ณ ค่ายพักทัพหลวงยามดึกกลับร้อนระอุขึ้นมาทันตาเห็น เมื่อจอมทัพแห่งสุวรรณโคมคำเดินนำเจ้านางซอมพอเข้ามาในเขตพลับพลาหลวง ด้วยสีหน้าบึ้งตึง ดาบหลูบคำเล่มใหม่ในพระหัตถ์ยังคงมีคราบเลือดติดอยู่ ทหารเวรยามต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาคมปลาบ ที่แผ่รังสีอำมหิตออกมา อย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
เจ้าแสนเมืองสิงห์แลเจ้าโยนยางคำ ที่กำลังนั่งล้อมวงสนทนาเรื่องการแบ่งปันเสบียงช่วยชาวบ้าน ถึงกับต้องรีบรุกขึ้นยืน เมื่อเห็นสหายรักเดินเคียงคู่มากับเจ้านางซอมพอ ท่ามกลางเสียงเอะอะตึงตังของทหาร ที่ลากตัวคนร้ายมือกุดเข้ามากลางลานพลับพลา
"เกิดเรื่องอันใดขึ้นฤาอินทร์ถวาย! แล้วนั่น...แม่ญิงผู้นี้?…นางเป็นใครกันฤา" แสนเมืองสิงห์เอ่ยปากถามด้วยความฉงน แต่พอเห็นแผลที่ข้อมือของคนร้าย แลลูกดอกอาบยาพิษในมือทหารยาม เขาก็หน้าถอดสีทันที
"มีหนอนบ่อนไส้ปะปนอยู่ในกองทัพกู!" เจ้าขุนอินทร์ถวายตวาดเสียงก้อง "มันแฝงตัวมาเป็นแรงงาน เล็ดลอดสายตาของพวกมึงทุกคน มันเข้ามาประชิดตัวกูถึงกำแพงเวียงชัย! หากมิได้เจ้านางซอมพอแห่งเวียงสรวงช่วยกูไว้ ป่านนี้กูคงกลายเป็นศพเฝ้าน้ำของไปแล้ว"
คำประกาศนั้นทำเอาเหล่าสหายต่างมองเจ้านางซอมพอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความประมาทเลินเล่อที่เคยพูดจาหยอกล้อล่วงเกินต่อแม่ญิงก้นครัวมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความสำนึกในบุญคุณ และความทึ่งในสติปัญญาของสตรีจากเวียงสรวง
"ไอ้สองคนนี้มันแฝงตัวมากับกองทัพของหน่วยใด?" เจ้าขุนอินทร์ถวายหันไปถามนายทหารยาม
"ทูลพระบาทเจ้า...พวกมันแฝงมากับขบวนทาสตะพุ่นหญ้าช้าง[16]พระเจ้าข้า แต่พวกมันหาใช่ทาสไม่ พวกมันปลอมตัวเข้ามาพระเจ้าข้า!"
สิ้นคำรายงาน สายตาทุกคู่พุ่งตรงไปยังเจ้าพรหมเสก ผู้มีหน้าที่ดูแลทัพช้างแลกองกำลังบำรุงสัตว์พาหนะ เจ้าพรหมเสกถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวลงคุกเข่ากลางลานในทันที เพราะในกองทัพที่มีกฎเหล็กเช่นนี้ การปล่อยให้มีมือสังหารแฝงตัวเข้ามากับหน่วยที่ตนรับผิดชอบนั้น ถือเป็นความผิดมหันต์ฐานละเลยหน้าที่
"ไอ้พรหม!" เจ้าขุนอินทร์ถวายเรียกนามน้องชายต่างมารดาด้วยเสียงอันดุดัน "มึงคุมทัพช้าง มีอำนาจสิทธิ์ขาดในหน่วยของมึง แต่เหตุใดมึงถึงได้ปล่อยให้ไอ้พวกไส้ศึกโจรป่า แฝงตัวเข้ามาทำลายกูได้ถึงเพียงนี้!"
"ข้าพเจ้าขอประทานอภัยพระเจ้าข้า ข้าตรวจตราไม่ถ้วนถี่ คิดว่าเป็นเพียงแรงงานกระเหรี่ยงที่มาช่วยเสริมแรงงาน หาคิดไม่ว่าจะเป็นนักฆ่าที่แฝงกายมาทำร้ายเจ้าพี่" เจ้าพรหมเสกเสียงสั่นพร่า
"ในศึกสงคราม ความประมาทเพียงนิดคือความตายของคนทั้งกองทัพ!" เจ้าขุนอินทร์ถวายยกดาบขึ้นชี้หน้า "กูจะยังไม่ลงโทษมึงยามนี้ เพราะศึกหนานเยว่ยังรอเราอยู่ข้างหน้า แต่กูจักคาบโทษลงทัณฑ์มึงไว้ หากในเจ็ดวันข้างหน้านี้มึงยังหาตัวไอ้คนสั่งการนามว่าพะตี่เซเกอมาให้กูไม่ได้ หรือมีเรื่องผิดพลาดในทัพช้างอีกแม้เพียงมดกัด…มึงคงรู้นะว่า โทษที่มึงจะต้องรับไปนั้นเป็นเช่นไร!"
