมืองนั้นค่อนข้างลำบากเสียหน่อย มันต้องเดินเท้าเป็เวลากว่า 4 ชั่วโมงกว่าจะไปถึง ใช้เวลาไปกลับถือว่าไกลพอควรเลย หากแต่ถ้านางไม่ส่งข่าว พวกเขาอาจจะเคลื่อนไหวเกินความจำเป็ก็ได้
“โชคดีที่การแลกเปลี่ยนครั้งก่อนนั้นแลกเอาไว้มากพอสมควร ยังพอมีเวลาอีก 20 กว่าวันกว่าของจะหมด” เยว่เฉียนส่ายหน้ากับตนเอง
หากทุกคนรู้ว่าสุราเลิศรสที่พวกเขาติดกันงอมแงมที่จริงแล้วมาจากสตรีร้ายกาจแห่งเมืองหลวง ไม่รู้ว่าจะทำหน้ากันอย่างไร ดีที่หัวหน้าหอศิลป์นั้นช่วยเก็บเป็ความลับ ส่วนหนึ่งเพราะไม่้าให้นางกลายเป็เป้าในการแย่งชิงสินค้า พวกเขาแสร้งบอกว่าตนเองเป็คนผลิตเอง ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าไปล้วงเอาความลับจากหอศิลป์ที่ยิ่งใหญ่อีก
พอมาอยู่โลกนี้ เยว่เฉียนก็สร้างลู่ทางให้ตนเองเอาไว้แล้ว ต่อให้นางไม่มีครอบครัวแล้วอย่างไร นางก็ยังพึ่งพามิติของตนเองได้อยู่
ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจจะทำให้เอิกเกริกได้มากเกินไป ไม่อย่างนั้นผู้คนก็จะจับตามองนางเอาไว้
นางหาสุราที่เหมาะกับยุคสมัยนี้ พบว่ามี 2 ตัวที่มีรสชาติจัดจ้านเหมาะกับบุรุษร้อนแรงและอีกรสชาติหนึ่งเป็รสชาติเบาสบายที่จิบได้เรื่อยๆขายพวกมันในราคาที่แพงแสนแพงและได้กำไรมามากโขั้แ่ยังเล็ก ธุรกิจนี้จึงกลายเป็ธุรกิจที่มั่นคงตลอดมา
สุรารสดีทั้งสองจึงเป็สุราขึ้นชื่อของอาณาจักรไปด้วย ยอดขายกว่า 10 ปีที่ผ่านมานี้นั้นนับว่าดีกว่าทำธุรกิจอื่นๆเสียอีก เพราะเพื่อนบ้านใกล้เคียงยามมาที่นี่ก็ยังต้องไปที่หอศิลป์เพื่อขอลิ้มรส หากมีงานเลี้ยงในวังก็ยังต้องให้หอศิลป์เป็ผู้จัดส่งสุราดี
ตัวตนของนางกับหอศิลป์ก็เป็เหมือนญาติพี่น้องที่เชื่อใจได้ เขาไม่สงสัยว่านางได้สุราดีมาจากที่ใด และไม่คิดแย่งชิงมันไป อย่างไรเขาก็ทำหน้าที่แค่ขายเอากำไรก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้ตาเฒ่าผู้เป็เ้าของหอศิลป์ก็มองว่านางเหมือนลูกหลานั้แ่ที่นางไปขายสุราเมื่ออายุ 6 ปีแล้ว
ถือว่าเป็พาร์ทเนอร์ที่ร่วมมือกันมานานและเชื่อใจได้ล่ะนะ
เดิมทีตาเฒ่านั้นอยากจะเสนอให้ตนเองช่วยเหลือนางอยู่เหมือนกัน ตอนที่จะถูกเนรเทศ แต่นางไม่อยากเปลี่ยนเส้นเื่ อีกอย่างก็อยากจะมาเจอสามีคนนี้อีกด้วย อยากรู้ว่าเขาเป็คนยังไง อยากขอบคุณที่เขาเป็คนเดียวที่อยู่ข้างผู้หญิงคนนี้จนแก่เฒ่า
“คุณหนูฉิน ดึกดื่นเช่นนี้เ้าควรพักผ่อนได้แล้ว” เสียงทุ้มดังขึ้นที่หน้าประตู เขาไม่ได้เสียมารยาทเข้ามาในทันที แต่ส่งเสียงให้นางได้ยินก่อน
