"เอาล่ะๆ พวกเราไปหาที่สงบๆ คุยกันดีกว่า" ไรเซลทำลายความเงียบด้วยการตบมือแปะๆ "คุณคาร์เตอร์ นำทางพวกเราไปที่ห้องรับรองทีครับ"
คาร์เตอร์เดินนำทุกคนออกไปจากห้องฝึกซ้อม ทุกคนติดตามไปอย่างเงียบๆ โดยที่ไม่ได้ส่งเสียงออกมาซักแอะ แต่ละคนมีสีหน้าครุ่นคิด เว้นแต่ไรเซลและครูเรืองที่เดินชมวิวไปตามทางอย่างสบายใจเฉิบ
"ที่นี่แหละครับ" คาร์เตอร์พูดพร้อมกับประตูที่เปิดออก
"เชิญนั่งก่อนครับ" ไรเซลพูดพร้อมผายมือออกมาเพื่อเชื้อเชิญให้ทุกคนได้นั่งพักผ่อนบนโซฟา
ที่นี่เป็ห้องรับรองขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับแขกได้มากกว่ายี่สิบคนในครั้งเดียว
"ก่อนที่จะเริ่มถามอะไรกัน ผมอยากจะอธิบายความรู้เกี่ยวกับพลังเหนือธรรมชาติให้ครูของผมฟังเพื่อวางพื้นฐานซักหน่อย มีใครจะว่าอะไรมั้ยครับ" ไรเซลมองไปยังคนอื่นๆ เพื่อเสนอความคิดเห็น
"ไม่มีใครคัดค้านหรอกครับ ผมคิดว่าทุกคนเองก็อยากฟังเหมือนกัน เผื่อจะเพิ่มความรู้ได้บ้างไม่มากก็น้อย" ชาร์กล่าวแทนทุกคน
ทุกคนในห้องรับรองพยักหน้าเล็กน้อยเพื่อเป็การยืนยันในคำตอบของตัวเอง ก่อนจะนั่งรอฟังอย่างเงียบๆ
"ถ้างั้นผมจะเริ่มจากความรู้พื้นฐานและพลังประเภทต่างๆ ก่อนนะครับ" ไรเซลเกริ่นนำก่อนจะเริ่มการบรรยาย องค์ความรู้ต่างๆ ที่เขามีนั้นไม่ได้มาจากการพบเจอหรือประสบการณ์ หากแต่เป็ความรู้ที่มาจากการเข้าใจกฎของโลกและนำมาอนุมานจนเกิดเป็ทฤษฏีต่างๆ
"ในโลกของเราแบ่งกลุ่มของผู้มีพลังพิเศษออกเป็สามกลุ่ม และในสามกลุ่มจะถูกแบ่งรูปแบบการได้รับพลังออกเป็สองประเภทคือได้รับมาแต่กำเนิดและได้รับจากการฝึกฝน ประเภทที่มีมาแต่กำเนิดนั้นจะเป็พลังในรูปแบบเฉพาะบุคคลที่ผู้อื่นนำไปใช้ไม่ได้ ส่วนอีกอย่างนั้นเป็รูปแบบทั่วไปที่หากฝึกฝนจนสำเร็จแล้วก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน"
"ในส่วนแรกนี้ผมขอข้ามเื่ของผู้มีพลังแต่กำเนิดออกไปแล้วกัน เพราะว่าพลังแบบจำเพาะนั้นมันแตกต่างไปในแต่ละคน ไม่สามารถบอกรายละเอียดโดยทั้งหมดได้" ไรเซลกล่าว
"ไม่มีปัญหา" เฒ่าเฉินที่เงียบมานานที่สุดเป็คนกล่าวตอบออกมาเอง
ไรเซลยิ้มน้อยๆ ก่อนเริ่มบรรยายต่อ "สำหรับพลังในรูปแบบการฝึกฝนนี้ทุกคนคงคุ้นเคยกันดีไม่มากก็น้อย พวกมันจำแนกชื่อเรียกได้สามอย่างได้แก่ 'พลังซี่' หรือในอีกชื่อหนึ่งคือพลังลมปราณที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี 'พลังคิ' และ 'พลังจิต'
