มู่ไห่เฉินเดินทางเพียงลำพังบนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย เขาสะพายถุงผ้าเล็ก ๆ ที่มีชุดให้สับเปลี่ยนเพียงสองสามตัว ด้านหลังยังคงสะพายขลุ่ยศิษย์พี่ไม่ห่าง
ชุดสำนักและกระบี่สำนักนั้นเขาล้วนฝากฝังไว้ที่สำนัก ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขามีเพื่อปกป้องตัวเองยามนี้ก็มีเพียงวิชาที่หลงเหลืออยู่ แต่นั่นจะเพียงพอไหมกับยุทธภพแห่งนี้หรือไม่ เขาจะต้องไปพิสูจน์ด้วยตนเอง
เมฆครึ้มค่อย ๆ ลอยต่ำลง ต้นไม้ใหญ่ก็เริ่มไหวเอนตามแรงลม สิ่งนี้เป็สัญญาณการเริ่มต้นของสายฝนที่กำลังจะเข้ามา
เบื้องหน้าห่างออกไปเหมือนจะเป็โรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทาง มู่ไห่เฉินที่เห็นก็รีบเร่งฝีเท้าตรงเข้าไป
โรงเตี๊ยมไม้สองชั้นก็นับว่าไม่เล็กมากนัก อาจจะห้องพักถึงสิบกว่าห้อง มู่ไห่เฉินเมื่อไปถึงก็ได้จองห้องพักไว้คืนหนึ่ง คาดว่าตลอดทั้งบ่ายนี้คงจะฝนตกไม่หยุดเป็แน่
ในห้องพักเล็ก ๆ มีโต๊ะหนึ่งตัว ที่นอน และหน้าต่างหนึ่งบาน นี่เป็ห้องที่ถูกที่สุดที่มู่ไห่เฉินเลือก
ถุงเงินที่ศิษย์พี่ให้มาหากไม่บริหารให้ดีแน่นอนว่าคงจะพาเขาไปได้ไม่ถึงไหน
ไม่นานนักสายฝนก็โหมกระหน่ำลงมาอย่างหนัก
มู่ไห่เฉินจ้องมองออกไปทางหน้าต่าง ลองละน้ำบาง ๆ ก็ค่อย ๆ ลอยมากระทบหน้า กลิ่นดินลอยเตะจมูกชวนให้นึกถึงชนบทห่างไกลในวัยเด็ก บรรยากาศเช่นนี้ช่างเบาสบายเสียจริง
ใกล้ค่ำแล้วมู่ไห่เฉินก็เดินออกจากห้องเพื่อไปสั่งอาหาร ด้านนอกห้องเต็มไปด้วยโต๊ะอาหารหลายสิบโต๊ะ และหลายโต๊ะก็เต็มไปด้วยผู้คน
มู่ไห่เฉินเดินไปโต๊ะตรงมุมเงียบ ๆ ก่อนจะสั่งบะหมี่เพียงถ้วยเดียว
ตรงนี้เต็มไปด้วยเหล่านักเดินทาง พ่อค้า บัณฑิต และชาวยุทธ วงสนทนาเต็มไปด้วยเื่ราวหลากหลาย
มู่ไห่เฉินนั่งฟังเงียบ ๆ พรางวิเคราะห์วรยุทธ์ของผู้คน ชาวยุทธส่วนใหญ่ก็อยู่ขั้นฝึกกายและฝึกปราณ
เสียงฝนกระทบหลังคากระเบื้องดินเผา เสียงฟืนปะทุในเตา กลิ่นเหล้าหมัก เสียงซดน้ำแกงร้อน ๆ บรรยากาศในโรงเตี๊ยมตอนนี้เต็มไปด้วยความสงบ
ไม่นานนักถ้วยบะหมี่ร้อน ๆ ก็มาส่งให้มู่ไห่เฉิน น้ำแกงร้อน ๆ ในเวลาแบบนี้เป็อะไรที่น่ารื่นรมณ์ใจมาก มู่ไห่เฉินหยิบตะเกียมก่อนซดบะหมี่ไปหลายคำ
ขณะนั้นเองประตูโรงเตี๊ยมก็ถูกผลักเปิดออก ลมฝนพัดกระหน่ำเข้ามาจนเปลวเทียนหลายเล่มเอนวูบ
ชายสามคนสวมหมวกฟางเปียกชุ่มยืนอยู่ตรงธรณีประตู น้ำฝนหยดลงพื้นเป็สาย พวกเขาไม่กล่าวสิ่งใด เพียงกวาดตามองทั่วร้านครู่หนึ่งก่อนเดินตรงไปยังโต๊ะด้านใน