ฉินเยว่เฉียนเรียกสติกลับมาหลังจากที่คิดไปเรื่อยเปื่อย นางตรวจสอบข้าวของอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปข้างนอกห้อง เสื้อผ้าที่รุ่มร่ามในตอนแรกเปลี่ยนเป็ชุดธรรมดาที่สบายตัวกว่า ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็ผ้าเนื้อดีที่ต่างกับมู่เหิงสวมใส่อยู่ดี
ใบหน้าที่งดงามหมดจรดถูกเช็ดด้วยคลีนเนอร์แล้วเรียบร้อย ทำให้ใบหน้าของนางมารน้อยฉินเปลี่ยนเป็ดรุนีน้อยใสซื่อบริสุทธิ์อีกครั้ง ทันทีที่มู่เหิงเห็นก็ตกตะลึงไปกับความงามนี้ นี่เป็ความงามที่สดใสสมวัยของอีกฝ่าย ต่างกับใบหน้าเย่อหยิ่งเย้ายวนในคราแรก แน่นอนว่าบุรุษเช่นเขาที่ไร้ซึ่งประสบการณ์ย่อมชมชอบความงามเช่นนี้มากกว่า
อีกอย่างก็เป็เื่นึกไม่ถึงด้วยเช่นกันว่าเยว่เฉียนจะมีมุมนี้
“อะ เอ่อ....” เขาไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ กระทั่งร่างเล็กในชุดสีชมพูอ่อนเดินผ่านไปแล้วพร้อมกับกลิ่นหอมของหญิงสาวนั่นแหละ เขาจึงได้รู้ว่าเสียมารยาทจ้องนางไปขนาดไหนแล้ว
“เข้านอนกันเถอะ” คำพูดสั้นๆที่ทำให้คนฟังหัวใจกระตุก ริมฝีปากบางยกยิ้มเล็กน้อยอย่างอ่อนโยน ดวงตาที่ใช้มองเขานั้นมีเพียงความเป็มิตรเท่านั้น
บุรุษที่ใช้ชีวิตเป็โสดมานานหลายปีนั้นจะห้ามไม่ให้ใจเต้นกับหญิงงามเช่นนี้ได้อย่างไร ตอนแรกก็คิดว่านางงดงามแล้ว ทั้งยังมีความรู้สึกผิดเต็มอกจึงไม่เคยโกรธที่นางโวยวายและด่าทอ ทว่าตอนนี้ยิ่งไม่คิดเช่นนั้น นางนั้นงดงามและพูดง่าย ต่างจากที่พวกเขาคิดเอาไว้เลย
ค่ำคืนนั้นมีใครคนหนึ่งที่นอนหลับอย่างสบายใจ แต่อีก 3 คนกลับไม่มีใครข่มตาหลับได้เลย
แสงตะวันของเช้าวันใหม่มาถึง ร่างเล็กบนที่นอนเกลือกกลิ้งพอเป็พิธีอีกสองสามรอบ ถ้าไม่ทำเช่นนี้ดวงตาหนักอึ้งของนางก็ไม่อาจจะลืมดูโลกได้แล้ว ปากบางอ้าปากหาววอด อากาศที่หนาวเย็นเมื่อได้นอนใต้ผ้านวมที่อุ่นขนาดนี้ ใครเล่าจะอยากลุกมาแต่เช้าตรู่
อันที่จริงถ้าไม่ใช่เพราะเสียงเจียวจาวของเด็กๆบ้านนี้ นางก็ยังไม่คิดจะตื่นลืมตาั้แ่ไก่โห่เหมือนกัน
“เฮ้อ...” หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ดันตนเองลุกนั่งอย่างยากลำบาก
“นอนต่ออีกหน่อยเถอะ เด็กๆทำให้เ้านอนไม่หลับอย่างนั้นหรือ?” เสียงทุ้มของคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ดังขึ้น
เขาเข้ามาทันเห็นเ้าของร่างถอนหายใจพร้อมทำปากขมุบขมิบอยู่ด้วย ท่าทางน่ารักน่าชังที่ไม่รักษากริยานั้นทำให้มู่เหิงอดที่จะมองต่อเงียบๆไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะนางหันมาเจอเขาอยู่พอดี เขาก็จะเนียนเงียบใส่สักพัก
