ตอนที่ 51 เทศกาลปล่อยโคมลอย
หลังจากที่เพ่ยอิงเอ่ยขอตัวลากลับจากโรงน้ำชาแห่งนั้นแล้ว เธอก็ได้ให้เหิงซานพาเธอและคนอื่น ๆ กลับไปยังโรงเตี๊ยมหูเตี่ยทันที และเมื่อกลับมาถึงเธอก็ได้เรียกให้เหิงซานเข้ามาพุดคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว
“เหิงซาน ข้ามีคำถามอยากจะถามกับเจ้า” เพ่ยอิงเอ่ยเริ่มบทสนทนาขึ้นมากับเหิงซาน
“ขอรับคุณหนู” เหิงซานตอบรับ
“ครอบครัวของข้าเลี้ยงดูเจ้าดีหรือไม่”
“ดีมากขอรับ”
“แล้วหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่เจ้าได้มาทำงานกับข้าและครอบครัวของข้า เจ้าสบายใจดีหรือไม่”
“ไม่มีวันใดที่ไม่สบายใจเลยขอรับ คุณหนูและครอบครัวดีกับข้ามาก อีกทั้งยังเลี้ยงดูทาสเช่นข้าไม่ต่างจากครอบครัวเดียวกัน” เหิงซานตอบออกมาจากใจจริง
“ดี แล้วถ้าหากข้าให้เจ้าเลือกระหว่างกลับไปเป็นองครักษ์ให้กับองค์รัชทายาทเช่นเดิม กับอยู่คอยทำงานให้กับครอบครัวของข้าเช่นนี้ต่อไป เจ้าจะเลือกทางใด”
“คุณหนู...”
เหิงซานเอ่ยเรียกเพ่ยอิงออกมาพร้อมมองมาที่เธออย่างมีความหมาย
เพราะถ้าหากในตอนนั้นเป็นคนอื่นที่ซื้อตัวของเขาไป คนผู้นั้นคงจะตัดสินใจยกเขาให้กับองค์รัชทายาทตั้งแต่ตอนที่พระองค์มาเอ่ยขอให้เขากลับเป็นองครักษ์เช่นเดิมนานแล้ว ดีไม่ดีอาจจะยกเขาให้กับองค์รัชทายาทแบบไม่รับเงินค่าตอบแทนเพราะเกรงกลัวในอำนาจของพระองค์ก็เป็นได้
ซึ่งต่างจากคุณหนูของเขาที่นอกจากจะไม่ตัดสินใจยกเขาให้กับองค์รัชทายาทภายในทันทีแล้วยังมาให้โอกาสเขาได้ตัดสินใจเลือกด้วยตัวเองเช่นนี้อีก
“เจ้าตอบมาเถิด ข้าเคารพในการตัดสินใจของเจ้า”
“เมื่อก่อนตอนที่ข้ายังเป็นเด็กข้าเคยวาดฝันเอาไว้ว่าข้าอยากจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในครอบครัวที่อบอุ่นได้อย่างมีความสุข แต่มันก็เป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น เพราะข้าเองก็เป็นแค่เด็กกำพร้าคนหนึ่งที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ให้มีชีวิตรอดในแต่ละวันไปให้ได้
จนกระทั่งได้องค์รัชทายาทมาช่วยเหลือและรับข้าไปเลี้ยงดูเพื่อเป็นองครักษ์ข้างกาย” เหิงซานเอ่ยเล่าให้เพ่ยอิงฟังพร้อมกับนึกไปถึงความหลังของเขา
