เช้าวันต่อมา ขบวนเสด็จกลับของวงศาพนาญาติแห่งอาณาจักรอัลดินเริ่มเคลื่อนตัวตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง สัมภาระหลายอย่างถูกเก็บจัดอย่างเป็นระเบียบ สาวใช้น้อยใหญ่วิ่งวุ่นวนไปมายิ่งกว่าเสียตอนที่พวกเขามาถึงเพราะขบวนเดินทางกลับของทั้ง 3 คณะนั้นกลับพร้อมกันทั้งหมด
ส่วนทางด้านไอรีนเองก็เช่นกัน แม้จะไม่ได้วุ่นวายเช่นคนอื่น แต่ก็ต้องวุ่นวายใจเมื่อต้องรับฟังคำสั่งเสียสุดท้ายของสุลตาน่าแห่งอัลดิน
“อย่าทำเหมือนจะร้องไห้เช่นนั้นสิจ้ะ” นางยิ้มกว้าง พร้อมลูบผมสาวน้อยเบาๆ “นี่มันก็เป็นแค่ยาบำรุง เพียงแต่ชาร์ลไม่ค่อยชอบยอมกินยาก็เท่านั้น” นางพูดเสียงนิ่ม ก่อนจะหัวเราะ
“นี่เจ้าคงไม่คิดว่าข้าจะมอมยาลูกชายตัวเองหรอกใช่ไหม” หล่อนถามเสียงสูง
ไอรีนส่ายหัวพรืด “ไม่ใช่เช่นนั้นนะเจ้าค่ะ เพียงแต่...” ร่างบางก้มหน้างุด อย่าไม่รู้จะทำอย่างไรดี
“ข้าไม่คิดว่าข้าจะทำให้ท่านชาร์ลดื่มมันได้น่ะค่ะ” เธอพูดเสียงแผ่ว คาเมลได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะขบขัน มือเรียวจับมือของหญิงสาวตรงหน้าขึ้นมา ก่อนอีกมือจับคางเรียวของไอรีนให้เชิ่ดขึ้น
“ไอรีน มองหน้าข้า” แม้จะเป็นคำสั่งแต่คาเมลก็พูดได้อย่างนิ่มนวล
“หญิงสาวอย่างเราๆมีหลากหลายวิธีที่จะทำให้ชายหนุ่มที่แสนจะกำยำและแข็งกร้าวนั้นอ่อนลงได้อย่างง่ายดาย” คาเมลยิ้มเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับไอรีน
“โดยเฉพาะชาร์ล ยิ่งแข็งเท่าไหร่ ยิ่งง่ายเท่านั้น” หล่อนพูด ขณะที่ไอรีนกระพริบตาปริบๆอย่างตั้งใจฟัง
“ยิ่งเขาแข็งกร้าว ยิ่งหมายถึงเขาไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับความอ่อนโยน และนั่นแปลว่าเจ้าต้องอ่อนโยน ให้ได้มากเท่ากับความแข็งกร้าวของเขา” สุลตาน่าปล่อยร่างบางออกจากตัวหล่อน
“แต่ข้า..” ไอรีนเอ่ยเสียงอ่อย เธอไม่มีความมั่นใจสักนิดว่าจะทำตามสิ่งที่ผู้หญิงตรงหน้าประสงค์ได้
“เอาล่ะ.. ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว รอบหน้าข้าจะมาตรวจสอบว่าเจ้าทำตามที่ข้าบอกหรือเปล่า” คาเมลบอกเหมือนตั้งใจเพิกเฉยเสียงท้วงติงของไอรีน
“และข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะจ้ะ.. ไอรีน” หล่อนพูดอย่างอ่อนโยนตบท้าย ทำให้คนถูกฝากความหวังนั้นถึงกับพูดไม่ออก ร่างบางทำได้เพียงมองแผ่นหลังของหญิงสาวสูงศักดิ์ที่เดินจากไป แต่ทิ้งภาระที่ยากแสนยากไว้ให้เธอ...
“ทำอย่างไรก็ได้ ให้ชาร์เลโอดื่มยาที่ข้าปรุงขึ้น เจ้าต้องอยู่ดูให้มั่นใจว่าเขาดื่มมัน และที่สำคัญห้ามให้เขารู้ตัว” นั่นคือคำสั่งภารกิจที่ดูเหมือนจะง่ายดาย แต่การที่ “ห้ามให้เขารู้ตัว” ทำให้เธอกลัวที่จะทำมัน
ร่างบางห่อไหล่เล็กอย่างหาทางออกไม่ถูก ตากลมจ้อมองขวดยาใสในมือพลางสงสัยว่ามันคือตัวยาอะไรกัน และทำไมเธอจึงต้องให้เขาดื่มโดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะคิดสงสัยไป เธอเองก็คงไม่มีวันรู้ อย่างน้อยๆเธอก็มั่นใจได้ว่ามันต้องไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน
ก็ท่านคาเมลเป็นมารดาของท่านชาร์ลนี่นา...
ระหว่างการเดินทางกลับของชาร์เลโอ กองคณะบางส่วนออกเดินทางตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง ในขณะที่ลูกน้องอีกกลุ่มหนึ่งถูกแยกไว้เพื่อให้เฝ้าระวังการเคลื่อนไหว และส่งข่าวให้พวกเขา
ชาร์เลโอตัดสินใจว่าจะต้องทำลายพวกกลุ่มกบฎนี้ให้รวดเร็วและรัดกุมที่สุดก่อนที่พวกมันจะรู้ตัว ดูจากลักษณะและกองกำลังของฐานทัพอีกไม่นานพวกมันก็คงเริ่มที่จะโจมตีนครซาบาห์อย่างแน่นอน และไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม.. การกระทำเช่นนั้นเขาจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด!
“เดี๋ยวกลับไป ข้าขอเวลา 2 วันจัดการเคลียร์ทุกอย่างแล้วจะไปหาเจ้า” ชารีฟพูดขึ้น แม้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชาร์เลโอกำลังคิดที่จะทำอะไรอยู่ เขาเป็นเพื่อนกับชีคหนุ่มคนนี้มาตั้งแต่มันครองซาบาห์ใหม่ๆ
ไอ้หน้าเหี้ยมๆแบบนี้.. มีเฉพาะตอนจะออกรบเท่านั้นล่ะ..
“หากไม่มีเจ้าข้าคงปกครองซาบาห์ไม่ได้นานขนาดนี้” เขาเอ่ยขึ้นเรียบๆ ประโยคที่เหมือนกล่าวขอบใจทำให้อีกคนเกือบสำลักน้ำลายตัวเอง
“เฮ้ย! ไม่ต้องพูดอะไรทำนองนั้นก็ได้เว้ย ข้าขนลุก” ชารีฟหัวเราะก๊ากจนไหล่กระเพื่อม เขาเองก็ไม่ชินกับคำพูดดีๆที่หลุดออกมาจากปากชาร์เลโอสักเท่าใดนัก เพราะอีกฝ่ายมักจะพูดออกมาทื่อๆและทำหน้าตายเป็นประจำ อีกอย่างเขาเองช่วยชาร์เลโอเพราะเป็นเพื่อนกันมานาน แล้วก็ไม่ได้ช่วยฟรีเสียหน่อย หลังจบงานใหญ่ๆแต่ละครั้งทั้งทรัพย์สินเงินทองต่างๆนานา ก็ถูกขนมาเก็บไว้เลี้ยงเมียเลี้ยงลูก และแจกจ่ายชาวบ้านเป็นประจำ
“หึ..” เสียงทุ้มหัวเราะในลำคอ มุมปากบนใบหน้าหล่อเหลาถูกยกขึ้น แม้ว่าสายตาคมนั้นจะยังคงดุอยู่เช่นเคย “ข้าก็แค่อยากจะพูดขอบใจก็เท่านั้น” เขาพูดต่อ ครั้งนี้เป็นฝ่ายชารีฟเองบ้างที่ต้องหัวเราะหึๆ
“แล้วเจ้าจะร่ายประโยคยาวๆทำไมวะ” เขาแซวอีกฝ่าย ทั้งๆที่ก็รู้อยู่แล้วว่าชีคชาร์เลโอนั้นเก่งทุกอย่าง ยกเว้นการแสดงออกทางด้านอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง
ชาร์เลโอไม่ตอบ เขาทำเพียงบังคับม้าต่อไปอย่างเงียบๆเพื่อกลับให้ถึงราชวัง แว่บหนึ่งภาพใบหน้าหวานมนของหญิงสาวที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนางสนมเอกของเขาก็ผ่านเข้ามา.. ชาร์เลโอไม่ได้รู้ตัวเลยว่ายามที่เขานึกถึงเธอคนนั้น นัยน์ตาแข็งกร้าวที่ดุดันอยู่เสมอ กลับกลายเป็นความอ่อนโยนที่แฝงอยู่ภายในแม้ว่าเขาจะพยายามปิดมันสักเพียงใด
สมองไม่ยอมรับรู้ความรู้สึก.. แต่ปฎิกิริยาของหัวใจและร่างกายตนเองนั้นได้สั่นไหวไปหมดแล้ว..