พลังซี่นั้นเดิมทีมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน และเป็ต้นกำเนิดของวิชาพลังภายในแขนงอื่นในเวลาต่อมา เป็วิชาที่ฝึกฝนเพื่อสุขภาพและมีส่วนช่วยอย่างมากในการเพิ่มอายุขัย ใช้การเดินพลังผ่านเส้นลมปราณเพื่อโคจรไปทั่วร่างกาย สามารถเรียกใช้เพื่อโจมตีหรือป้องกันก็ได้ แต่ความพิเศษในตัวของมันคือการเป็พลังเพียงอย่างเดียวที่ใช้ในการรักษาอาการาเ็ได้"
"เส้นลมปราณคืออะไรงั้นเหรอ" ครูเรืองถามด้วยสีหน้างง ๆ
"เส้นลมปราณจริงๆ แล้วก็คือเส้นประสาทในร่างกายมนุษย์นี่แหละครับ จุดชีพจรต่างๆ ในร่างกายของมนุษย์ ตามหลักการแพทย์แผนจีนก็คือจุดตัดของเส้นประสาทนี่เอง เพราะฉะนั้นแล้วในตำราฝึกฝนพลังลมปราณก็คือการฝึกโคจรพลังงานพิเศษผ่านเส้นประสาทส่วนต่างๆ ของร่างกายหรือที่เรียกว่าเส้นลมปราณจนถึงจุดที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างใจนึกจึงจะเรียกว่าบรรลุวิชา ซึ่งถือว่าฝึกได้ยากเป็อันดับสองในบรรดาวิชาทั้งสามสาย"
"แล้วพลังงานพิเศษนี่มันเป็ยังไงเหรอ" คาร์เตอร์ถามออกมาในขณะที่คิดตาม แม้จะไม่รู้เื่อะไรซักอย่างแต่เขาก็ไม่พลาดที่จะเก็บไว้เป็ความรู้
"สิ่งนี้ก็คือพลังชีวิตครับ.." ไรเซลตอบ
คาร์เตอร์ทำหน้าตาท่าทางงงงวย นี่เรียกว่าตอบแล้วเหรอ
ยังไม่ทันจะถามอะไรต่อ ปรมาจารย์เฉินก็อธิบายออกมาด้วยตัวเอง
"ในร่างกายมนุษย์โดยปกติจะแผ่รังสีอ่อนๆ ออกมาจากร่างกายอยู่แล้ว ในทางวิทยาศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า 'ออร่า' โดยปกติพลังชีวิตนี้จะระเหยออกไปโดยเปล่าประโยชน์ในทุกวินาที และวิชาลมปราณหรือพลังในแขนงอื่นล้วนเป็วิชาที่สร้างมาเพื่อให้สามารถความคุมพลังชีวิตเหล่านี้ได้"
"แบบนี้นี่เอง" คาร์เตอร์ทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือ เขาเริ่มรู้สึกเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง แต่ในตอนนั้นเองที่เขาฉุกคิดเื่ที่สำคัญขึ้นมาได้ " แต่เดี๋ยวสิ ถ้าอย่างนั้นการนำพลังชีวิตของตัวเองออกมาใช้มันจะไม่อันตรายมากหรอกเหรอ? "
" ฮ่าๆๆ.. " ไรเซลหลุดขำออกมา ท่าทางเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของคาร์เตอร์ดูเหมือนเด็กกำลังตั้งใจฟังครูสอน มันช่างไม่เข้ากับหน้าตาของเขาจริงๆ
"เอ๋… นี่ผมถามอะไรผิดไปงั้นเหรอ" คาร์เตอร์ทำหน้าตาเหรอหรา เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็เื่ที่ผิดหรือเปล่าที่ถามอะไรแบบนั้น
"ถ้าพลังชีวิตหมดลงก็เท่ากับตายค่ะ" เด็กสาวข้างปรมาจารย์เฉินกล่าวออกมา ทั้งที่เป็เื่คอขาดบาดตายแท้ๆ แต่กลับกำลังยิ้มอยู่ หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักที่ถ้าให้มองเข้าไปข้างในจะเห็นความซุกซนที่ซ่อนอยู่ ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่านี่มันนางมารน้อย