เจ้าพรหมเสกรีบกราบน้อมรับพระบัญชาด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะถอยออกไปสั่งการทหารออกล่าตัวมือสังหารที่เหลือรอดทั่วทั้งเวียงชัย
เมื่อความวุ่นวายเริ่มสงบลง เจ้าขุนอินทร์ถวายหันกลับมามองเจ้านางซอมพอที่ยังคงยืนอยู่เคียงข้าง แววตาที่ดุดันเมื่อครู่กลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด จนเจ้าแสนเมืองสิงห์ต้องแอบศอกใส่เจ้าโยนยางคำเป็นเชิงบอกว่า 'ดูสิ...เสือกลายเป็นแมวไปเสียแล้ว'
"เจ้านางซอมพอ...คืนนี้เจ้าจงพักที่เรือนรับรองข้างพลับพลาพี่เถิดหนา พี่จะจัดทหารล้อมคอกตรวจตราให้หนาแน่นที่สุด" ทรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ผิดกับตอนที่คุยกับเจ้าพรหมเสกราวกับคนละคน
เจ้านางซอมพออมยิ้มบาง ๆ "พระองค์มิต้องทรงลำบาก พลับพลาเวียงสรวงนั้นปลอดภัย เจ้าหาญเองก็คงไม่ปล่อยให้ตัวข้าเจ้าต้องเป็นทุกข์ ฝ่าพระบาทเจ้า อย่าได้ทรงวิตกกังวล จนทำให้ตัวข้าเจ้าต้องตกเป็นภาระแก่ผู้ใดเลยหนา อีกอย่าง พระองค์อย่าได้ทรงกริ้วเจ้าพรหมเสกนักเลยเจ้าข้า สงครามมักมีช่องโหว่เสมอ ตัวพระองค์เองก็คงมีศัตรูที่หมายเอาชีวิตอยู่ไม่น้อย วันนี้พระองค์เพียงโชคดี ที่มีข้าเจ้าที่เป็นคนช่างสังเกตอยู่ด้วยในยามเกิดภัย แต่หากยามอื่นที่พระองค์อยู่เพียงลำพังเล่า เรื่องอะไรก็ย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น อย่าโทษโยนผิดให้เจ้าพรหมเสกต้องแบกรับเลยหนาเจ้าคะ"
เจ้าขุนอินทร์ถวายไม่ได้ตอบอันใด เพียงแต่ทอดสายตามองนางด้วยความหลงใหลเป็นเท่าทวีคูณ ความเด็ดเดี่ยวและความมีเมตตาของนางในค่ำคืนนี้ ได้ปักธงลงกลางใจจอมทัพผู้ไร้รักคนนี้อย่างถาวรเสียแล้ว
เจ้าพรหมเสกที่ปกติแล้วจะขึ้นชื่อเรื่องความนิ่งครึมดุดัน ในยามนี้เมื่อถูกคาบโทษ แลเสียหน้าต่อหน้าเหล่าจอมทัพ ความโกรธแค้นจึงพุ่งพล่านดั่งภูเขาไฟ ที่พร้อมจะระเบิดออกมา ไอ้คนชั่วที่ก่อเรื่องบัดนี้เท่ากับมันเดินทางมาถึงที่ตายเสียแล้ว
ท่ามกลางสายฝนแรกของปี ที่เริ่มโปรยปรายลงมาเป็นสาย ราวผืนม่านที่คลี่ลงปกคลุมผืนไพร เจ้าพรหมเสกภายใต้ผ้านุ่งเกงหม่ำสีดำลายทอง เผยรอยสักขากร่อมลายสัตว์โบราณแลมนตราอักขระศักดิ์สิทธิ์ ยืนกำด้ามดาบคู่แน่นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปน ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธที่ถูกลูบคม เขาไม่ได้นำพลรบนับร้อยไปให้ศัตรูแตกตื่น แต่กลับเลือกทหารเสือคู่ใจเพียงห้านาย ลอบเร้นฝ่าความมืดไปยังปางควายเก่านอกเวียง เป็นแหล่งกบดานที่สายลับรายงานมา
"พวกมึงจำไว้...ใครขัดขืนให้ฆ่าทิ้งทันที แต่ไอ้คนที่ดูเหมือนจะเป็นคนร้าย กูจะเด็ดหัวมันด้วยมือของกูเอง!" เจ้าพรหมเสกคำรามเสียงต่ำ
ตึง! เสียงบานประตูไม้เก่าถูกถีบจนกระเด็นหลุดจากบานพับ ด้วยแรงมหาศาลของเจ้าพรหมเสก เขาพุ่งตัวเข้าไปในโรงเก็บเฟืองราวกับพยัคฆ์ร้าย ท่ามกลางเสียงร้องตกใจของไอ้มือสังหารกระเหรี่ยง ที่กำลังหลบซุ่มนอนอุ่นอยู่กับสหายที่ลอบให้ความช่วยเหลือกันท่ามกลางคืนวันฝนพรำ
"พะตี่เซเกออยู่ไหน!"