ดาบที่ห้อยข้างเอวกระทบเก้าอี้ไม้ดัง กึก เบา ๆ แต่กลับทำให้โต๊ะใกล้เคียงเงียบลงอย่างประหลาด
มู่ไห่เฉินเหลือบมองเพียงครู่เดียวก็ประเมินได้ทันที หนึ่งคนขั้นก่อแกนปราณ อีกสองคนขั้นฝึกปราณ ยอดฝีมือในยุทธภพนั้นมีมากมายนัก ไม่คาดว่าจะได้พบในโรงเตี๊ยมแห่งนี้
แม้บะหมี่จะหมดถ้วยไปนาน แต่มู่ไห่เฉินยังสั่งถั่วต้มมาอีกจาน เขาไม่ได้หิว เพียง้านั่งเงียบ ๆ เพื่อสังเกตผู้คน เพราะถึงแม้เข้านอนในยามนี้ก็ยังมิอาจขมตาลงนอนได้
เสียงซุบซิบจากโต๊ะข้าง ๆ ลอยเข้ามาเบา ๆ
“ได้ข่าวว่าจอมยุทธ์ฉินมู่ไป๋ชนะศึกชิงตำรายาลูกกลอนยึดอายุ เศรษฐีจางถึงกับเสนอพันตำลึงเพื่อแลกตำรับยานั้น”
มู่ไห่เฉินที่ได้ยินก็พรางคิด พันตำลึง มากพอให้คนผู้หนึ่งท่องยุทธภพได้หลายสิบปีโดยไม่ต้องกังวลเื่เงินทอง
ยังไม่ทันที่มู่ไห่เฉินจะครุ่นคิดต่อ ประตูโรงเตี๊ยมก็เปิดออกอีกครั้ง ครานี้ทั้งร้านกลับเงียบลง
ชายหนุ่มในชุดคลุมดำก้าวเข้ามาช้า ๆ ถือร่มไม้เก่า ๆ และห่อผ้าสีดำเหมือนห่อหีบบางอย่างอยู่
“ไม่ทราบชื่อ ระดับวรยุทธ์ขั้นก่อแก่นปราณ”
มู่ไห่เฉินคิดในใจ คนไม่ธรรมดาโผล่มาอีกคนแล้ว ในใจรู้สึกว่าเหมือนจะเกิดเื่ไม่ดีอย่างไรไม่รู้ เพราะพอคนผู้นี้เข้ามาบรรยากาศก็ดูเข้มครึ้มกว่าเดิมมากนัก
เสี่ยวเอ้อรีบตรงไปยังชายผู้นั้น และยังคงรับออเดอร์ตามปกติ แต่ทว่าหลายสายตากลับจดจ้องจนเสี่ยวเอ้อเองก็รู้สึกหวาดหวั่นรีบจากไป
ในเวลานั้นเองก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา พวกเขาไม่สั่งอาหาร ไม่ถอดงอบ แต่วางกระบี่ลงบนโต๊ะเสียงดัง ตึ้ง! ทำให้จอมยุทธกลุ่มอื่นในร้านเริ่มจับอาวุธเพราะััได้ถึงไอสังหาร
ทางเถ้าแก่กับเสี่ยวเอ้อที่เห็นก็เหมือนรู้หน้าที่รีบหลบไปทางหลังร้านทันที
“พวกข้าสี่พี่น้องกระบี่พญายม มีธุระแค่ฉินมู่ไป๋ ผู้ใดไม่เกี่ยวข้องให้ถอยออกไป”
น้ำเสียงดุดันผลักไสให้คนจำนวนหนึ่งลุกถอยออกห่าง
“เหมือนว่าคนที่มีธุระกับฉินมู่ไป๋ไม่ได้มีแค่พวกเรา”
คนผู้หนึ่งพูดออกมาด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจ และหลังจากคำพูดของเขา พรรคพวกที่นั่งอยู่ตรงนั้นสามสี่โต๊ะก็ลุกขึ้นพร้อมชักกระและดาบในมือ
“หึ ! คิดจะคุยกับข้าด้วยอาวุธ ไม่ลองถามมือปราบเถี่ยก่อนจะดีหรือ”
ฉินมู่ไป๋บอกกล่าวจบทุกคนต่างหันมองไปรอบ ๆ
“พี่ใหญ่ มือปราบเถี่ยจริงด้วย เอาอย่างไรดี”
หนึ่งในกระบี่พญายมได้เอ่ยขึ้นพร้อมชี้ไปยังโต๊ะของชายสามคนที่พกดาบก่อนหน้านี้
