บทที่ 37
ทางด้านมุมตึกที่ไร้ซึ่งผู้คนของอาคารแสดงสินค้า เด็กๆจากมูลนิธิชาวไทยภูเขา และเมล่อนกำลังยืนหลบมุมอยู่ด้วยความกังวลใจ นอกจากจะต้องระวังพวกบอดี้การ์ดที่อาจจะตามมา พวกเขายังคิดมากเรื่องของชายหนุ่มหมวกฟางที่เข้าไปเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือหญิงสาวออกมาอีกด้วย โดยเฉพาะตัวของเมล่อนเองที่รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นที่สุด ที่คนแปลกหน้าที่ไม่เคยเจอมาก่อนกลับตัดสินใจเข้าไปช่วยเธออย่างไม่เกรงกลัว และยังถ่วงเวลาให้เธอหนีออกมาอีกด้วย หากเขาต้องเป็นอะไรไปเธอคงต้องรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตอย่างแน่นอน“พี่สาวไม่ต้องคิดมากนะครับ ท่านบาทหลวงจะต้องช่วยพี่ชายกลับมาได้แน่ๆ” จาเกอที่เห็นสีหน้าตึงเครียดของเมล่อนก็กล่าวปลอบใจขึ้นมา“จ้ะ...ขอบคุณนะที่ให้กำลังใจพี่ ว่าแต่จาเกอไปรู้จักกับพี่ชายคนนั้นได้ยังไงเหรอ?” หญิงสาวที่รู้สึกดีขึ้นเมื่อได้รับกำลังใจจากเด็กที่ดูฉลาดเกินวัยอย่างจาเกอ จู่ๆก็เกิดคำถามเกี่ยวชายแปลกหน้าผู้สวมหมวกฟางขึ้นมา“อ๋อ...พี่ชายเขาเดินผ่านมาเจอพวกผมที่กำลังแอบดูพี่สาวกับไอ้แก่นั่นอยู่พอดี เขาก็เลยเข้ามาถามดูน่ะครับว่าพวกเราทำอะไร” จาเกอตอบกลับไปตามตรงประสาเด็กซื่อๆ“ฮะๆๆ จ้ะ แล้วพี่ชายเขาเป็นใครอย่างนั้นเหรอจ๊ะ?” เมล่อนเลือกที่จะไม่กล่าวถึงเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอแล้วก็ถามถึงชายผู้ช่วยชีวิตเธออีกครั้ง“พี่ชายเขาเป็นบาทหลวงฝึกหัดน่ะครับ ที่ใส่ชุดสีขาวน่ะ” จาเกอกล่าวตอบตามความจริง แม้ว่าเขาจะไม่เคยรู้จักชายหนุ่มมาก่อนแต่เด็กคนนี้ก็ชื่นชมในตัวกรไม่น้อย“เอ้ะ! เป็นบาทหลวงชุดขาว หรือว่าจะเป็นคนคนนั้น” เมล่อนนึกถึงกรในตอนที่เดินชนกับเธอโดยบังเอิญเมื่อก่อนหน้านี้ ในระหว่างที่เมล่อน และจาเกอกำลังคุยกันอยู่นั้น มุมตึกใกล้ๆกันกร และเดวิดก็ออกมาจากอาคารแล้วเช่นกัน แต่ก่อนที่ทั้งสองจะเข้าไปรวมตัวกับคนอื่นๆนั้น พวกเขามีเรื่องบางอย่างที่จะต้องเคลียร์กันให้รู้เรื่องก่อนสักเล็กน้อย“คุณกร คุณรู้ไหมว่าตอนนี้เรื่องมันใหญ่โตขึ้นแค่ไหนแล้ว เพราะคุณนั้นบุ่มบ่ามออกไปต่อสู้คนเดียวคนเกือบจะบาดเจ็บ ถ้าผมไปช่วยไม่ทันคุณคงจะได้รอยแผลเป็นมาประดับบนตัวแน่นอน อีกอย่างถ้าพลาดขึ้นมาหน้าคุณจะต้องออกสื่อ แล้วทีนี้ปัญหามันก็ลามไปถึงที่โบสถ์อีกด้วยนะ” เดวิดบ่นออกมายืดยาวเพราะปัญหาที่กรก่อขึ้นโดยไม่ปรึกษาเขาก่อน“ดะ...เดี๋ยวครับคุณเดวิด ยังไงก็ไม่มีใครเห็นหน้าผมนี่ครับ ที่จริงผมว่าที่เรื่องมันดังขึ้นมาแบบนี้มันเป็นเพราะคุณใช้พลังหยุดกระสุนแล้ววาร์ปไปพาผมออกมามากกว่านะครับ” กรรีบเถียงกลับพร้อมกับหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเปิดข่าวในโซเชียลมีเดียเป็นหลักฐานในเทพแห่งการรักษาได้ดู“เอ่อ...ฮ่าๆๆ ผมก็ไม่ค่อยได้ต่อสู้ด้วยอาจจะรีบร้อนไปหน่อยน่ะครับ แต่ที่ทำไปก็เพราะเน้นเรื่องความปลอดภัยของคุณนี่นะคุณกร” เดวิดได้แต่เกาหัวแก้เขิน เพราะในตอนนี้เรื่องที่เขาทำไปกำลังโด่งดังบนโลกโซเชียลมีเดียมากจริงๆ“เฮ้อ! เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะครับ ตอนนี้เราจะทำยังไงกับผู้หญิงคนนั้นก่อนดี ผมไม่รู้ว่าหลังจากนี้เธอจะปลอดภัยรึเปล่าถ้าเสี่ยตงอะไรนั่นไม่ถูกจับ คลิปหลักฐานก็ยังไม่โพสต์ลงโซเชียลแถมยังไม่ได้เอาให้ตำรวจด้วย” กรเริ่มเป็นกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์หลังจากนี้ เพราะสำหรับผู้อิทธิพลแล้วคงไม่ถูกตำรวจจับเข้าคุกง่ายๆ และระหว่างที่คดียังไม่จบสิ้นก็มีโอกาสที่กลับมาแก้แค้นฝ่ายหญิงที่พวกมันรู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร“ถ้าเป็นเรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ ผมแจ้งคุณถังเรียบร้อยแล้วเดี๋ยวเขาจะเป็นคนเคลียร์เรื่องทุกอย่างเอง เราแค่ปกป้องเธอจนกว่าเขาจะติดต่อมาเท่านั้น” สุดท้ายเรื่องที่กรกลัวว่าจะเป็นปัญหากลับถูกเตรียมการไว้แล้วเรียบร้อย“เอ๋? ง่ายอย่างนั้นเลยเหรอครับ ผมชักสงสัยแล้วสิว่าคุณถังนั้นจะมีเส้นสายใหญ่โตแค่ไหนกัน” เมื่อกรนึกถึงชายหน้าสวยอายุหลายร้อยปีผู้ลึกลับคนนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเคลือบแคลงใจ ภายในอาคารแสดงสินค้า เสี่ยตงที่นอนสลบยังไม่ได้สตินั้นได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยแพทย์สนาม และกำลังถูกหามขึ้นเปลไปโรงพยาบาล ส่วนตำรวจนั้นไม่เพียงแค่สน.ในท้องที่เท่านั้น หน่วยพิเศษก็ถูกเรียกมาจนครบหมด ด้านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ยังต้องมาดูที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง สีหน้าของท่านผบ.ตร.ในห้องรปภ.ตอนนี้ดูเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก แม้แต่พวกลูกน้องก็ไม่มีใครกล้าพูดแทรกขึ้นมาหากไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับคดีนี้ แน่นอนว่าเขาได้ออกคำสั่งอย่างเคร่งครัด ให้ตำรวจล้อมรอบที่เกิดเหตุไม่ให้สื่อเข้ามาได้แม้แต่คนเดียว เพราะเรื่องราวมันบานปลายเกินกว่าจะเป็นคดีทะเลาะวิวาทธรรมดา ภาพกล้องวงจรปิดที่รปภ.เปิดออกมาให้ดูจากทุกมุมมอง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในห้องนี้เห็นการกระทำอุกอาจของเสี่ยตงอย่างชัดเจน ซึ่งหลักฐานมันก็มากเกินพอที่จะเอาผิดกับนักธุรกิจใหญ่รายนี้ได้เลย แต่สิ่งที่ผบ.ตร.กังวลอยู่นั้นก็เพราะเขากำลังถูกกดดันจากคนจำนวนมาก ซึ่งมากเกินไปจริงๆ“ขออนุญาตครับท่าน!” นายตำรวจคนหนึ่งเข้ามาเพื่อกล่าวรายงานบางอย่างต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุด“อืม ว่ามา” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกล่าวอนุญาตด้วยน้ำเสียงที่ยังคงขุ่นมัว“ทางสภาหอการค้าร่วมกับสภาอุตสาหกรรม แสดงความจำนงให้ดำเนินคดีกับเสี่ยตงอย่างถึงที่สุดครับ” นายตำรวจหนุ่มรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้เจ้านาย“เฮ้อ! พวกนั้นแสดงเจตจำนงชัดเจนที่จะจัดการอิทธิพลของเสี่ยตงให้ได้สินะ ก็เล่นไปทำให้ธุรกิจของคนอื่นเดือดร้อนซะขนาดนั้นตอนนี้คงถึงเวลาเอาคืนแล้ว” ผบ.ตร.เปรยออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายใจ แต่ยังไม่ทันที่ผู้นำแห่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้ผ่อนคลายจิตใจ นายตำรวจอีกคนก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมขออนุญาตรายงานด้วยอีกคน“ท่านครับ ทางท่านรัฐมนตรีมหาดไทย และรัฐมนตรีเกษตรต้องการให้ท่านช่วยอำนวยความสะดวกครับ” รายงานในครั้งนี้เรียกได้ว่าตรงข้ามกับก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง“หึ! พวกที่เสี่ยตงเข้าไปมีเอี่ยวเรื่องผลประโยชน์ด้วยสินะ แต่แค่นี้ฉันยังไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆหรอก เพราะเรื่องนี้มันใหญ่เกินกว่ารัฐบาลทั้งคณะจะรับไหวด้วยซ้ำ” ผบ.ตร.กล่าวลอยๆขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้สีหน้าของนายตำรวจที่เข้ามารายงานกลับแสดงความสงสัยขึ้นมา“แต่ท่านครับ แล้วท่านจะรับความกดดันนี้ไหวเหรอครับ ก็อย่างที่ท่านบอกไม่แน่ว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆก็อาจจะต้องการช่วยเสี่ยตงด้วย ถ้าท่านนายกฯต้องลงมาดูเองผมเกรงว่าท่านจะต้องเดือดร้อนได้นะครับ” ตำรวจนายเวรผู้เป็นเลขาฯกล่าวย้ำเตือนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต“ไม่หรอก ท่านนายกฯไม่ลงมาเล่นด้วยกับพวกนั้นหรอก เพราะเขาต้องรู้อยู่แล้วว่าเสี่ยตงกำลังมีปัญหากับใคร ผู้หญิงคนนี้โชคดีเลยนะที่ได้คนเหล่านั้นช่วยเอาไว้” ผู้บัญชาการตำรวจกล่าวออกมาด้วยความหวังบางอย่าง แน่นอนว่าพวกลูกน้องย่อมเข้าใจดีจากบทสนทนาว่า ผู้บังคับบัญชาของตนนั้นต้องการจะจับกุมเสี่ยตงแม้ว่าจะมีผู้มีอิทธิพลคอยขัดขวางก็ตาม นายตำรวจทั้งสองที่เข้ามารายงานต่างก็หันหน้ามามองกัน ด้วยความไม่เข้าใจความคิดของเจ้านาย แม้จะมีแนวโน้มว่าอิทธิพลของฝ่ายผู้สนับสนุนเสี่ยตงจะมีแรงกดดันมากกว่า แต่ผบ.ตร.ก็ไม่ยอมที่จะอ่อนข้อ และในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้ทำการต่อต้านใดๆ เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง จนกระทั่งนายเวรคนสนิทอดใจรอไม่ไหวต้องกล่าวถามขึ้นอีกครั้ง ด้วยเป็นห่วงอนาคตของเจ้านาย“ท่านครับ ท่านมีแผนอะไรในใจรึเปล่า? ถ้าผมช่วยท่านได้ก็จะทำเต็มที่ครับ”“คุณไม่ต้องทำอะไรหรอก ฉันแค่กำลังรอใครคนหนึ่งอยู่ เขามีอิทธิพลมากพอที่จะเปลี่ยนใจรัฐมนตรีทั้งหมดได้ และตอนนี้ก็เป็นโอกาสแล้วที่เราจะได้ยืมมือของเขามากำจัดอิทธิพลของเสี่ยตงออกไปซะ” เป็นอีกครั้งที่ผบ.ตร.ตอบแบบครึ่งๆกลางๆ ซึ่งทำให้แม้แต่ลูกน้องคนสนิทก็ไม่เข้าใจ แต่ในขณะนั้นเองก็มีนายตำรวจอีกคนเข้ามารายงานต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอย่างเร่งรีบ“ขออนุญาตครับท่าน บราเตอร์ถังลู่ต้องการเข้าพบท่านครับ”