เจ้าพรหมเสกมิรอคำตอบ ดาบในมือตวัดวูบตัดลำคอของชายผู้หนึ่ง ที่พยายามจะคว้าดาบขึ้นมาต่อสู้กับพระองค์ เลือดสีข้นสาดกระจายเปรอะใบหน้าของเจ้าพรหมเสก ยิ่งเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวให้ชายผู้นี้ ราวกับเป็นพญายักษ์ในร่างคน
ทหารแกร่งทัพช้างบุกเข้าตะลุมบอนอย่างบ้าคลั่งกับคนที่เหลือ เสียงดาบกระทบกันและเสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วโรงเก็บเฟือง มิได้ทำให้ควายในคอกแตกตื่น พวกมันเพียงแค่กระดิกหูแกว่งหาง ราวกับไม่อีหละต่อความตายที่อยู่ใกล้ตัว เจ้าพรหมเสกพุ่งเป้าไปที่ชายร่างผอมสูง ที่สวมเสื้อผ้าเนื้อดีกว่าคนอื่น มันพยายามจะปีนหนีออกทางหน้าต่างเยี่ยงสุนัขที่จนตรอก ไม่สนใจแม้กระทั่งสหายที่ช่วยชีวิตแลให้ที่หลบซ่อนแก่มัน
"จะหนีไปไหน ไอ้หนอนสกปรก!"
เจ้าพรหมเสกพุ่งตัวเข้าตะครุบขาของมันไว้ได้ ก่อนจะลากตัวมันลงมากระแทกกับพื้นดินอย่างแรง แล้วทรงขึ้นคร่อมร่างมันไว้ มือหนาบีบคอศัตรูจนตาถลน
"มึงใช่ไหมที่ไปลอบฆ่าเจ้าขุนอินทร์ถวาย? มึงใช่ไหมที่ทำให้กูต้องโดนอาญา! มึงคงไม่รู้ใช่ไหม ว่ากูเป็นใคร ถึงได้กล้าใช้กองรบของกูก่อเรื่องชั่วช้า"
มันผู้นั้นพยายามจะพ่นน้ำลายใส่หน้า แต่เจ้าพรหมเสกไวกว่า เขาฟาดสันดาบเข้าที่กรามของมันจนฟันร่วงหลุดออกมาหลายซี่ ก่อนจะถ่มน้ำลายรดหน้ามันด้วยความรังเกียจ พร้อมกับยกเท้าขึ้นเหยียบอกของมันไว้
"อย่าเพิ่งรีบตาย...กูจะลากมึงไปให้เจ้าพี่กูแล่เนื้อเถือหนังมึงออกทีละชิ้น ให้มึงรู้ซึ้งว่าการที่มึงบังอาจล่วงเกินเจ้าขุนอินทร์ถวายนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยสิ่งใด!"
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เจ้าพรหมเสกก็ควบม้ากลับมายังพลับพลาหลวง พระองค์ล่ามเชือกไอ้มือสังหาร แล้วปล่อยให้ม้าลากร่างของมันมากับพื้นดิน ร่างกายของพระองค์นั้นอาบไปด้วยเลือดของศัตรูแลน้ำฝนที่เย็นเฉียบ พระองค์ลงจากหลังม้า แล้วกระตุกเชือกเบา ๆ ร่างที่บอบช้ำนิ่งไปแล้ว จนทหารติดตามของเจ้าพรหมเสก ต้องแบกหามร่างของมันมาโยนลงต่อหน้าเจ้าขุนอินทร์ถวายแลสหายกลางพลับพลาสมาคม
[16] ตะพุ่นหญ้าช้าง : (โบ) น. โทษอาญาหลวงสมัยโบราณ; คนที่ถูกลงโทษให้เกี่ยวหญ้าเลี้ยงช้าง.
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH