ต่งเสี่ยวเสี่ยวหลับไปทันทีที่หัวถึงหมอนหลังจากที่ผ่าตัดมาหลายชั่วโมง อีกทั้งยังรีบร้อนกลับมาบ้านไหนจะทำแผลให้ฉินไห่เยว่ และทำอาหารให้อีก
เธอเหนื่อยเกินจะทนไหวจริงๆ
แต่ฉินไห่เยว่และฉินไห่หยางกลับนอนไม่หลับ
เมื่อตอนกลางวันฉินไห่เยว่ร้องไห้จนผล็อยหลับไปตอนนี้จึงไม่มีทีท่าว่าจะง่วง ยิ่งไปกว่านั้นแผลบนหน้าผากก็ยังเจ็บแปลบอยู่ตลอดเวลา
“พี่คะ หนูเจ็บจังเลย” ฉินไห่เยว่พูดเสียงเบา “ให้เธอช่วยดูให้หน่อยได้ไหมคะ?”
นอกจากจะเจ็บแล้วยังมีอาการคันยุบยิบอีกด้วย ฉินไห่เยว่พลิกตัวไปมา นอนไม่หลับ มันทรมานจริงๆ
ฉินไห่หยางมองน้องสาวด้วยความสงสารเขาลังเลว่าจะปลุกต่งเสี่ยวเสี่ยวดีหรือเปล่า แต่พอเห็นว่าเธอนอนหลับสนิทแถมตอนกลับมายังดูเหนื่อยมากๆ ด้วย
เขาก็ใจอ่อนลง
ไม่ใช่ว่าเขามีความคิดเห็นที่ดีขึ้นเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้เพียงแต่คิดว่าวันนี้เธอทำตัวดีผิดปกติ
ให้เธอได้นอนพักสักหน่อยก็แล้วกัน
“ไห่เยว่ฟังพี่นะ” ฉินไห่หยางลุกขึ้นจากเตียง“เดี๋ยวพี่นวดให้ก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยให้เธอช่วยดูให้ได้ไหม?”
ถึงแม้ฉินไห่เยว่จะยังเด็กแต่ก็เข้าใจในสิ่งที่ฉินไห่หยาง้าจะสื่อ สุดท้ายจึงยอมทำตามอย่างว่าง่าย
ใบหน้าเล็กๆ บิดเบี้ยวด้วยความเ็ป
หลังจากนวดให้สักพักฉินไห่เยว่ก็ผล็อยหลับไป ฉินไห่หยางก็หลับตามไปด้วย
วันรุ่งขึ้น
ตอนที่ฉินไห่หยางตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นคนที่นอนอยู่ข้างๆ แล้ว เขายื่นมือไปััที่นอนก็ใจนต้องลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้าลวกๆ รีบร้อนวิ่งออกไปด้านนอก
เขาเปิดประตูออกมากำลังจะร้องเรียกชื่อฉินไห่เยว่
สายตาก็เหลือบไปเห็นฉินไห่เยว่กำลังนั่งยองๆอยู่ข้างๆ ต่งเสี่ยวเสี่ยว ทั้งคู่กำลังนั่งคุยกันอยู่ตรงนั้น
เมื่อได้ยินเสียงทั้งคู่หันมามองฉินไห่หยางยืนอยู่หน้าประตูในสภาพที่ไม่เรียบร้อยฉินไห่เยว่เอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก “พี่คะนี่พี่ฝันร้ายแต่เช้าเลยเหรอ?”
ฉินไห่หยางกระแอมเบาๆ ด้วยความเขินอายเมื่อสบเข้ากับสายตาของต่งเสี่ยวเสี่ยว ที่ดูเหมือนว่าจะอ่านความคิดของเขาออก
“แค่กๆ” เขาทนไม่ไหวต้องไอออกมา“ผมแค่หิวน้ำน่ะ”
พูดจบก็ผลักประตูเข้าไปในบ้านขังตัวเองไว้ข้างใน และหายใจหอบถี่ๆเขาคิดว่าฉินไห่เยว่จะถูกต่งเสี่ยวเสี่ยวพาตัวไปซะแล้ว
“รีบออกมากินข้าวนะกินเสร็จแล้วเราจะไปโรงพยาบาลกัน” ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดพลางเดินเข้าไปในครัวข้าวต้มที่ต้มไว้ก็ใกล้จะได้ที่แล้ว
นอกจากข้าวต้มแล้วเธอยังทำกับข้าวอีกสองอย่าง
ตอนกินข้าว ฉินไห่หยางเอาแต่ก้มหน้าเมื่อเช้าแค่ต่งเสี่ยวเสี่ยวเงยหน้ามอง ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคิดอะไรอยู่นั่นแหละถึงทำให้เธอยิ้มแบบมีเลศนัยออกมา
“เดี๋ยวพอไปถึงโรงพยาบาลแล้วไม่ว่าจะเห็นพ่ออยู่ในสภาพไหน ก็ห้ามร้องไห้นะ” ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำชับ“พ่อจะต้องหายดีแน่นอน”
ฉินไห่เยว่ได้ยินแล้วถึงกับเงยหน้าขึ้นทันทีเธอเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวหันหน้าไปทางอื่น เหมือนน้ำตาคลอเบ้าอยู่
นี่...ใช่เธอคนเดิมจริงๆ งั้นเหรอ?
