บทที่ 56 โรคหัวใจกำเริบ
เยี่ยเจียหูแดงเล็กน้อย เธอกำชายเสื้อด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
เสียงของเขาดังขึ้นอีกครั้ง “ยังจะหลบอีกหรือ”
เธอส่ายหัว
“เข้าไปข้างในเถอะ”
เธอหมุนตัวทันที เปิดประตูแล้วรีบเบียดร่างเข้าไปทางช่องว่าง จากนั้นปิดประตูให้สนิท ทั้งตัวของเธอพิงอยู่กับหลังประตู หัวใจเต้นตุบ ๆ อย่างรุนแรง
จนกระทั่งจิตใจสงบลงอย่างสมบูรณ์ จึงนึกขึ้นได้ว่ากินข้าวเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ล้างชาม เธอจึงเดินออกไปอีกครั้ง
เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องครัว เยี่ยเจียก็รู้สึกประหลาดใจ ‘คนที่ยืนล้างจานอยู่คือฟู่อวิ่นซางเหรอ’
แม้แต่เรื่องง่าย ๆ พอมาถึงมือเขา ก็กลายเป็นงานศิลปะที่สง่างามและประณีต เธอเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติ แย่งชามมาจากมือเขา “จะให้ประธานของหนัวต้ากรุ๊ปทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง...”
“ภรรยาท่านประธานก็ทำได้สบาย ๆ ไม่ใช่เหรอ” เขาขยับตัวให้มีที่ว่างมากขึ้น พูดเย้าแหย่
เยี่ยเจียไม่ค่อยชินกับคำพูดแบบนี้ของเขาสักเท่าไร เธอก้มหน้าเช็ดชามทำเป็นไม่ได้ยินที่เขาพูด
หลังจากล้างชามเสร็จอย่างยากลำบาก เธอคิดว่าจะได้หายใจหายคอสักหน่อย แต่ก็ถูกฟู่อวิ่นซางขวางทางไว้อีกครั้ง กั้นเธอติดผนัง
กลิ่นของเขาหอมมาก
เยี่ยเจียรู้สึกเหมือนกำลังโดนเขาจ้องมองอยู่ จนในที่สุดเธอก็เงยหน้ามองตาเขา ในดวงตามีแววสำรวจ
“คุณกำลังมองอะไรอยู่” เสียงเธอเบามาก
นิ้วยาวของเขาวางลงบนหว่างคิ้วของเธอ กดลงตรงกลางอย่างมีพลัง “อย่าคิดมากเลย แค่จำให้ขึ้นใจว่าคุณเป็นภรรยาของนายฟู่ก็พอแล้ว”
พูดจบ เขาก็หมุนตัวจากไป
ในที่สุดกล้ามเนื้อทั้งตัวของเยี่ยเจียก็ผ่อนคลาย
เธอคลึงหัวคิ้วที่แดงก่ำ ก้าวเท้าอย่างเชื่องช้าเข้าไปในห้องทำงาน วันนี้เธอยังมีเอกสารอีกมากที่ยังไม่ได้จัดการ
ส่วนประโยคสุดท้ายที่เขาพูด เขาคงเห็นว่าเธอยังคงกังวลใจเรื่องบทสนทนาบนรถ
จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่อยากจะคิดมากหรอก แต่ว่าไม่มีทางเลย ความคิดไม่อยู่ในการควบคุมของเธอ
สามวันต่อมา
เลี่ยวเฉินอี้จัดงานศพให้พ่อ
ฟู่อวิ่นซางอนุญาตให้เยี่ยเจียลาล่วงหน้า ทั้งสองเดินทางจากบ้านไปด้วยกัน พร้อมกับผู้ช่วยพิเศษสองคนของฟู่อวิ่นซาง
งานศพจัดที่สุสานหนานเซิน ที่นี่ฝังร่างของบรรพบุรุษตระกูลผู้มีอำนาจในเมืองไห่ จำนวนมาก รวมถึงคุณปู่และคุณตาทางแม่ของฟู่อวิ่นซางด้วย
เยี่ยเจียถือดอกเดซี่สีขาวไปลงทะเบียน พบว่ามีผู้คนมาแล้วจำนวนมาก ก่อนแปดโมง ด้านหน้าโลงศพก็มีดอกไม้กองพะเนินเป็นภูเขาเล็ก ๆ เธอเขียนชื่อลงไป แล้ววางดอกเดซี่ไว้ด้านหน้าโลงศพ คารวะด้วยความเคารพ
ฟู่อวิ่นซางอยู่ด้านหลังเธอ วางดอกเดซี่แล้วไม่ได้ทำอะไร หันหลังเดินจากไป
ข้าง ๆ งานศพมีโบสถ์เล็ก ๆ เป็นที่พักสำหรับแขก