“แต่การเป็นองครักษ์ข้างกายองค์รัชทายาทนั้นก็ไม่ได้ง่ายเช่นเดียวกัน เพราะข้าต้องถูกฝึกฝนและถูกอบรมให้อยู่ภายในกฎระเบียบ ชีวิตของตัวเองก็ต้องอุทิศให้กับผู้เป็นเจ้านายเพียงคนเดียวเท่านั้น
ต้องคอยแบกรับความกดดันต่าง ๆ ที่มี ไม่สามารถมีชีวิตที่สงบสุขได้อย่างเช่นที่ข้าเคยวาดฝันไว้ตอนเป็นเด็ก เจ้านายอยู่ข้าอยู่ เจ้านายตายข้าก็ไม่อาจมีชีวิต จนกระทั่งข้าได้ทำความผิดไม่ที่สามารถปกป้ององค์รัชทายาทได้”
“ความผิดในครั้งนั้นจึงทำให้ข้าตระหนักได้ว่าข้าคงไม่มีความสามารถมากพอที่จะเป็นองครักษ์คนสนิทได้ จึงได้ขอรับผิดโดยการขายตัวเป็นทาส จนกระทั่งข้าได้ถูกคุณหนูซื้อตัวมา ถ้าหากเป็นไปได้ข้าก็อยากจะทำงานให้กับคุณหนูต่อไปขอรับ”
เมื่อเพ่ยอิงได้ยิงสิ่งที่เหิงซานกล่าวออกมาทั้งหมดนั้นก็ทำให้เธอยิ้มออกมาได้
“ถ้าหากเจ้ายังอยากอยู่กับข้าและครอบครัวของข้า เช่นนั้นในวันที่ไปให้คำตอบกับองค์รัชทายาทข้าจะเอ่ยปฏิเสธออกไปเอง”
“แต่ ข้าเกรงว่าหากทำเช่นนั้น คุณหนูอาจจะมีปัญหาทีหลังเอาได้ขอรับ...”
“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้ามีไป๋หู่ อีกทั้งตอนนี้ยังมีชินหลงของ จินฟางเพิ่มขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง ต่อให้เป็นองค์รัชทายาทถ้าข้าไม่ยอม เขาก็จะมาบังคับให้ข้าส่งตัวเจ้าไปให้เขาไม่ได้”
“ขอบพระคุณคุณหนูที่เมตตาขอรับ” เหิงซานกล่าวออกมาด้วยความซามซึ้ง
“เออนี่ แล้วเจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าจะหาผู้ใช้อักขระระดับสีฟ้าขั้นกลางมาจากที่ใดได้บ้าง”
“ผู้ใช้อักขระระดับสีฟ้าขั้นกลางหรือขอรับ ปกติแล้วผู้ใช้อักขระจะทำงานให้กับราชสำนักหรือไม่ก็พรรคใหญ่ต่าง ๆ แต่ที่โรงค้าทาสที่คุณหนูไปซื้อทาสครั้งที่แล้วน่าจะมีผู้ใช้อักขระระดับสีเหลืองอยู่นะขอรับ เพราะป้ายทาสของข้ามาจากที่นั่น”
“อืมเช่นนั้นพรุ่งนี้ก็ค่อยเข้าไปสอบถามหลังจากที่เราซื้อทาสกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช่นนั้นเจ้าไปพักผ่อนเถิด”
“ขอรับคุณหนู”
แล้วในเย็นวันนั้นเพ่ยอิงก็ไม่ได้ออกไปไหนต่อ
เช้าวันรุ่งขึ้น...