ในระหว่างที่ฉินไห่เยว่ยังคิดไม่ตกต่งเสี่ยวเสี่ยวก็กินข้าวต้มหมดชามแล้ว รีบเก็บเสื้อผ้าสะอาดสองสามชุดก่อนจะจัดบ้านให้เรียบร้อย
หลังจากที่เด็กทั้งสองคนกินอาหารเสร็จและเก็บข้าวของในบ้านเรียบร้อยแล้วเธอก็พาเด็กทั้งสองเดินเท้าไปโรงพยาบาลอย่างรีบร้อน
พอทั้งสามคนเดินผ่านหน้าหมู่บ้านหลี่เจียวเจียวก็ผ่านมาพอดี
ในสายตาของหลี่เจียวเจียวการที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวจับมือของเด็กทั้งสองไว้แน่นแบบนี้หรือว่าเธอคิดจะจับพวกเขาไปขาย!
แย่แล้ว
หลี่เจียวเจียวอุทานในใจรีบวางจอบแล้ววิ่งกลับบ้าน เธอต้องบอกเื่นี้ให้ฉินซู่รู้
ขอแค่ฉินซู่ได้รู้ว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็ผู้หญิงใจร้ายเธอก็จะมีโอกาสแล้วไม่ใช่เหรอ?
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพาเด็กทั้งสองเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆจนฉินไห่เยว่แทบจะหมดแรง สุดท้ายก็สะดุดล้มลงกับพื้น
“ขอโทษนะ แม่ขอโทษ” ต่งเสี่ยวเสี่ยวอุ้มฉินไห่เยว่ขึ้นมาปัดฝุ่นออกจากตัว “เราเดินมานานแล้วยังไม่เจอรถเลยแม่เลยร้อนใจไปหน่อย”
พูดยังไม่ทันขาดคำเสียงหนึ่งก็ดังมาจากที่ไกลๆ
“น้องสาว!” ต่งเสี่ยวเสี่ยวหันกลับไปก็เห็นผู้ชายคนที่ขับรถม้าส่งเธอกลับมาเมื่อคืน“อ้าว พี่เองเหรอ พี่ชาย!”
“พวกเธอจะเข้าไปในตำบลกันเหรอให้ฉันไปส่งไหม?” ชายคนนั้นเสนอตัวต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่อยากติดค้างใคร แต่เมื่อเห็นสภาพของฉินไห่หยางและฉินไห่เยว่เธอก็ตัดสินใจขึ้นรถม้า
ทั้งสามคนขึ้นไปนั่งบนรถม้า รถม้าค่อยๆเคลื่อนไปข้างหน้า มุ่งสู่ตัวเมือง
วันนี้เป็พวกเขาเจอกันในตอนกลางวันทำให้ผู้ชายคนนั้นและต่งเสี่ยวเสี่ยวได้เห็นหน้าค่าตากันชัดยิ่งขึ้น
“พี่ชายพี่เป็คนหมู่บ้านซิ่งฮวาที่อยู่ข้างๆ ใช่ไหมคะ?” ต่งเสี่ยวเสี่ยวเริ่มชวนคุยเธอสังเกตว่าผู้ชายคนนี้เกาหูและขยี้ผมอยู่บ่อยๆ
ไม่สบายงั้นเหรอ?
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบอะไร เธอก็ถามต่อ“พี่ชายปกติจะนอนไม่ค่อยหลับใช่ไหมคะ แล้วก็ยังรู้สึกว่าปวดหัวจี๊ดๆตรงท้องน้อยก็ปวดด้วยใช่ไหมคะ?”