“อื้อ ไม่เป็ไรหรอก ข้าตื่นแล้วก็นอนต่อไม่ได้แล้วล่ะ” เยว่เฉียนทำใจลุกจากเบาะนุ่มของตนเอง ขยี้ตาไล่ความมัวออกไปบ้าง
“เช่นนั้นก็ล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ เด็กๆอุ่นซาลาเปารอเ้าแล้ว” ต่อให้มู่เหิงไม่พูด เยว่เฉียนก็พอจะเดาได้จากกลิ่นที่หอมอบอวลไปทั่วทั้งบ้าน นางเหลือบมองเขาเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
จำได้ว่าเมื่อคืนตกลงกันดิบดีแล้วว่าจะต่างคนต่างอยู่ แต่สุดท้ายวันนี้ตื่นมาเขาก็ยังบอกว่าเตรียมอาหารเผื่อนางเสียอย่างนั้น
เยว่เฉียนเดินไปที่โอ่งหน้าบ้าน น้ำในโอ่งนั้นค่อนข้างใส อาจจะเพราะมลพิษในสมัยนี้ไม่เยอะมากนัก หาน้ำใสตามลำธารนั้นไม่ยากเย็นเลย เสียเพียงอย่างเดียวคือมันค่อนข้างเย็นจัด ตอนที่ไปเอาน้ำย่อมต้องยากลำบากอย่างแน่นอน
นางมองไปยังคนที่แขนเสื้อเปียกซึ่งกำลังยืนมองนางอยู่ก่อนแล้วด้วยความรู้สึกเห็นใจ เขาไม่ได้มีท่าทางเหนื่อยอ่อนหรือรู้สึกยากลำบากเลย มันเหมือนกับว่าเขาทำเื่นี้อยู่เป็ปะจำ และมันเป็งานง่ายๆสำหรับเขา ทั้งๆที่งานที่ว่านี่คือการฝ่าหิมะเพื่อไปตักน้ำที่ลำธารเลยน่ะนะ
เยว่เฉียนตั้งเป้าหมายในใจ สำหรับเื่การตักน้ำจากที่ไกลๆ นางจะต้องหาทางช่วยเขาให้ได้ นี่ไม่ใช่ว่าจะทำเพื่อเขาหรอกนะ แต่ตัวนางเองก็ยังต้องใช้น้ำที่เขาไปตักมา ถ้าจะให้ใช้อย่างสุขสบายโดยไม่คิดอะไรก็เกินไปหน่อย
หญิงสาวตักน้ำเย็นๆขึ้นมาล้างหน้าล้างตา นางหยิบเอาสบู่เนื้อหอมออกมาด้วย 1 ก้อน มีแปรงและยาสีฟันอย่างละอัน ถึงแม้ว่าคนอื่นๆจะมองด้วยความไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้คืออะไร ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้เอะใจอะไร อย่างไรเสียเยว่เฉียนก็เป็สตรีที่มาจากเมืองหลวง นางจะมีของใช้ที่ดูแปลกตาไปหน่อยก็ไม่ได้ผิดปกติอันใด
หลังจากที่ล้างหน้าล้างตาแล้ว ใบหน้าที่แห้งผาดก็ถูกบำรุงด้วยโลซั่นที่ใส่ไว้ในขวดเหมือนกับขวดสุราขนาดเล็ก เด็กทั้งสองแอบดูอยู่เงียบๆ พวกเขาไม่ได้ลงมือกินอาหารก่อนด้วย้ารอพี่สะใภ้คนงาม
เยว่เฉียนยังทานั่นนี่อีกพักใหญ่ๆก่อนจะพรมน้ำหอมที่ร่างกาย กลิ่นมะลิที่อ่อนหวานอันเป็กลิ่นที่นางไม่ค่อยได้ใช้แม้ว่าจะชอบมันมากๆถูกหยิบออกมาเป็ครั้งแรก สร้างความพึงใจแก่เ้าของอย่างมาก ก่อนหน้านี้ต้องใช้น้ำหอมที่ทำให้ตนเองดูแรง กลิ่นฉุนกึกติดจมูกจนเกือบทำให้เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ ครั้นได้ออกมาจากเมืองหลวงสมใจอยาก ครานี้จะทำอะไรก็ไม่ใช่เื่ที่ต้องหลบๆซ่อนๆอีก