วันนี้เพ่ยอิง เหิงซาน และจินฟาง ได้เดินทางออกไปยังตลาดค้าทาส โดยที่น้องเล็กกับเฟิงจูไม่ได้ไปด้วย ซึ่งเธอก็ได้ให้เฟิงจูรับหน้าที่อยู่ดูแลน้องเล็กอยู่ที่โรงเตี๊ยมหูเตี่ย
ซึ่งในการมาตลาดค้าทาสครั้งนี้เพ่ยอิงได้เลือกหาซื้อทาสจากหลาย ๆ ร้าน แต่อย่างไรเสียเธอก็มาได้ทาสจากโรงค้าทาสที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้มากที่สุดอยู่ดี
และหลังจากที่เธอได้เลือกซื้อทาสเสร็จเรียบร้อยแล้ว คนที่คอยดูแลและแนะนำทาสให้ก็พาเธอไปหาผู้ดูแลเพื่อจ่ายเงินและรับป้ายทาส และเมื่อคนผู้นั้นยื่นรายชื่อทาสที่เธอต้องการซื้อให้กับผู้ดูแลแล้วก็ได้ยืนรออยู่เพื่อให้ท่าจูเหว่ยได้เรียกใช้งาน
“อ้าวแม่หนูเซี่ยนั่นเอง” ผู้ดูแลเอ่ยขึ้นเมื่อเงยหน้าขึ้นมามอง และเมื่อเห็นผู้ที่มาซื้อทาสกว่าพันคนในครั้งนี้เป็นเด็กสาวคนเดียวกับที่มาซื้อทาสหลายร้อยคนจากครั้งก่อน
“ไม่คิดว่าผู้ดูแลจูเหว่ยจะจำข้าได้ด้วยเจ้าค่ะ ทั้งที่ข้าเพิ่งจะเคยมาซื้อทาสที่นี่เป็นครั้งที่สอง”
“ข้อต้องจำได้อยู่แล้ว ครั้งที่แล้วเจ้าซื้อทาสไปเสียหลายร้อยคน อีกทั้งครั้งนี้ยังมาหาซื้อทาสไปอีกกว่าพันคน” ผู้ดูแลจูเหว่ยกล่าวออกมาเมื่อจำเด็กสาวที่มาซื้อทาสครั้งที่แล้วได้ และที่จำได้อีกส่วนหนึ่งก็เพราะว่าคนติดตามที่ยืนอยู่ด้านหลังนั่นเอง
“เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นข้าขอใช้เวลาสักครู่ในการตรวจสอบรายชื่อก่อน” แล้วหลังจากนั้นผู้ดูแลจูเหว่ยก็ได้ทำการตรวจสอบรายชื่อแล้วก็ได้จัดการให้ผู้ที่นำรายชื่อทาสมาส่งให้เมื่อสักครู่ไปจัดการเลือกหาป้ายทาสตามรายชื่อทาสมาให้
“รอสักประเดี๋ยวเด็กในร้านก็จะนำป้ายมาให้แล้ว”
“เจ้าค่ะ ท่านจูเหว่ยเจ้าคะ ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนสักหน่อยเจ้าค่ะ”
“เรื่องอะไรหรือ ถ้าข้าช่วยได้ข้าก็จะช่วย” ผู้ดูแลจูเหว่ยเอ่ยตอบกลับมา
“พอดีมีคนที่อยากจะปลดตัวเองออกจากการเป็นทาส ข้าจึงอยากจะให้ท่านจูเหว่ยช่วยเหลือเรื่องผู้ที่จะมาแก้ไขอักขระในป้ายประจำตัวของทาสสักหน่อยเจ้าค่ะ”
“เรื่องนี้นี่เอง ไม่มีปัญหา เพราะปกติแล้วทางโรงค้าทาสแห่งนี้ก็จะมีผู้ใช้อักขระที่เขียนและแก้ไขป้ายประจำตัวทาสสำหรับผู้ที่อยากจะปลดตัวเองออกจากการเป็นทาสอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะมีค่าแก้ไขสักเล็กน้อย แล้วยิ่งป้ายระดับสูงก็จะยิ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้น”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ” เพ่ยอิงตอบกลับไปด้วยความดีใจ
“อืม ตอนนี้ก็มีผู้ใช้อักขระระดับสีฟ้าอยู่พอดีเลย แล้วผู้ใดเล่าที่อยากปลดตัวออกจากการเป็นทาส”
“ดีจริง ๆ เช่นนั้นเป็นคนผู้นี้เจ้าค่ะ เขามีปราณระดับสีฟ้าขั้นกลาง”
“มีปราณระดับสีฟ้าขั้นกลางเลยเชียวหรือ เช่นนั้นก็แย่หน่อย เพราะผู้ใช้อักขระที่อยู่ที่นี่มีถึงระดับสีฟ้าขั้นต้นเท่านั้น” ผู้ดูแลจูเหว่ยตอบกลับเด็กสาวตรงหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็แย่เลยเจ้าค่ะ แล้วผู้ใช้อักขระที่เขียนอักขระป้ายทาสของเหิงซานขึ้นมาเล่าเจ้าคะ” เพ่ยอิงถามออกไปอย่างมีความหวังอีกรอบ