ั้แ่ขึ้นรถม้ามาฉินไห่หยางก็ทำเป็แกล้งนอนหลับ
พอได้ยินต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดแบบนี้แล้วเขาก็รู้สึกสงสัย
“ใช่ๆ” เมื่อได้ยินแบบนั้นผู้ชายคนนั้นก็หันกลับมาด้วยความประหลาดใจ “น้องสาวรู้ได้ยังไง?”
“ฉันเป็แบบนี้มานานแล้ว ปวดหัวอยู่บ่อยๆแถมท้องเสียตลอด ไปหาหมอมาตั้งเยอะแต่ก็ไม่หายสักที” ชายคนนั้นพูดพลางถอนหายใจ“น้องสาวนี่เก่งจริงๆ แค่ดูอาการก็รู้ว่าฉันเป็อะไร”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวลังเล“ถ้าพี่ชายเชื่อใจฉัน ลองไปซื้อยาตามใบสั่งยาที่ฉันบอกกินยาดูสักสามวัน ก็จะเริ่มดีขึ้นค่ะ”
พูดจบก็บอกชื่อยาหลายชนิดออกมา
“น้องสาว พวกนี้เป็ยาจีนใช่ไหม?” ชายคนนั้นยิ้มออกมา “ฉันไปหาทั้งแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนปัจจุบันมาแล้วก็ไม่ได้ผลอะไรอยู่ดี”
“พี่ชาย ถ้าพี่เชื่อใจฉันก็ลองไปดูถ้าไม่เชื่อก็ไม่ต้องไป” ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดคุยกับเขาต่ออีกหน่อยทั้งคู่คุยกันตลอดทางจนถึงในเมือง ส่วนใหญ่ก็เป็เื่ทั่วๆ ไป
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้ว่าผู้ชายคนนี้ชื่อหวังเต๋อจู้ปกติจะขับรถม้าขนส่งสินค้าให้คนในหมู่บ้านซิ่งฮวา เขาบอกว่าถ้าเธอจะกลับเมื่อไหร่ก็ให้ติดต่อเขาได้เลย
พวกเขาลงรถที่หน้าโรงพยาบาล
หวังเต๋อจู้กำลังจะกลับแต่พอขับรถม้าผ่านหน้าคลินิกแพทย์แผนจีน ก็เผลอหยุดรถม้าโดยไม่รู้ตัวเขามองป้ายคลินิกแล้วลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะเดินเข้าไป
ซื้อยาตามใบสั่งยาที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวบอกเมื่อครู่
ขณะที่กำลังห่อตัวยา หมอแผนจีนแก่ๆคนหนึ่งก็พึมพำ “ใครเขียนใบสั่งยาแปลกๆ แบบนี้กันยาพวกนี้ดูยังไงก็ไม่น่าจะเข้ากันได้”
ถึงจะได้ยินเสียงพึมพำแต่หวังเต๋อจู้ก็นึกถึงดวงตาคู่นั้นของต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงตัดสินใจจ่ายเงินแล้วเดินออกไป
ยังไงซะ กินยาไปก็คงไม่เสียหายอะไร
เขาเคยไปหาหมอมานานแล้ว แต่ก็หายสักทีลองดูหน่อยจะเป็ไรไป?
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพาฉินไห่หยางและฉินไห่เยว่มาที่โรงพยาบาลตรงไปยังตึกศัลยกรรมทันที
พอมาถึงตึกศัลยกรรม พยาบาลก็เข้ามาทักทายทุกคนมองเธอด้วยความชื่นชม
ฉินไห่หยางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกนี้คืออะไรจนกระทั่งเดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยของฉินซู่
เมื่อเห็นฉินซู่นอนอยู่บนเตียงขาพันด้วยผ้าพันแผลเต็มไปหมด ใบหน้าซีดเผือด ฉินไห่เยว่ก็ร้องไห้ออกมา
พี่ใหญ่เฝ้าไข้อยู่เมื่อคืนใตื่นเพราะเสียงร้องไห้พอหันกลับมาก็เห็นต่งเสี่ยวเสี่ยว “น้องสาวมาแล้วเหรอ?”
พี่ใหญ่รีบเดินเข้ามาส่วนต่งเสี่ยวเสี่ยวอุ้มฉินไห่เยว่เอาไว้ “ไม่เป็ไรนะไห่เยว่ ไม่เป็ไรแล้ว”
ระหว่างที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังปลอบฉินไห่เยว่อยู่นั้นฉินซู่ที่นอนอยู่บนเตียงก็เหมือนจะรู้สึกตัว ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
“พ่อฟื้นแล้ว!”