บทที่ 11 ฟังไม่รู้เื่สักคำ
แม้หลีเทียนจวิ้นจะไม่เอ่ยออกมาตรงๆแต่ไม่ว่าจะเป็ซ่างกวนอวี้หรือคนอื่นที่ตามมาด้วยต่างก็เดาได้ไม่ยากว่าเขากำลังถามเื่ใด
ซ่างกวนอวี้จ้องเซียวหลิงอวิ๋นด้วยความเคียดแค้น
กล้าสาปแช่งว่าข้าจะทะลวงขั้นไม่ได้?! รอให้องค์ชายห้าไปเสียก่อนเถิด ข้าจะไม่มีวันปล่อยเ้าไปง่ายๆ แน่
เซียวหลิงอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อยการจะตอบว่าเมื่อใดจะได้นั่งบัลลังก์นั้นถือเป็การเปิดเผยชะตาฟ้าโดยตรงซึ่งเป็สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
แต่ถึงพูดตรงๆไม่ได้ ก็ยังมีวิธีอื่นให้เอ่ยถึงนัยสำคัญนี้ได้อยู่
นางจึงกล่าวสั้นๆเพียงหกพยางค์ว่า “ิมั่ว จื่อเย่ว์ ซานเค่อ”
ทันใดนั้นทุกคนในบริเวณต่างชะงักงัน
นี่หมายความว่าอย่างไรหกพยางค์นี้หมายถึงอะไร เหตุใดถึงฟังไม่ออกเลยสักคำ
แม้แต่หลีเทียนจวิ้นเองก็ไม่เข้าใจความหมายในทันทีแต่พอเอาไปเทียบกับระบบนับเวลาก็ค่อยๆ เข้าใจความหมายของคำเ่าั้
ิมั่ว...คือปลายปีหน้า
จื่อเย่ว์ซานเค่อ...คือยามจื่อ[1](ห้าทุ่มถึงตีหนึ่ง) ของเดือนสิบเอ็ด วันที่สาม
ยิ่งคิดหัวใจก็ยิ่งเต้นเร็ว
หลีเทียนจวิ้นเงยหน้ามองเซียวหลิงอวิ๋นอีกครั้งด้วยแววตาที่ไม่เหมือนเดิมเขารู้ดีว่าตำแหน่งนั้นจะไม่มาถึงเขาเร็วขนาดนี้แน่ๆทว่าภายในใจราวกับมีเสียงพร่ำกระซิบให้เขาเชื่อว่านางพูดจริง
เซียวหลิงอวิ๋นเห็นสีหน้าเขาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายเข้าใจคำพูดของนางจึงเอ่ยเสริมอีกประโยค
“หากอยากให้ความปรารถนานั้นคงอยู่ได้นาน อย่าได้เมินคนที่มีพลังแห่งเลขเก้า”
เลขเก้า? ท่านอาเก้า?!
ดวงตาของหลีเทียนจวิ้นพลันลึกซึ้งเขาลุกขึ้นแล้วโน้มตัวลงอย่างนอบน้อม แววตาจริงจังเต็มไปด้วยความเคารพ
“ขอบคุณท่านปรมาจารย์ที่ชี้แนะ หากสิ่งที่ท่านกล่าวเป็จริงวันหน้าข้าจะตอบแทนด้วยของกำนัลอันเหมาะสม นี่คือค่าตอบแทนในวันนี้”
เขาวางตั๋วทองใบหนึ่งบนโต๊ะจากนั้นเขาหันไปออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นต่อซ่างกวนอวี้และคนที่ติดตามมา
“ไปเถอะ ท่านปรมาจารย์ผู้นี้คือบุคคลสำคัญของข้า ผู้ใดก็ห้ามแตะต้องได้ยินหรือไม่”
ทุกคนตะลึงงันซ่างกวนอวี้ถึงกับเย็นวาบไปทั้งใจ
นี่หมายความว่า...ข้าจะจัดการหญิงสารเลวผู้นี้ไม่ได้แล้วหรือ!