“อืมท่านผู้นั้นหรือ ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าท่านอยู่ที่ใด เพราะที่ท่านเขียนป้ายทาสอันนั้นก็เพียงแต่มีคนมาส่งป้ายประจำตัวทาสมาให้เท่านั้น”
“แล้วพอจะบอกได้หรือไม่เจ้าคะว่าผู้ที่ที่คอยทำหน้าที่ส่งป้ายนั้นเป็นผู้ใด”
“เรื่องนี้ต้องขออภัยแล้วที่ข้าไม่สามารถบอกเจ้าได้”
จะให้ผู้ดูแลจูเหว่ยเอ่ยบอกเด็กสาวตรงหน้าไปได้อย่างไรว่าผู้ใช้อักขระผู้นั้นคือคนของพรรคใหญ่ที่เป็นเจ้าของโรงค้าทาสแห่งนี้ อีกทั้งผู้ใช้อักขระระดับสูงเช่นนั้นใช่ว่าอยากพบก็พบได้ง่าย ๆ ขนาดเขาเองยังไม่เคยพบผู้ใช้อักขระผู้นั้นเลย
“เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขอบพระคุณท่านจูเหว่ยมากเจ้าค่ะ”
แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็มีคนนำป้ายประจำตัวทาสเข้ามาให้ ท่านจูเหว่ยจึงทำการตรวจสอบป้ายทั้งหมดแล้วดีดลูกคิดเพื่อคิดเงิน
หลังจากที่เพ่ยอิงได้จ่ายเงินและรับป้ายประจำตัวทาสมาแล้วก็ได้ให้เหิงซานพากลับไปยังโรงเตี๊ยมที่เธอพักอยู่ เพราะกว่าจะเลือกซื้อทาส ตรวจรับป้ายประจำตัวของทาสเสร็จก็ต้องใช้เวลาไปหลายชั่วยาม
“แย่หน่อยนะจินฟาง แต่ถึงอย่างไรข้าก็จะหาทางช่วยเจ้าให้ได้อยู่ดี” เพ่ยอิงเอ่ยบอกกับจินฟางหลังจากที่กลับมาถึงโรงเตี๊ยมแล้ว
“ไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรข้าก็เป็นทาสของเจ้าอยู่แล้ว”
“แต่ข้าไม่สบายใจนี่นา”
“ขนาดข้ายังไม่ได้คิดอะไรเลย แล้วเจ้าจะมาไม่สบายใจแทนข้าด้วยเหตุใดกันเล่า”
“อืมเอาเถิด อย่างไรเสียในอนาคตอาจจะเจอผู้ใช้อักขระที่มีระดับสูงกว่าเจ้าก็เป็นได้”
แล้วหลังจากนั้นทั้งคู่ก็พูดคุยกันอีกไม่นานแล้วแยกย้ายกันไปพัก
“คุณหนูเจ้าคะ เหิงซานให้มาถามว่าตอนเย็นคุณหนูจะไปเที่ยวเทศกาลปล่อยโคมลอยหรือไม่เจ้าคะ” เป็นเฟิงจูที่เข้ามาถามเธอในห้อง
“หืม มีเทศกาลโคมลอยด้วยหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ ซึ่งที่เมืองหลวงจะจัดขึ้นมาทั้งหมดเจ็ดวัน แต่เหิงซานบอกว่าวันนี้เป็นวันที่มีการจัดเทศกาลปล่อยโคมลอยขึ้นมาเป็นวันสุดท้ายแล้ว” เฟิงจูเอ่ยตอบคำถามของเพ่ยอิง
“ไป ๆ ข้าอยากไป” เพ่ยอิงตอบกลับไปด้วยความกระตือรือร้น
เพราะในความทรงจำของเพ่ยอิงคนเก่า ตั้งแต่ที่เธอเกิดมาเธอก็ยังไม่เคยไปเที่ยวเทศกาลปล่อยโคมลอยเลยสักครั้ง ก็แน่ล่ะเพ่ยอิงคนเก่าไม่เคยออกไปไหนเลยด้วยซ้ำ เธอจึงไม่เคยเห็นเทศกาลปล่อยโคมลอยของที่นี่เลยแม้แต่ในความทรงจำ ไม่รู้ว่าจะเหมือนหรือต่างจากโลกที่เธอจากมา
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นคุณหนูให้ข้าอยู่ช่วยแต่งตัวหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ต้อง ข้าจัดการเองได้ เจ้าไปช่วยหลีตี้เถิด”
“เจ้าค่ะ” เมื่อเฟิงจูตอบรับก็เดินออกไปหาน้องเล็กที่พักอยู่อีกห้องหนึ่งทันที
และในเย็นวันนั้น...