“แม้ร่างกายเจ้าจะต้องเป็นของเขาไอรีน.. หาใช่หัวใจเจ้าไม่”
ประโยคจับใจที่ปักลงบนอกก็เรียกสติของร่างสูงให้กลับมาทันที ชาร์เลโอชักสายตากลับเข้าหาตัวเองก่อนจะสะบัดศีรษะน้อยๆ แม้จะทำเหมือนไม่สนใจ แต่ความจริงแล้วปฎิเสธไม่ได้เลยว่าประโยคเพียงประโยคเดียวจากชายผู้นั้นกระแทกความรู้สึกของเขาเข้าอย่างจัง
ช่างประไร.. อย่างไรข้าก็ไม่เคยอยากได้หัวใจของผู้หญิงไร้ค่าคนนั้นอยู่แล้ว.. ชีคหนุ่มบอกกับตัวเอง แต่แล้วคำถามในใจที่ถูกกดไว้ซ่อนลึกกับโผล่ขึ้นมาอย่างง่ายดาย..
จริงหรือ..
เหล่าพระญาติทั้งหลายกลับกันไปเสียหมดแล้วตั้งแต่เมื่อบ่าย ทำให้ราชวังที่ครึกครื้นมา 2-3 วัน ถึงกับเงียบลงถนัดตาในช่วงเวลาพลบค่ำ เสียงฝึกซ้อมของทหารกองกำลังตั้งแต่เช้าตรู่เริ่มขึ้นมา 2 วันแล้ว เสียงกึกก้องพร้อมเพรียงกันดังแว่วผ่านเข้ามาภายในราชวัง ทั้งๆที่พวกเขาฝึกซ้อมกันห่างออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตรแท้ๆ
ร่างบางเดินเล่นทอดน่องอยู่หน้าคฤหาสน์ใหญ่ ชื่นชมบรรยากาศยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ลมยามเย็นที่เริ่มหนาวขึ้นพัดกระทบร่างอรชน ขนที่ลุกตั้งชันทำให้ไอรีนต้องยกมือลูบแขนเรียว
“ยืนตากลมแบบนั้นเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอกไอรีน” เสียงเพื่อนสาวตะโกนดังมาจากภายในตัวคฤหาสน์ คามิล่าที่เดินผ่านมาชะเง้อมองหญิงสาวอีกคนที่ยืนตัวสั่นน้อยๆอยู่ด้านนอก หล่อนส่ายหัวอย่างไม่เข้าใจว่าไอรีนคิดอะไรอยู่
“ข้าก็ว่าจะกลับเข้าไปแล้วล่ะ” เธอตะโกนตอบคามิล่า ก่อนจะหันตัวกลับเพื่อเดินเข้าคฤหาสน์ไปหาอีกฝ่าย
“เจ้านี่ล่ะก็ ขยันออกมาชมบรรยากาศเสียจริง” คามิล่าพูดต่อ ขณะเดียวกันไอรีนก็ยิ้มบางๆให้เธอ
“ใกล้หน้าหนาวแล้วนี่ ไม่รู้ว่าจะได้ออกมาอีกเมื่อไหร่” ไอรีนบอกบ้าง คามิล่าพยักหน้าหงึกๆเห็นด้วยกับหญิงสาว
“จริงด้วยสินะ...” เธอพึมพำบ้าง
หน้าหนาวของซาบาห์ทุกปี จะมีช่วงหนึ่งที่อากาศหนาวและเย็นจัดมากกว่าปกติในช่วงกลางคืน และช่วงกลางวันจะมีพายุทราย ลมแรงพัดหอบเอาเศษฝุ่นเศษทรายมาด้วยทำให้ออกจากบ้านไม่ได ส่วนใหญ่ทุกครัวเรือนมักจะเตรียมเก็บสเบียงอาหารกักตุนไว้ในยามนี้เผื่อเหตุฉุกเฉิน เพราะเมื่อ 4-5 ปีก่อนเคยเกิดเหตุการณ์ที่พวกเขาไม่สามารถออกไปไหนได้เลยถึง 10 วัน พายุทรายที่พัดกระหน่ำเข้ามานั้นทำให้ชาวบ้านบางคนแทบจะต้องสร้างบ้านใหม่เสียด้วยซ้ำ
“ท่านชาร์ลก็ยังไม่กลับมาเลย” คามิล่าพูดขึ้นอีกครั้ง “เจ้ารู้ไหมว่าท่านไปไหน” เธอหันหน้าถามไอรีน
ร่างบางส่ายหัวไปมาเป็นคำตอบ “ไม่รู้สิ.. รู้แต่ว่าไปทำงาน” ตากลมทอดกลับไปยังภายนอกคฤหาสน์อีกครั้ง..
นั่นสินะ.. ป่านนี้ท่านจะอยู่ที่ไหนกันหนอ..