เขาขบกรามแน่นทว่าหลีเทียนจวิ้นกลับปรายตามองมาอย่างนิ่งเฉย แววตานั้นราวกับเตือนกลายๆ ว่าหากคิดขัดคำสั่งก็อย่าได้คิดจะมีจุดจบที่ดี
สุดท้ายซ่างกวนอวี้จำต้องเก็บความแค้นไว้ในใจแล้วเดินตามกลุ่มขององค์ชายห้าออกไปก่อนจากยังไม่วายส่งสัญญาณลับให้ผู้ติดตามที่แฝงตัวอยู่ในเงามืด
เหล่าผู้สื่อิญญาฝึกหัดที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับตะลึงงันไปตามๆกัน พวกเขาแน่ใจว่าเมื่อครู่คือองค์ชายห้าแน่ๆแถมยังยอมโค้งให้หญิงสาวผู้นี้อีกด้วย!
ไหนล่ะที่ว่าจะจับนางเข้าคุก? ทำไมอยู่ดีๆ ถึงกลายเป็เคารพยกย่องเช่นนี้ไปได้!
เซียวหลิงเย่ยังคงอยู่ในอาการมึนงงขณะมองดูองค์ชายห้ากับพวกจากไป
คนพวกนั้นไม่เพียงไม่จับตัวพี่สาวของเขายังกล่าวขอบคุณนางอีกด้วย พี่สาวของเขาพูดเื่ดีอะไรหรือเหตุใดเขาถึงฟังไม่รู้เื่เลยสักคำ
แต่ท่าทางสงบนิ่งของพี่สาวนี่ช่างน่าทึ่งเสียจริง!
เซียวหลิงเย่ยิ่งมองพี่สาวยิ่งรู้สึกชื่นชมยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเคารพเทิดทูนทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้รู้สึกแรงกล้าขนาดนี้ด้วยซ้ำ
เซียวหลิงอวิ๋นไม่รู้เลยว่าเผลอมีแฟนคลับตัวน้อยเพิ่มมาอีกคนโดยไม่รู้ตัวนางหยิบหยกขาวที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมา มือรู้สึกชาวาบอย่างประหลาดอีกทั้งยังไม่รู้ว่าเป็ภาพลวงตาหรือไม่ เหตุใดนางจึงเห็นว่าภายในหยกชิ้นนี้มีของเหลวไหลขยับอยู่ด้วย
เซียวหลิงอวิ๋นพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่พบความผิดปกติอีกจึงเก็บเอาไว้ก่อน แล้วกวาดตามองตั๋วทองบนโต๊ะอีกครั้งตั๋วทองนี้มีมูลค่าถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทอง
เซียวหลิงอวิ๋นเลิกคิ้วหลีเทียนจวิ้นช่างใจกว้างนัก หนึ่งหมื่นเหรียญทองเป็เงินจำนวนไม่น้อยเลยนางหยิบตั๋วทองเก็บใส่กระเป๋าอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ทันทีที่เซียวหลิงอวิ๋นเก็บตั๋วทองกับหยกเรียบร้อยก็เห็นเซียวหลิงเย่กำลังเก็บหนังอสูร นางจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย
“หลิงเย่ เ้าจะทำอะไร”
เซียวหลิงเย่ยิ้มเขินเล็กน้อยพลางตอบ“พี่สาว ที่นี่ไม่น่าจะเหมาะกับการขายหนังอสูร ข้าจะไปะโขายตามข้างทางอีกเดี๋ยวค่อยกลับมานั่งกับท่านอีกที”
เขากำลังจะลุกขึ้นแต่เซียวหลิงอวิ๋นกลับห้ามไว้
“อย่าเหนื่อยเปล่าเลย วันนี้แผงที่เ้านั่งอยู่นี่จะหนุนเสริมโชคลาภให้เ้าอยู่ตรงนี้แหละ หนังอสูรพวกนี้ วันนี้เ้าจะขายได้หมดแน่”
เซียวหลิงเย่ไม่เชื่อคำพูดนั้นเลยหนังอสูรพวกนี้ล้วนเป็หนังของหนูอสูรขั้นหนึ่งแม้จะทนทานแต่เนื้อััแข็งกระด้าง สวมใส่ไม่สบาย แผ่นหนึ่งขายได้เพียงสองเหรียญขายมาตั้งสองวันแล้วยังไม่มีคนเหลียวแลสักคน กระทั่งยังขายไม่ออกแม้แต่แผ่นเดียวแต่เขากับพี่ใหญ่พลังฝึกฝนยังอ่อนด้อย จึงไม่อาจล่าอสูรชนิดอื่นได้
เซียวหลิงเย่คิดว่าพี่สาวพูดแบบนี้คงอยากให้เขาอยู่เป็เพื่อนมากกว่าจึงยิ้มแล้วไม่โต้แย้งอะไร เขานั่งลงอีกครั้ง แผ่หนังอสูรออกเรียงแล้วพูดคุยกับเซียวหลิงอวิ๋นเป็ระยะ ถามนางว่าจะไปเยี่ยมหลิ่วซื่อหรือไม่
เซียวหลิงเย่เอ่ยเสียงเบาด้วยความลังเล
“พี่สาว...ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท่านแม่ยังคงคิดถึงพี่อยู่เสมอเงินกับอาหารที่พี่แอบให้ตลอดหลายปีนี้ท่านก็รู้มาตลอดแต่ท่านอยากให้พี่ไปพบหน้าท่านเสียมากกว่า...อาการป่วยของท่านไม่ดีขึ้นเลยข้ากลัวว่า...พี่สาว เหตุใดพี่จึงไม่ยอมไปพบท่านแม่เล่า”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเด็กสาวเ้าของร่างเดิมแม้ต้องทนหิวโหยอยู่เสมอ แต่ทุกครั้งที่เจิ้นกั๋วโหวกลับมานางก็มักหาโอกาสแบ่งอาหารและเงินที่ได้มาให้เซียวหลิงเย่เสมอเพียงแต่เจิ้นกั๋วโหวจะกลับมาเพียงปีละหนึ่งครั้ง นางจึงแบ่งให้ได้น้อยมากกระนั้นสิ่งที่ทำให้เซียวหลิงเย่ดีใจที่สุดก็คือ พี่สาวของเขาไม่ได้รังเกียจเขาเลย
เซียวหลิงอวิ๋นมองเห็นไอมรณะที่เกาะอยู่บนร่างของเซียวหลิงเย่พลันเข้มขึ้นนางพอเดาออกจากคำพูดและรูปหน้าของเขาว่า ไอมรณะเหล่านี้น่าจะมาจากหลิ่วซื่อ
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบตั๋วทองออกมาแล้วยื่นให้
“ยังไม่ถึงเวลา ตอนนี้เ้านำเงินก้อนนี้ไปให้ท่านแม่รักษาตัวก่อนเถอะ”
เซียวหลิงเย่เห็นจำนวนเงินในตั๋วทองก็ถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากร้องด้วยความใ
“หมื่น...หมื่น...!”
ยังพูดไม่ทันจบเซียวหลิงอวิ๋นก็เคาะศีรษะเขาเบาๆ หนึ่งที
“อย่าเผยความร่ำรวยให้คนอื่นรู้”
ขณะที่นางพูดจบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลยว่าไออัปมงคลและไอมรณะที่เกาะอยู่บนร่างของเซียวหลิงเย่ค่อยๆสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เซียวหลิงเย่รีบเอามือปิดปากพูดเสียงเบาอย่างลังเล
“ไม่ได้หรอก มากเกินไปแล้ว...”
เซียวหลิงอวิ๋นกลอกตาเอ่ยเสียงเย็น
“ก็ไม่ได้ให้เ้านี่ จะเอาไปให้ท่านแม่รักษาตัวต่างหาก รับไว้ซะ”
เมื่อพูดจบนางนึกถึงไอมรณะที่เห็นเมื่อครู่แล้วรู้สึกไม่สบายใจ จึงหยิบผงจูซา[2]และกระดาษยันต์ออกมาเขียนยันต์สามแผ่นอย่างคล่องแคล่ว ยามลากเส้นสุดท้ายยันต์แต่ละใบจะสว่างวาบขึ้นเล็กน้อยและยังรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังิญญาสั่นะเืเบาๆมีเพียงเซียวหลิงเย่กับเซียวหลิงอวิ๋นที่สังเกตเห็นปรากฏการณ์นี้
เซียวหลิงเย่มองพี่สาวเขียนยันต์ด้วยสีหน้าอ้าปากค้าง
พี่สาวของเขา...เขียนยันต์ได้ด้วยหรือนี่พี่สาวของเขาเป็ปรมาจารย์สื่อิญญาจริงๆ ใช่หรือไม่!