หลังจากที่เหิงซานได้พาเพ่ยอิงกับหลีตี้และคนอื่น ๆ มาถึงสถานที่จัดเทศกาลปล่อยโคมลอยแล้ว ก็ได้จอดรถฟักทองไว้ห่างจากด้านหน้าทางเข้างานไกลพอสมควร
เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่มีการจัดเทศกาลปล่อยโคมลอย ทำให้ผู้คนมากันมากเป็นพิเศษ ถึงแม้ว่าที่นี่ได้มีการจัดหาที่ทางไว้ให้สำหรับจอดรถม้า แต่ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี
ซึ่งสถานที่ที่ใช้สำหรับจัดงานปล่อยโคมลอยนั้นได้ถูกจัดขึ้นมาที่ริมแม่น้ำสายหนึ่งที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง
“น้องเล็กอย่าปล่อยมือออกจากข้านะเข้าใจหรือไม่ เพราะเดี๋ยวเราอาจจะพลัดหลงกันเอาได้” เพ่ยอิงเอ่ยเตือนน้องเล็กขึ้นมาพร้อมกับกระชับมือที่จับน้องเล็กอยู่ให้แน่น ในขณะที่เดินมาถึงด้านหน้าทางเข้างานแล้ว
“ขอรับพี่รอง” น้องเล็กเอ่ยตอบรับออกมาเป็นอย่างดี
แล้วหลังจากที่เพ่ยอิงได้เริ่มเดินเข้ามาด้านในงาน ก็พบว่าทั้งสองข้างทางนั้นก็ได้มีร้านขายขนม ร้านขายของกิน และร้านขายของที่ระลึกอื่น ๆ อยู่ไม่น้อย และร้านที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือร้านขายโคมลอย ซึ่งในแต่ละร้านก็จะมีโคมลอยรูปต่าง ๆ ให้เลือกซื้อ
เมื่อตกค่ำทหารที่คอยทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยก็เข้ามาช่วยกันจุดคบเพลิงขึ้นมาเพื่อให้ความสว่าง
“พี่รองขอรับ ข้าอยากได้โคมลอยรูปไป๋หู่” หลีตี้เอ่ยออกมาพร้อมกับชี้ไปทางโคมลอยรูปเสือขาวจากร้านขายโคมลอยร้านหนึ่ง
เมื่อเพ่ยอิงหันไปมองตามนิ้วของน้องเล็กก็ได้พบเข้ากับโคมลอยรูปเสือขาวตัวหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายกับเจ้าไป๋หู่ในร่างที่เป็นลูกแมวตัวน้อย
“เจ้าช่างตาดีนักน้องเล็ก โคมลอยนั่นเหมือนเจ้าไป๋หูจริง ๆ ด้วย”
“ใช่ไหมเล่าขอรับ เช่นนั้นเราก็ไปซื้อกันเถิด”
หลีตี้เอ่ยออกมาพร้อมกับใช้แรงของตัวเองลากเธอไปด้วย ซึ่งแรงของน้องเล็กนั้นก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะเจ้าตัวก็เป็นผู้ฝึกปราณคนหนึ่งแล้วเช่นกัน แต่เธอเองก็ไม่ได้ยื้อน้องเล็กไว้แต่อย่างไร เดินตามแรงที่น้องเล็กดึงไปแต่โดยดี
“อยากได้โคมลอยชิ้นไหนดีขอรับ ตอนนี้โคมลอยของทางร้านมีเหลืออยู่แค่เพียงเท่านี้แล้วขอรับ แถวล่างราคาห้าอีแปะ แถวกลางราคา สิบอีแปะ แถวบนราคาสิบห้าอีแปะ และด้านข้างทางนี้ยี่สิบห้าอีแปะขอรับ” คนขายโคมลอยรีบเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่ามีคนเดินเข้ามาทางร้านของตนเอง แล้วจากนั้นก็รีบเอ่ยบอกราคาของโคมลอยที่ขาย