"เอ่อ…" คาร์เตอร์พูดอะไรไม่ออก
ไรเซลสบตากับสาวน้อยข้างตัวปรมาจารย์เฉินเล็กน้อยก่อนที่เธอจะส่งยิ้มให้พลางขยิบตาใส่
"ใจเย็นนะครับคุณคาร์เตอร์ การฝึกพลังลมปราณนั้นไม่ใช่แค่การรีดพลังชีวิตตัวเองมาใช้อย่างอย่างเดียวหรอก หลักสำคัญคือการเสริมสร้างพลังชีวิตให้ตัวเองต่างหาก"
"ภายในโลกใบนี้มีสิ่งมีชีวิตอยู่มากมายทั้งขนาดเล็กและใหญ่ กระทั่งอากาศที่เราสูดเข้าไปทุกครั้งก็มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เรารับเข้าไปด้วย ผู้ฝึกพลังลมปราณจะเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้เป็คลื่นพลังชีวิตก่อนที่จะโคจรให้หมุนเวียนตามจุดชีพจรต่างๆ ในร่างกาย จากนั้นจึงนำมาสะสมไว้ที่จุดตันเถียนซึ่งอยู่บริเวณท้องน้อยเพื่อขยายพื้นที่กักเก็บพลังงานและสะสมไว้ใช้ในยามจำเป็" พูดจบไรเซลจึงหันไปมองปรมาจารย์เฉินเป็สัญญาณว่าที่กล่าวมานั้นมีตรงไหนผิดรึป่าว
" อืม" ปรมาจารย์เฉินพยักหน้าพลางตอบเบาๆ "โดยพื้นฐานแล้วก็ตามที่เ้าหนูนี่พูดมา เพียงแต่… แต่ละสายวิชาก็จะมีการฝึกฝนพลังที่ต่างกันไป ยิ่งในพื้นที่ ที่มีมวลพลังงานหนาแน่นการฝึกก็จะประสบผลสำเร็จเร็วขึ้น"
ไรเซลยิ้ม.. ภายในห้องรับรองทุกคนมีสีหน้าครุ่นคิด เพียงแค่อธิบายแบบง่ายๆ ก็ทำให้พวกเขาเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ และนี่พึ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น
"ในส่วนสำคัญที่ลึกซึ้งกว่านี้ผมจะไม่พูดต่อ หากใครสงสัยอะไรขอให้เรียนกับอาจารย์เฉินเอาเองแล้วกันนะครับ" ไรเซล
"จะให้ไปคุยกับตาแก่นี่มีหวังเส้นเืในสมองแตกตายก่อนแน่ ขอผ่านล่ะ" จุนวูพูดพร้อมกับทำหน้าตาเอือมระอา ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขามีเื่อะไรกันมาบ้าง
"เหมือนจะมีใครขอให้แกมางั้นแหละ ไอ้เด็กน้อยไร้ขนเอ้ย" ปรมาจารย์เฉินพูดพลางทำสีหน้าเบื่อหน่าย
"อยากซัดกันใช่มั้ยตาแก่!! " จุนวู
"จุจุจุ… เด็กน้อยไร้ขนอย่างเ้าเพียงลำพัง ทำอะไรคนแก่อย่างข้าไม่ได้หรอก" ปรมาจารย์เฉินพูดพลางส่ายนิ้วชี้ไปมา
"อ้าวๆ เลิกทะเลาะกันก่อนครับ ตอนนี้เรากำลังคุยเื่มีสาระกันอยู่" ไรเซลพูดพลางโบกมือให้ทั้งสองสงบลง ทั้งที่โตจนป่านนี้แล้วทำไมพวกเขาถึงทะเลาะกันเป็เด็กอยู่ได้ โดยเฉพาะพ่อใหญ่จุนวูนั่น แขวะเขาเองแท้ๆ แต่ดันโดนยั่วโมโหจนโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง
"ฮึ่ม" จุนวูประสานมือคาราวะส่งๆ ก่อนจะนั่งลงและหันหน้าหนีจากปรมาจารย์เฉิน
การบรรยายเริ่มต้นอีกครั้งพร้อมกับที่ไรเซลเมินคนทั้งคู่
"ในส่วนต่อมาผมจะอธิบายในส่วนของ 'พลังคิ' นะครับ" ไรเซลกล่าวนำก่อนจะเว้นระยะ่หนึ่งและเริ่มบรรยายต่อ
" 'พลังคิ' นั้นโดยทั่วไปแล้วมีชื่อเรียกมากมายตามแต่ละพื้นที่ครับ เป็พลังรูปแบบหนึ่งที่ฝึกฝนได้ง่ายมากกว่า 'พลังซี่' ซึ่งหลักการฝึกฝนหรือโคจรพลังนั้นใกล้เคียงกันหากเป็ผู้ฝึกฝนที่บรรลุพลังในระดับนึงแล้ว.. แต่ทว่าที่แตกต่างจาก'พลังซี่' ก็คือ แม้จะยังไม่ได้เริ่มโคจรพลังตามเส้นลมปราณก็สามารถนำออกมาใช้ได้ ตัวอย่างก็เช่นครูเรืองที่อยู่ข้างๆ ผม ที่แม้จะยังไม่รู้วิธีโคจรพลังแต่ก็ยังสามารถใช้ออกได้โดยไม่รู้ตัว" ไรเซลหยุดเล็กน้อยเพื่อให้ทุกคนได้คิดตาม
"ที่เป็อย่างนั้นเพราะว่า 'พลังคิ' ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากการรวบรวมพลังชีวิต แต่มาจากจิตที่เข้มแข็งมากๆ ในระดับนึง ก่อนที่พลังชีวิตในตัวจะแปรเปลี่ยนตามพลังทางจิตและหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกัน นั่นจึงทำให้แม้ว่าจะไม่ได้สะสมพลังไว้ตามฉบับวิชาลมปราณแต่ผู้ที่มี 'พลังคิ' ก็ยังสามารถเรียกมาใช้งานได้ โดยที่พลังจริงๆ จะลดประสิทธิภาพลงไปหลายส่วน"
"เท่าที่พูดมาดูเหมือนมันก็ไม่ได้ต่างกันกับพลังลมปราณเลยนะ" ครูเรืองถาม
"ทั้งสองนี้โดยหลักๆ ถูกเรียกว่าพลังลมปราณเหมือนกันครับ แต่ว่าพลังซี่และพลังคินั้นจะถูกจำแนกออกจากกันอย่างชัดเจน ในแนวทางของพลังซี่เปรียบไปก็เหมือนกับสีขาว เป็พลังบริสุทธิ์รูปแบบหนึ่งที่มีผลชำระล้างและรักษา แตกต่างจากพลังคิที่เป็พลังสายทำลายซึ่งฝึกฝนง่ายกว่า แม้ว่าจะมีวิธีการฝึกฝนเหมือนกันแต่ในการใช้งานกลับให้ผลที่แตกต่างกันมาก ตัวอย่างเช่นอาจารย์เฉินที่อยู่ตรงนี้ แม้จะมีอายุเกือบ 80 แล้ว แต่ด้วยพลังซี่ที่ล้ำลึกทำให้ดูไปไม่ต่างจากคนอายุ 50 กว่าๆ นัก" พูดจบเขาก็หันไปมองปรมาจารย์เฉินอีกครั้ง
" มีสายตาที่ดีนี่เ้าหนู" ปรมาจารย์เฉินพูด พร้อมกับเริ่มประเมินไรเซลใหม่อีกครั้ง
" ถึงกับมีเื่แบบนี้ด้วย.. " ในที่นี้คงไม่มีใครอึ้งมากไปกว่าคาร์เตอร์อีกแล้ว ความรู้ในวันนี้ทำให้มุมมองในชีวิตของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
"สมกับที่ตั้งใจฟัง วันนี้ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมากทีเดียว ไม่คิดว่าคนอายุน้อยแบบเธอจะรู้ละเอียดขนาดนี้" เทนโดที่นั่งเงียบมาั้แ่ต้นถึงกับออกปากด้วยตัวเอง