เซียวหลิงอวิ๋นพับยันต์เรียบร้อยแล้วยื่นให้เซียวหลิงเย่
“เอาไป เ้า ท่านพี่ แล้วก็ท่านแม่ คนละหนึ่งแผ่น พกติดตัวไว้ตลอดเวลาหากยันต์ของท่านแม่กลายเป็สีดำเมื่อใด รีบมาหาข้าทันที เข้าใจไหม”
เซียวหลิงเย่ถือยันต์ในมือรู้สึกได้ถึงความไม่ธรรมดาบางอย่าง เขารีบเก็บไว้โดยไม่อิดออดแล้วนั่งเฝ้าแผงขายของต่อด้วยความเบื่อหน่าย
ขณะที่เซียวหลิงเย่เกือบเผลอหลับทันใดนั้นเอง เสียงสดใสของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้น
“น้องชาย หนังอสูรพวกนี้เป็ของหนูอสูรใช่ไหม หาอยู่นานในที่สุดก็เจอเสียทีพวกนี้ขายอย่างไร”
เสียงนั้นทำให้เซียวหลิงเย่สะดุ้งตื่นเกือบล้มกลิ้งไปกับพื้น ดีที่เซียวหลิงอวิ๋นคว้าตัวเขาไว้ทันก่อนที่เซียวหลิงเย่จะทันได้พูดอะไร นางก็หันไปเอ่ยกับชายวัยสามสิบต้นๆรูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำผู้นั้นทันที
“ท่านคิดว่ามันมีค่าเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้นก็แล้วกัน ใช้เงินสลายเคราะห์หากท่านจ่ายหนึ่งร้อยหกสิบหกเหรียญ ครั้งนี้ท่านจะเดินทางปลอดภัยตลอดทาง หรือท่านจะเอาไปเปล่าๆข้าก็ไม่ว่า”
ชายหนุ่มมองเซียวหลิงอวิ๋นอย่างแปลกใจก่อนจะหันไปมองป้ายที่แขวนอยู่ข้างแผงของนางอีกครั้ง
เขาเป็พ่อค้าเร่เดินทางค้าขายไปทั่วครานี้เพราะมีสหายเชิญให้ไปยังพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือที่ไม่คุ้นเคยจึงมาตามหาหนังหนูอสูรไว้ใช้หุ้มกีบม้าป้องกันไม่ให้ม้าเจ็บเท้ายามเดินทางบนทางเขา
ในฐานะพ่อค้าเขาย่อมรู้ดีว่าหนังหนูอสูรแผ่นหนึ่งมีมูลค่าเพียงสองเหรียญและการที่เซียวหลิงอวิ๋นเดาว่าเขาจะออกเดินทางก็ไม่ใช่เื่ยากเพราะมีคนมากมายที่ซื้อหนังหนูอสูรเพื่อใช้เดินทางอยู่แล้ว
แต่ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบเงินหนึ่งเหรียญทองกับอีกหกสิบหกเหรียญเงินวางลงบนโต๊ะพลางเอ่ย “ตกลง ข้าซื้อ ขอรับคำอวยพรของเ้าไปด้วยแล้วกัน”
ว่าแล้วเขาก็หอบหนังอสูรทั้งหมดก้าวฉับๆ จากไปอย่างมั่นคง ทิ้งให้เซียวหลิงเย่ยืนตะลึงพรึงเพริดอ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่ออยู่ด้านหลัง
หนังอสูรพวกนั้นมีแค่ห้าแผ่นรวมแล้วอย่างมากก็ไม่เกินสิบเหรียญทว่า...พี่สาวของเขากลับขายได้ถึงหนึ่งร้อยหกสิบหกเหรียญ!
ไม่สิ!ประเด็นไม่ใช่แค่นั้น ประเด็นคือ...หนังอสูรของเขาขายหมดแล้ว!
ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ!
ดวงตาของเซียวหลิงเย่เปล่งประกายมองพี่สาวด้วยสายตาตื่นเต้นยินดีอย่างยิ่ง
[1] ยามจื่อ คือ ่เวลาประมาณ 23.00 – 1.00 น.
[2] ผงจูซา หรือ สารชินนาบาร์ เป็แร่ชนิดหนึ่งที่มีสีแดงสดในตำรายาโบราณเรียก “ชาดจอแส” คนจีนมักนำมาใช้ทำยาหรือบดทำสี