เลี่ยวเฉินอี้กำลังต้อนรับญาติ ๆ อยู่ข้างใน พอเห็นฟู่อวิ่นซางและเยี่ยเจียก็รีบพูดว่า “ขอโทษนะ ผมขอตัวไปอีกด้านหน่อย”
เขาเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาหาทั้งคู่ “คุณฟู่ ไม่คิดว่าคุณจะมาเช้าขนาดนี้”
“ผมแสดงความเสียใจด้วย”
“ผมรู้ จะไม่ทำให้กระบวนการถ่ายทำโฆษณาล่าช้าแน่นอน” เลี่ยวเฉินอี้พูดพลางหัวเราะกลบเกลื่อนความเศร้า
“โฆษณาไม่ต้องรีบ ใช้เวลากับครอบครัวให้มาก ๆ”
“งั้นก็ขอบคุณคุณฟู่ที่เข้าใจนะ ยังมีแขกคนอื่นอยู่ ผมขอตัวก่อนล่ะ”
เขาทำท่าทางให้เธอวางใจ ก่อนจะรีบออกไป ตลอดทั้งงาน เลี่ยวเฉินอี้มองมาที่เยี่ยเจียเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
เขายุ่งจริง ๆ
ทุกคนหวังพึ่งแต่เขาคนเดียว
เยี่ยเจียตั้งใจจะหาที่นั่งกับฟู่อวิ่นซาง แต่เมื่อทั้งคู่เพิ่งจะขึ้นไปถึงชั้นสอง ก็ได้ยินเสียงวุ่นวายจากข้างล่าง เยี่ยเจียตั้งใจจะลงไปดู แต่ถูกฟู่อวิ่นซางดึงไว้ เขาจับไหล่เธอ จำกัดการเคลื่อนไหวไม่ให้เธอขยับไปไหน
เยี่ยเจียงงงัน “ฉันอยากลงไปดูว่ามีอะไรให้ช่วยไหม”
“อย่าไปเพิ่มความวุ่นวาย”
‘ฉันจะไปเพิ่มความวุ่นวายได้ยังไง?’
เยี่ยเจียขมวดคิ้ว เธอรู้สึกเป็นห่วงเลี่ยวเฉินอี้มาก
ฟู่อวิ่นซางจึงพาเธอไปที่ราวกั้นชั้นสอง ที่นี่ทั้งคู่มองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างล่างได้ชัดเจน นักข่าวจำนวนมากวิ่งกรูเข้ามา ถ่ายรูปและยิงคำถามเลี่ยวเฉินอี้จ้าละหวั่น พนักงานรักษาความปลอดภัยเข้าไปไล่ พวกนักข่าวยังขู่ว่าจะเปิดเผยทุกอย่างลงบนอินเทอร์เน็ต
ข้างล่างวุ่นวายไปหมด
เยี่ยเจียอดที่จะอยากลงไปไม่ได้
“เธออยากให้พวกนักข่าวพวกนี้ขุดประวัติทั้งหมดของเธอเหรอ” น้ำเสียงของฟู่อวิ่นซาง เย็นเยียบ ความอดทนของเขาถึงขีดจำกัดแล้ว “ฉันปล่อยเธอได้นะ แต่คิดให้ดีกับผลที่จะตามมา”
“แต่ว่า เลี่ยวเฉินอี้เขาอยู่คนเดียว...” เธอกัดริมฝีปาก
“ถ้าจัดการเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ไม่ได้ เขาก็ไม่ต้องอยู่ในวงการบันเทิงแล้ว”
เยี่ยเจียคิดว่าสิ่งที่เขาพูดก็มีเหตุผล แต่ก็ยังค่อนข้างเป็นห่วงเลี่ยวเฉินอี้อยู่
บางทีอาจเป็นเพราะแววตาของเธอมีการร้อนรนจนทำให้เลี่ยวเฉินอี้ที่อยู่ด้านล่างรู้สึกได้ เขาจึงเงยหน้าขึ้นมาหา สายตาของทั้งคู่ปะทะกันชั่วขณะ ชายหนุ่มส่ายหน้าให้เธอ บอกเป็นนัย ๆ ว่าอย่าลงมาชั้นล่างเด็ดขาด
หลังจากนั้น เขาก็หลอกล่อนักข่าวส่วนหนึ่งก่อน ให้ผู้จัดการพาพวกเขาออกไปจากที่เกิดเหตุ จากนั้นก็ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยควบคุมนักข่าวอีกส่วนหนึ่งไว้ แล้วแจ้งตำรวจทันที
ตลอดทั้งกระบวนการ เขาให้คนถ่ายวิดีโอไว้แล้ว
เยี่ยเจียวางใจได้ในที่สุด
เลี่ยวเฉินอี้จัดการได้ดีมากจริง ๆ แต่นักข่าวบางคนก็ยังถ่ายรูปได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรูปของเธอกับฟู่อวิ่นซาง
เธอก็ไม่รู้ว่าควรจะผิดหวังหรือโล่งใจกันแน่ หรือไม่ก็มีความรู้สึกทั้งสองอย่าง
หลังจากเข้าร่วมงานศพนานพอสมควร ทั้งคู่ก็เตรียมตัวจะกลับ แต่จังหวะที่กำลังจะเดินออกจากเนินสุสานนั้น แต่ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก รถทุกคันจอดอยู่ที่ตีนเขา ระยะทางอย่างน้อยก็ราว 20 นาที ถึงแม้จะมีร่ม ก็ยังคงหนาวสั่นได้
เยี่ยเจียเป็นโรคหัวใจ ทนฝนตกหนักแบบนี้ไม่ไหวเลย ฟู่อวิ่นซางถอดสูทคลุมไหล่ให้เธอ โอบเธอแน่นด้วยแขนทั้งสองข้าง ปกป้องเธอกลับไปที่โบสถ์ “ถ้ารู้สึกไม่สบายตัวต้องบอกฉันทันทีนะ เข้าใจไหม”
เธอพยักหน้าด้วยใบหน้าซีดเซียว
พายุฝนโหมกระหน่ำ อากาศชื้นและหนาวเย็นเป็นพิเศษ ร่างกายของเธอปรับตัวไม่ค่อยทัน
ฝนยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เยี่ยเจียค่อย ๆ รู้สึกว่าเริ่มหายใจไม่ออก เธอดึงแขนเสื้อของฟู่อวิ่นซางเบา ๆ “ไม่สบาย...”
ฟู่อวิ่นซางหยิบยาออกมาจากสูทของเขาทันที เปิดขวดน้ำที่พกติดตัวมา ป้อนยาให้เธอ หลังจากกินยาแล้ว สีหน้าของเยี่ยเจียก็ดูดีขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าฝนยังตกหนักแบบนี้ เธอคงทนไม่ไหวแน่ ๆ
อุณหภูมิลดลงฮวบฮาบ ร่างกายเธอสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง
เลี่ยวเฉินอี้ที่เปียกปอนกลับมาจากข้างนอก ถอดสูทออกแล้วหยิบผ้าห่มที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อยื่นให้เยี่ยเจีย
“ขอบคุณ...” เธอพูดเสียงอ่อนแรง
“ผมหาหมอแถวนี้ไม่เจอเลย ถึงจะเรียกรถพยาบาล พวกเขาก็ต้องรอให้ฝนหยุดตกก่อนถึงจะขึ้นมาได้” เลี่ยวเฉินอี้มองเธอด้วยความเป็นห่วง กำมือแน่น
เยี่ยเจียได้ยินแล้วหัวเราะเบา ๆ “ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอก ตอนฝนตกครั้งก่อนฉันก็ไม่เป็นไร อาจจะเพราะช่วงนี้ร่างกายอ่อนแอกว่าปกติ”
ฟู่อวิ่นซางกุมมือเธอไว้ เยี่ยเจียมองเขาแล้วยิ้ม ครั้งนี้เธอไม่ได้หลบตาเขาอีกแล้ว
หัวใจของเขาเจ็บแปลบขึ้นมาทันที
เขาเป็นห่วงว่าหัวใจดวงนั้นในร่างกายเธอจะแข็งแรงหรือเปล่า แต่… เขาก็เป็นห่วงเยี่ยเจียคนนี้ด้วย...
ร่างในอ้อมกอดของเขาสั่นเทาเล็กน้อย เขาได้สติแล้วกอดเธอแน่นขึ้น “ยังหนาวอยู่หรือเปล่า”
เธอพยักหน้าเบา ๆ
เขาก้มลงมอง ใบหน้าของเธอซีดขาวยิ่งกว่าเมื่อครู่ ยาแค่บรรเทาอาการได้ชั่วคราว เท่านั้น อุณหภูมิที่ลดลงอย่างฮวบฮาบต่างหากที่เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้หัวใจของเธอไม่สบาย
เสียง ‘ซ่า ๆ’ ยังคงดังต่อเนื่อง
เยี่ยเจียรู้สึกว่าตัวเองหายใจลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ สายตาพร่ามัว เธอเหมือนจะล้มลงในอ้อมกอดของฟู่อวิ่นซาง จากนั้นก็รู้สึกเลือนลางไปหมด
“เยี่ยเจีย! เยี่ยเจีย!”
เธอได้ยินเสียงของเลี่ยวเฉินอี้อย่างคลุมเครือ เขาฟังดูร้อนรนและกระวนกระวาย เธออยากจะตอบกลับไป แต่กลับพูดอะไรไม่ออก