ไรเซลยิ้ม เขาไม่ได้กล่าวขอบคุณคำชมหรืออะไรทั้งนั้น เพียงแค่เริ่มบรรยายต่อ "สำหรับพลังซี่และพลังคินั้นทุกคนคงจะเข้าใจคร่าวๆ แล้ว ในส่วนสุดท้ายที่เรียกว่าพลังจิตนั้นถือเป็สิ่งที่เข้าใจยากที่สุด ซึ่งตัวผมเองก็คงสอนอะไรไม่ได้ แต่หากจะให้อธิบายขอบเขตอะไรซักอย่างก็ยังพอทำได้อยู่"
"เอาตามที่เห็นสมควรเลยครับ" ชาร์ตอบแทนทุกคน ในฐานะผู้มีพลังจิตในระดับหนึ่ง เขาเข้าใจดีกว่าใครว่ามันไม่สามารถอธิบายเป็คำพูดได้
"เชิญพูดต่อเลยครับ" เทนโดผายมือเพื่อเป็สัญญาณว่าทุกคนยอมรับแล้ว
" พลังจิตนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อคนๆ หนึ่งสามารถทำความเข้าใจกฎเกณฑ์บางอย่างภายในโลกได้แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ทว่าแม้จะเรียกกฎเกณฑ์ของโลกหากแต่ก็ไม่ใช่มีเพียงโลกใบนี้ซะทีเดียว เรียกกว้างๆ คงจะเป็กฎเกณฑ์ของจักรวาลซะมากกว่า ตัวอย่างเช่นการเกิดและการแตกดับ กฎเกณฑ์ที่เป็เื่หลีกเลี่ยงไม่ได้ภายในจักรวาลอันกว้างใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ผู้้าฝึกฝนพลังจิตต้องทำความเข้าใจเพื่อให้บรรลุในระดับหนึ่ง"
"พอเข้าใจได้บ้างนิดหน่อย แต่ก็เหมือนไม่ได้เข้าใจอะไรเลย" ชายหนุ่มข้างเทนโดพูดขึ้น ดูแล้วน่าจะเป็ลูกศิษย์
" นั่นไม่แปลกหรอกเพราะว่าการทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ของสิ่งต่างๆ ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็คำพูดได้ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือมันทำอะไรได้บ้างต่างห่าง" ชาร์พูดขึ้นแทนไรเซล
ไรเซลค้อมหัวน้อยๆ เป็การขอบคุณก่อนจะอธิบายพื้นฐานพลังจิตต่อ "พลังจิตหากเรียกกันจริงๆ แล้วถือเป็พลังรูปแบบหนึ่งที่ใช้คลื่นความคิดของสิ่งมีชีวิตออกไปแทรกแซงกฎเกณฑ์ภายนอก ให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนกับการแฮ็คในเกมรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เรานำมาทำในโลกของความเป็จริง ยกตัวอย่างเช่นการทำให้สิ่งของลอยขึ้นก็คือการทำให้กฎของวัตถุนั้นๆ เปลี่ยนไป อาจทำให้มันรู้สึกไร้น้ำหนักหรืออะไรจำพวกนั้น"
"ถ้างั้นบางอย่างที่เหนือกว่านั้นล่ะ อย่างเช่นการวาร์ปหรือการทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ" ลูกศิษย์ของจุนวูพูดขึ้น หนุ่มน้อยที่ดูอายุแล้วน่าจะพึ่ง 16 ปี จากหน้าตาท่าทางแล้วเหมือนจะชอบเล่นเกมส์เอามากๆ
"การวาร์ปหรือเรียกอีกชื่อว่าเทเลพอตก็คือการแทนที่กฎเกณฑ์ในพื้นที่นั้นๆ ต้องอาศัยขอบเขตการทำความเข้าใจที่กว้างมากๆ และััรับรู้เองก็ต้องกว้างมากเพื่อที่จะเทเลพอตให้ได้ไกลขึ้น ส่วนการสร้างปรากฏการณ์ธรรมชาติก็ไม่ได้วุ่นวายอะไร เพียงแต่ชักนำกฎเกณฑ์โดยรอบให้เกิดขึ้นและควบคุมขั้นตอนของมันก็พอ เช่นการจะทำให้เกิดสายฟ้าก็ต้องรวบรวมอิเล็กตรอนให้ได้ในระดับหนึ่งเพื่อให้มันเกิดขึ้น และควบคุมการไหลเวียนของมันเพื่อกำหนดทิศทาง"