“อันนั้นขอรับ” หลีตี้เอ่ยตอบพลางชี้ไปที่โคมลอยรูปเสือขาวที่มีเหลืออยู่แค่เพียงตัวเดียว
“ได้ขอรับ โคมลอยโคมนี่ทางร้านมีเหลืออยู่แค่เพียงโคมเดียวแล้วเท่านั้นขอรับ” คนขายเอ่ยบอกพร้อมกับหยิบโคมลอยมายื่นให้กับน้องเล็ก จากนั้นเพ่ยอิงก็เลือกโคมลอยสำหรับตนเองและผู้ติดตามอีกสามคนก่อนจะจ่ายค่าโคมลอยแล้วเดินออกมาจากร้าน
“ให้ข้าช่วยถือให้ดีกว่านะขอรับ” เหิงซานกล่าวขึ้นมา
“ให้เหิงซานถือให้เถิดน้องเล็ก ที่นี่คนมากนักหากเจ้าเอามือทั้งสองไปถือโคมลอยแล้วจะเอามือไหนมาจับมือข้ากันเล่า”
“แต่...” น้องเล็กมีท่าทีลังเลเล็กน้อย
“เช่นนั้นก็ให้นายน้อยขึ้นมาขี่คอข้าก็ได้ขอรับ” เหิงซานเอ่ยขึ้นมาอีกรอบ
“ได้หรือไม่ขอรับพี่รอง” น้องเล็กหันมาถามความเห็นของพี่รอง ทั้งที่ใจจริงอยากให้พี่รองเอ่ยอนุญาตเป็นที่สุด
“เช่นนั้นก็ฝากด้วยนะเหิงซาน” เมื่อเพ่ยอิงตอบรับออกมาน้องเล็กก็ดีใจออกมาให้เห็นทันทีอย่างออกนอกหน้า แล้วจากนั้นเหิงซานก็จับน้องเล็กขึ้นมาขี่คอตนเอง
“ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถิดน้องเล็ก”
เพ่ยอิงเอ่ยเตือนน้องเล็กออกมาทันทีที่เห็นสีหน้าดีอกดีใจอย่างปิดไม่มิดของเจ้าตัว และอีกเหตุผลหนึ่งของเธอนั้นก็เพราะว่าหากให้น้องเล็กขี่คอเหิงซานแล้วล่ะก็ เธอก็จะไม่ต้องคอยระวังว่าจะพลัดหลงกับน้องเล็ก
“ว้าว ๆ ด้านบนนี้เห็นทางข้างหน้าชัดมากเลยขอรับ ต่างจากที่ข้าเดินเองมองไปทางใดก็เจอแต่ชายผ้าของผู้อื่น” น้องเล็กเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น
“เช่นนั้นข้าจะพาไปยังที่ลอยโคมนะขอรับ” เมื่อทุกคนมีโคมลอยเป็นของตัวเองครบกันแล้วเหิงซานก็เอ่ยบอกว่าจะพาไปยังสถานที่ลอยโคม
ไม่นานนักเหิงซานก็พามายังสถานที่จัดไว้ให้ปล่อยโคมลอยริมแม่น้ำที่ได้ถูกจัดขึ้นมาเป็นสถานที่ปล่อยโคมลอย ซึ่งที่แห่งนี้ก็ได้มีผู้คนมาจุดโคมลอยกันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อจุดโคมลอยมาแล้วเพ่ยอิงก็ได้เอ่ยอธิษฐานขึ้นมาในใจ
‘ขอให้ข้าและทุกคนในครอบครัวมีความสุข ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ธุรกิจที่ทำอยู่และที่กำลังจะทำเจริญรุ่งเรืองและไม่มีอุปสรรคใด ๆ’
เมื่อเอ่ยอธิษฐานเสร็จเธอก็ปล่อยโคมลอยออกไป