เป็แบบนี้แล้วรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกล่ะนะ
“พี่สะใภ้ พวกข้าเตรียมอาหารให้แล้วเ้าค่ะ ท่านอยากจะรับซาลาเปาร้อนๆเลยหรือไม่เ้าคะ” เสียงของเด็กสาวร้องถาม
หวนเอ๋อร์ในวันนี้นั้นมีหน้าตาสดใสกว่าทุกวันจนคนในบ้านสังเกตได้ อาจจะเพราะว่าวันนี้อาหารของพวกเขานั้นไม่ใช่ต้มน้ำข้าวอีกแล้วก็เป็ได้
มู่เหิงได้แต่กัดริมฝีปากของตนเอง เขาสาบานกับตนเองว่าจะทำงานให้หนักขึ้นเพื่อที่น้องๆได้อยู่อย่างมีความสุข ไม่สิ ไม่ใช่แค่น้องๆ แต่ภรรยาที่งดงามของเขาก็ต้องอยู่อย่างดีด้วย เขาจะไม่ทำให้นางต้องลำบาก
“ไม่เป็ไร กินกันเถอะ ถ้าไม่อิ่มก็เอาซาลาเปาในหีบนั่นมากินอีกก็ได้ อย่างไรพวกมันก็อยู่ได้ไม่นานอยู่แล้ว ถ้าไม่กินให้หมดก็คงจะเหลือทิ้ง” เยว่เฉียนส่ายหน้า เช้าๆเช่นนี้เธอไม่อยากกินซาลาเปาเนื้อหรอกนะ
“แต่ว่า....แล้วพี่สะใภ้จะกินอะไรหรือเ้าคะ” หวนเอ๋อร์เอ่ยถามอย่างเป็กังวล วันนี้นางไม่ได้เตรียมอย่างอื่นเอาไว้เลย แถมที่บ้านก็ไม่มีข้าวของอย่างอื่นเสียด้วย
“หวนเอ๋อร์ อย่าเสียมารยาท” มู่เหิงตำหนิน้องสาวของตนเองเบาๆ แม้จะรู้ว่าเด็กน้อยไม่ได้เจตนาที่จะล่วงเกินหรือสอดรู้สอดเห็น ทว่าคำถามที่ออกมาโดยไม่ไตร่ตรองนั้นอาจจะทำให้สมาชิกคนใหม่ในบ้านรู้สึกอึดอัดเอาได้
เยว่เฉียนไม่ได้เข้าไปยุ่งกับการสั่งสอนของมู่เหิง นางไม่อยากเป็ภรรยาที่เอาแต่เข้าข้างเด็กน้อย สามีว่าไปทาง ภรรยาก็ว่าไปทาง อย่างนี้แล้วเด็กๆก็ไม่รู้ว่าสิ่งไหนถูกผิดอีก อีกอย่างนี่เป็น้องสาวของเขา หากเขาอยากสั่งสอนอย่างไรก็เป็สิทธิของเขา
หญิงสาวไม่ได้สนใจพี่น้องที่กำลังตำหนิกันอีก เพียงเดินเข้าไปห้องครัวที่มีเศษถ่านอีกเล็กน้อย พวกเขาไม่ได้เติมถ่านอีกเพราะถ่านที่เก็บมาใช้หน้าหนาวนั้นต้องใช้อย่างประหยัด
เยว่เฉียนคิดเล็กน้อยเพราะในห้างสรรพสินค้าไม่มีถ่านเสียด้วย ถ้าจะมีก็มีแค่พวกเตาไฟฟ้าที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้น เพียงแต่นางไม่ได้ไว้ใจพวกเขาขนาดที่จะให้เห็นของจากยุคสมัยอื่น ต้องรออีกสักหน่อยก่อนล่ะนะ หากพวกเขาไว้ใจได้จริงๆ ถึงตอนนั้นก็ค่อยคิดอีกที
“เ้าจะกินอะไร เดี๋ยวข้าทำให้กิน” มู่เหิงเข้าใจว่าที่ภรรยาของเขาไม่ลงมือทำก็เพราะนางทำอะไรไม่เป็
ถึงอย่างไรนางก็เป็ถึงลูกคนหนูจากตระกูลใหญ่เชียว จะให้ลุกมาต้มยำทำแกงได้อย่างไร ตัวเขานั้นเข้าใจถึงข้อนี้และไม่คิดตำหนินาง
“ไม่เป็ไร ข้าขอใช้ฟืนของท่านได้หรือไม่”
“ได้แน่นอน แต่เ้า....ทำอาหารเป็หรือ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
……………………………………….