"ที่พูดมานี่แปลว่าพี่ทำได้ใช่มั้ย" ลูกศิษย์จุนวูดวงตาเป็ประกาย การแสดงออกของเขาในตอนนี้บอกได้คำเดียวว่ากระเหี้ยนกระหือรือสุดๆ
"ก็นิดหน่อย" ไรเซลยักคิ้ว แม้ว่าจะฟังดูถ่อมตนแต่ท่าทางที่แสดงออกมันช่างดูอวดโอ่เหลือเกิน
"ทำให้ดูหน่อยยยย!! " เด็กน้อยผู้ติดตามแทบจะะโออกมาพร้อมๆ กัน
"ไม่!" ทว่าสิ่งที่ไรเซลกล่าวออกมาช่างไร้น้ำใจนัก นี่เรียกว่าหลอกให้อยากแล้วก็มาจากไป "นี่พวกเธอคิดว่ามันเป็การแสดงงานวัดรึไงฮะ"
"ขี้งก!" เด็กสาวข้างปรมาจารย์เฉินะโใส่
"พวกเธอเลิกเล่นกันได้แล้ว" เทนโดตวาดเบาๆ ในบรรดาทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ เขาคงเป็คนที่เคร่งครัดที่สุดแล้ว
เด็กๆ เงียบกริบในทันควัน
"ทั้งหมดก็มีประมาณนี้ ผมหวังว่าคงเป็ประโยชน์ได้บ้างเล็กน้อย ต่อจากนี้นอกจากการทดสอบอาวุธแล้วก็ไม่มีอะไรมาก ขอให้ทุกท่าน พักผ่อนตามอัธยาศัย"
ตูมมมมมมมมม!
หวออออออออออออออออออ!!
เสียงะเิดังขึ้นก่อนที่สัญญาณเตือนจะดังในเวลาต่อมา
"คุณคาร์เตอร์!" ไรเซลหันไปถามในทันที
" ดูเหมือนเราจะมีงานแล้วล่ะ" คาร์เตอร์พูดพลางวิ่งไปศูนย์บัญชาการทันที
"เอาล่ะครับ สิ่งนี้ช่วยประหยัดเวลาให้กับผมได้เยอะทีเดียว เดี๋ยวจะแสดงประสิทธิภาพของพาวเวอร์สูทให้ดูในสนามจริงเลย" พูดจบไรเซลก็วิ่งไปทางที่เกิดเหตุทันที ซึ่งเป็คนละทางกับที่คาร์เตอร์วิ่งไป
ทั้งห้าคนหันมาสบตากันก่อนที่ปรมาจารย์เฉินจะพูดออกมา "ไปเถอะ… ดูด้วยตาย่อมดีกว่าฟังคนอื่นเขาพูดมา"
คนอื่นๆ พยักหน้าก่อนจะติดตามไรเซลไปพร้อมกัน
สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาในตอนนี้คือฝูงยานบินนับสิบลำที่กำลังกระหน่ำยิงตอบโต้กับป้อมปืนในฐานทัพ โดยมีชาวกอร์ก็อธสองคนยืนอยู่บนยานบินที่อยู่แนวหลังสุด
"ดูเหมือนสองคนนั้นจะเป็ผู้บัญชาการสินะ นี่เรียกว่าบริการเดลิเวอรี่รึเปล่า" ไรเซลยิ้มกรุ้มกริ่ม ไม่ทันจะเริ่มแผนการอะไรก็มีอาหารมารอเสิร์ฟถึงหน้าบ้านแล้ว
ไม่ต้องได้เตรียมตัวอะไรมาก พาวเวอร์สูทถูกสวมในพริบตาก่อนที่เกรย์ฟอนในมือของเขาจะเปลี่ยนเป็หอกและถูกซัดออกไป เสียงลมคำรามดังหวีดหวิวพุ่งตรงไปที่ยานรบด้านหน้า ก่อนที่จะทะลวงบาเรียและจมยานบินให้ร่วงลงมา
ตูมมมม!!
เสียงยานบินร่วงลงพื้นก่อนจะผนึกสนามรบให้กลายเป็ความเงียบ
.
.
.
ดูเหมือนว่าากำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้ว….
.
.
.