ท่ามกลางความเงียบสงัดของคืนเดือนมืด มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่กรีดร้องระงมสลับกับเสียงลมหวนที่พัดลอดซากปรักหักพังของ วัดสูญกาล อวี้เทียนที่กำลังดิ่งลึกอยู่ในสมาธิพลันลืมตาขึ้นช้า ๆ
อวี้เทียนหันมองชายชราที่นั่งหลับตาอยู่ด้านข้าง ก่อนที่จะหันไปมองยังหน้าประตู ไม่นานนักก็ปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่ง เขาพุ่งพรวดเข้ามาด้านใน ก่อนที่จะเสียหลักล้มลง ชุดของชายชราขาดวิ่นและชุ่มไปด้วยเื กลิ่นคาวเืจาง ๆ ถูกลมพัดเข้ามาแตะจมูกของอวี้เทียน มือทั้งสองข้างของเขากุมาแที่หน้าอกเอาไว้ เขาเงยหน้ามองอวี้เทียน ก่อนที่จะหมดสติไป
อวี้เทียนทำอะไรไม่ถูกจึงเรียกชายชรา
“ท่านตา ดูคนผู้นี้สิขอรับ”
ชายชราค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองชายที่นอนอยู่บนพื้น ก่อนที่จะหันมองอวี้เทียน
“เ้า้าทำอย่างไรกับเขา ?”
คำถามนั้นทำให้อวี้เทียนชะงักไปครู่หนึ่ง
“ท่านตา เหตุใดท่านจึงถามเช่นนั้น คนเจ็บอยู่ตรงหน้า เราก็ต้องช่วยเขาสิขอรับ”
“ช่วยอย่างไร ?” ชายชราถามกลับ
“ข้า..” อวี้เทียนอึกอัก
“เ้าคิดว่าเขาเป็คนดีหรือไม่” ชายชราถามคำถามกับอวี้เทียนอีกครั้ง
“ข้าไม่ทราบขอรับ” อวี้เทียนส่ายหัวไปมา
“หากเขาเป็คนดีก็ว่าไปอย่าง” ชายชรากล่าวต่อ
“แต่ถ้าหากเขาเป็คนไม่ดีละ ? ที่เขาาเ็ร่อแร่มาถึงที่นี่ อาจจะเป็เพราะเขาไปทำเื่ชั่วช้ามา ถึงได้ถูกตามล่า หากเ้าช่วยเขาให้รอดตาย ก็เท่ากับเ้าเป็คนหยิบดาบส่งคืนให้มือสังหาร เ้าพร้อมจะรับ ‘กรรม’ นั้นหรือไม่ ?”
“การช่วยคนหนึ่งคน อาจหมายถึงการสังหารคนอีกนับพันในอนาคต”
คำพูดของท่านตาดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของอวี้เทียน ความสับสนเริ่มก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ เขาจ้องมองไปยังชายชราที่นอนหายใจรวยรินอยู่
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าใครดีใครเลว” อวี้เทียนพึมพำกับตัวเอง
ขณะที่อวี้เทียนกำลังจมอยู่ในห่วงความคิด ชายชราที่ก่อนหน้านอนไม่ได้สติอยู่ ก็ลืมตาขึ้น ดวงตาที่พร่ามัวมองเขาจ้องมองอวี้เทียน
“หนี.. ไป.. พวกมัน.. จะฆ่าเราทุกคน..” พูดจบเขาก็สำลักออกมาเป็เื
“ท่านตา” อวี้เทียนสูดลมหายใจเข้า จิตใจของเขาเริ่มกลับมาจดจ่อกับปัจจุบัน
“ข้าไม่รู้ว่าอดีตเขาเป็ใคร และไม่รู้ว่าอนาคตเขาจะเป็อย่างไร แต่ตอนนี้ เขาคือ ‘หนึ่งชีวิต’ ที่กำลังจะดับสูญต่อหน้าข้า”
“หาก์ตัดสินให้เขาตาย ข้าก็จะขอตัดสินให้เขามีชีวิตอยู่ ภายภาคหน้าหากเขาเป็คนเลว ข้าก็จะหยุดเขาด้วยมือของข้าเอง !”
ชายชราได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหัวเราะร่าออกมา
“ฮ่า ๆ ! เ้าคิดว่าเ้าเป็พระโพธิสัตว์ หรืออย่างไร ?”
“เที่ยวแจกจ่ายชีวิตให้คนอื่นโดยไม่ดูความสามารถของตัวเอง เ้าโง่ ! ในโลกของผู้ฝึกตน ความเมตตาคือยาพิษที่ออกฤทธิ์ช้าที่สุด”
อวี้เทียนไม่ได้ตอบโต้คำถากถางนั้น เขายังคงประคองร่างของคนเจ็บไว้ด้วยมือที่มั่นคง
"ปัง !"
ประตูวัดที่ผุพังถูกลูกเตะอันทรงพลังกระแทกจนหลุดออกจากบานพับ ฝุ่นหนาทึบพุ่งกระจายเข้ามาพร้อมกับเงาร่างนับสิบที่ใส่ชุดรัดกุมสีดำสนิท กลิ่นอายสังหารพุ่งพล่านจนทำให้หยากไย่บนขื่อวัดสั่นไหว
“หึ นึกว่าหนีไปไหน ที่แท้ก็มามุดหัวอยู่ในซากวัดแห่งนี้” ชายชุดดำที่เป็หัวหน้าก้าวออกมา ดาบในมือของเขาอาบไปด้วยปราณสีเขียวเข้มที่ดูน่าขนลุก
“ส่งตัวมันมา !”
“ในเมื่อเ้าเลือกจะแบกรับชีวิตเขา เช่นนั้นข้าจะแสดงให้เ้าดูเองว่า ‘ผลกรรม’ ของมันคืออะไร !”
ยังไม่ทันที่อวี้เทียนจะเข้าใจความหมาย ร่างของชายชราก็พุ่งออกไปดุจลูกธนูที่หลุดจากคันศร ความเร็วของเขานั้นเหนือกว่าที่อวี้เทียนเคยเห็นมาตลอดหลายปี ร่างโงนเงนของชายชราพุ่งเข้าหาคมดาบของเหล่านักฆ่าอย่างไม่คิดชีวิต
“ท่านตา ! หยุดนะขอรับ !” อวี้เทียนะโลั่น
การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เขาเข้าปะทะด้วยกระบวนท่าที่บ้าระห่ำ เขาใช้มือเปล่าหักดาบเหล็กกล้าและซัดฝ่ามือใส่เหล่านักฆ่าจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง
ทว่า ร่างกายที่ร่วงโรยและตรากตรำมานานปีไม่อาจทนทานต่อจำนวนคนที่มากกว่าได้ หัวหน้านักฆ่าอาศัยจังหวะที่ชายชรากำลังจัดการกับลูกน้อง ซัดดาบที่อาบไปด้วยปราณสีเขียวเข้ม ปักเข้ากลางหลังของชายชราทะลุถึงทรวงอก
“ฉึก !”
เวลาภายในวัดเหมือนหยุดนิ่งลง อวี้เทียนเบิกตากว้าง ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหยดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมา
ชายชรากระอักเืคำโตออกมา แต่เขากลับคว้าคมดาบนั้นไว้แน่นไม่ยอมให้หัวหน้านักฆ่าชักออก
“เ้าโง่” ชายชราเค้นเสียงที่แหบพร่าออกมา แววตาที่ขุ่นมัวจ้องมองไปยังอวี้เทียน
“นี่คือ ราคาของความเมตตาที่เ้าเลือก หากเ้าช่วยหนึ่งชีวิต เ้าก็ต้องพร้อมที่จะเสียสละหนึ่งชีวิต เข้าใจหรือยัง”
คำพูดนั้น กรีดลึกเข้าไปในจิติญญาของอวี้เทียน เืของชายชราไหลนองพื้น แต่แทนที่ชายชราจะสิ้นลมหายใจไปในทันที เขากลับะเิหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เืทะลักออกจากปากทุกครั้งที่เขาเค้นเสียงหัวเราะ
ชายชรากลับมาหาหัวหน้ากลุ่มนักฆ่าโดยไม่สนดาบที่ยังปักคาอกอยู่ เขาคว้าคอของมันเอาไว้แน่น แรงบีบมหาศาลทำให้กระดูกคอของหัวหน้านักฆ่าส่งเสียงลั่น
"กร๊อบ !"
“แก แกควรจะตายไปแล้ว !” หัวหน้านักฆ่าเบิกตากว้าง เขามองชายชราด้วยความตื่นตะลึงและพยายามดิ้นรน แต่ปราณสีเขียวในร่างกลับถูกพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นสูบออกไปจนหมดสิ้น
ชายชราไม่ตอบคำ เขาใช้มืออีกข้างคว้าดาบที่ปักอยู่ที่หลังของตัวเอง แล้วกระชากออกมาอย่างแรง ! ก่อนจะวาดเป็วงโค้งตัดผ่านอากาศธาตุ
"ฉัวะ !"
ศีรษะของหัวหน้านักฆ่ากระเด็นหลุดจากบ่าในพริบตาเดียว ชายชราไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เขากระโจนเข้าหาศัตรูที่เหลือ การลงมือของเขาไร้ซึ่งความเมตตา
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างของนักฆ่าชุดดำทั้งหมดก็นอนจมกองเือยู่ภายในวัดร้าง ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง แต่มันเป็ความเงียบที่หนักอึ้งและคาวคลุ้งไปด้วยกลิ่นโลหิต
ชายชราค่อย ๆ ทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง เขาใช้ดาบเล่มนั้นยันกายไว้ แผ่นหลังที่เคยคดงอบัดนี้กลับเหยียดตรงและยิ่งใหญ่อย่างน่าประหลาด เขาหันไปมองอวี้เทียน
“จำไว้อวี้เทียน” น้ำเสียงของเขาเบาลงเรื่อย ๆ ราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่กำลังจะจางหาย
“โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่า ๆ ทุกการตัดสินใจของเ้า มันมี ‘ราคา’ ที่ต้องจ่ายเสมอ”
เขาสูดลมหายใจที่ติดขัดก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “วันนี้ เ้าเลือกช่วยเขา ราคาที่ต้องจ่ายคือชีวิตของข้า นั่นคือ ‘ผลกรรม’ ที่เ้าต้องแบกรับไปชั่วชีวิต อย่าเสียใจที่ทำลงไป แต่จงจำความรู้สึกในยามที่เ้าต้องสูญเสียไว้ให้มั่น”
อวี้เทียนค่อย ๆ เดินเข้าไปหาชายชราและทรุดตัวลงเบื้องหน้าของเขา ชายชรายื่นมือที่หยาบกร้านและชุ่มไปด้วยเืไปแตะที่หน้าอกของอวี้เทียนเบา ๆ
“หากเ้าใช้หัวใจนำทาง เ้าก็ต้องมีกำลังมากพอที่จะปกป้องหัวใจนั้นด้วย หากเ้ามีแต่ความเมตตาแต่ไร้ซึ่งกำลัง เ้าก็จะเป็เพียงคนโง่ ที่พาคนรอบข้างไปตาย แต่หากเ้ามีแต่กำลัง แต่ไร้ซึ่งความเมตตา เ้าก็จะเป็เพียงมารร้ายตนหนึ่งเท่านั้น จงเป็ ‘ผืนฟ้า’ ที่โอบอุ้มทั้งสองสิ่งไว้ และยอมรับผลกรรมของเ้าด้วยแผ่นหลังที่เหยียดตรง”
มือของชายชราค่อย ๆ ร่วงหล่นลงข้างลำตัว แววตาของเขาดูสงบอย่างประหลาด ราวกับคนพเนจรที่หาทางกลับบ้านเจอแล้ว รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของเขา
ในวินาทีสุดท้ายที่สติจะดับวูบลง ภาพของของอวี้เทียนได้เลือนหายไปจากดวงตาของเขา สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือภาพของบ้าน บ้านที่มีแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟฟ้า มีเสียงแว่วของรถยนต์บนถนนคอนกรีต และความวุ่นวายของโลกยุคปัจจุบันที่เขาเคยจากมาเนิ่นนาน
ความเงียบงันที่น่าใจหายก็เข้าปกคลุมวัดสูญกาล หมอกหนาเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาจากทุกทิศทาง ราวกับจะช่วยปิดบังโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น
อวี้เทียนค่อย ๆ ประคองร่างที่ไร้ิญญาของชายชราลงนอนอย่างแ่เบา ราวกับเกรงว่าจะเป็การรบกวนชายชรา
ในวินาทีนั้นเอง ความเศร้าโศกมหาศาลพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจของเด็กหนุ่ม จนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ลำคอของเขาแห้งผากและตีบตัน ไร้ซึ่งสุ้มเสียง ไร้ซึ่งถ้อยคำ เขานั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น มือที่สั่นเทาพยายามจัดแจงเสื้อผ้าของท่านตาให้เรียบร้อย บรรจงเช็ดรอยเืออกจากใบหน้าที่คุ้นเคย ความเศร้าของเขานั้น "เงียบงัน" เสียจนน่ากลัว
มันคือความเ็ปที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายไปแล้ว หยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มนั้น มันร่วงหล่นลงตามแรงโน้มถ่วงของหัวใจที่แหลกสลาย หยาดน้ำตาแต่ละหยดที่ร้อนผ่าวและหนักอึ้ง ร่วงหล่นกระทบลงบนหลังมือที่เย็นชืดของผู้เป็ตา ดวงตาของอวี้เทียนแดงก่ำและสั่นระริก เขามองภาพร่างที่สงบนิ่งตรงหน้าผ่านม่านน้ำตาที่พร่าเลือน ความเ็ปนั้นรุนแรงเสียจนเขาััได้ถึงแรงบีบคั้นที่หัวใจ
เขาอยากจะเรียกชื่อท่านตา อยากจะถามว่าทำไมถึงทิ้งเขาไปแบบนี้ หรืออยากจะขอโทษที่ความเมตตาของเขาเป็เหตุให้ท่านตาต้องจบชีวิตลง แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอแม้แต่คำเดียว
ท่ามกลางหมอกที่ปกคลุม อวี้เทียนก้มลงซบหน้ากับอกของชายชรา น้ำตาไหลซึมผ่านเสื้อผ้าที่ชุ่มเื เขาไม่ได้กรีดร้องด้วยเสียง แต่เขากำลังกรีดร้องด้วยดวงิญญาที่สลายเป็ผุยผงอยู่ในความเงียบงันนั้นเอง