“ฮา ฮ่า! เจอกันอีกแล้วสินะ จี้ปล้นชาวบ้าน รังแกและสังหารสตรี ครั้งที่แล้วเพื่อช่วยผู้บริสุทธิ์จึงปล่อยให้พวกเ้าหลุดมือไป ครั้งนี้คงได้เวลาสะสางคดีเสียที คนชั่วอย่างพวกเ้าคิดจะมาละลานที่เมืองอู่หลินข้าแล้วจะหนีไปง่าย ๆ ฝันไปเถอะ”
ที่แท้สามคนนี้ก็เป็มือปราบแฝงตัวเข้ามา เหมือนว่าพวกเขาคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าสี่กระบี่พญายมจะมาปรากฏที่นี่
หลังสิ้นเสียงมือปราบ พวกเขาก็ดึงดาบออกมาแล้วพุ่งใส่สี่กระบี่พญายมทันที แต่ทว่าความวุ่นวายนี้ก็เป็ตัวก่อชนวนให้กลุ่มคนที่หมายจะมาแย่งชิงตำรับยายึดอายุได้โอกาสลงมือเช่นเดียว
โต๊ะไม้แตกกระจาย ชามกระเด็น น้ำแกงร้อนหกนองพื้น เพียงพริบตาเดียวภายในโรงเตี๊ยมก็เกิดความโกลาหลขึ้น การต่อสู้แม้จะเป็คนละกรณี แต่เมื่อเกิดขึ้นในพื้นที่แคบก็ทำให้เกิดการปะทะที่วุ่นวายยากจะแยกฝักฝ่าย
มู่ไห่เฉินที่นั่งอยู่มุมห้องใจเต้น แต่ก็ยังคงตั้งสติสอดส่องและวิเคราะห์สถานการณ์ เสียงผู้คนร้องระงมผสานกับเสียงโลหะปะทะกันถี่ยิบจนกลบเสียงฟ้าฝนภายนอก
แต่ทันใดนั้นเองเขาก็เห็นว่ามือปราบคนหนึ่งกำลังจะเสียท่า มู่ไห่เฉินขยับตัว วิชาตัวเบาพาเขาแทรกผ่านความโกลาหล มือคว้าดาบจากชายผู้หนึ่งด้วยวิชาคว้าดารา ก่อนยกขึ้นรับการโจมตี
เคร้ง!
แรงปะทะชาจนแขนสั่น แผลเก่าพลันปวดแปลบเล็กน้อยเพราะเร่งรีบ ท่วงท่าไม่มั่นคง
“ว่าไปแล้วสี่กระบี่พญายมนั้นก็ฟังดูชั่วช้าเสียจริง หากข้ามู่ไห่เฉินจะยื่นมือเข้าไปช่วยก็สมควรนัก”
ในความวุ่นวายมู่ไห่เฉินก็สามารถจัดการหนึ่งในสี่กระบี่พญายมได้ มู่ไห่ฟันแขนและใช้ดาบฟาดใบหน้าจนหนึ่งในสี่กระบี่พญายมสลบลงไป
แท้จริงสี่พญายมผู้นี้ฝีมือก็ไม่ได้ด้อยนัก แต่มู่ไห่เฉินที่มีประสบการณ์การต่อสู้มากล้นจากอาจารย์ นั้นทำให้อาศัยความชุลมุน่ชิงความได้เปรียบ
ในความโกลาหลนั้นทุกอย่างกำลังค่อย ๆ เงียบสงบ ผู้คนหลายสิบคนล้วนนอนลงกับพื้นแล้วร้องออกมาด้วยความเ็ป
สี่กระบี่พญายมตอนนี้ถูกจับกุมเป็ที่เรียบร้อย ส่วนทางฉินมู่ไป๋เองก็เหมือนว่าธุระของเขานั้นก็จบแล้วเช่นเดียวกัน
หลังจากความวุ่นวายก็ไม่นานก็มีมือปราบในเครื่องแบบจำนวนหนึ่งเข้ามา
หัวหน้ามือปราบเถี่ยเดินมหามู่ไห่เฉิน เขากล่าวชื่นชมและขอบคุณที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในครั้งนี้ หากครั้งนี้ไม่มีมู่ไห่เฉินเข้ามาช่วย ไม่แน่เขาอาจจะเสียมือปราบไปอีกคน
มู่ไห่เฉินน้อมรับอย่างถ่อมตน ก่อนจากกันไปมือปราบเถี่ยยังให้คำมั่น หากมีเื่ทุกข์ร้อนไม่เป็ธรรมในเขตเมืองอู่หลินก็ไปหาเขาได้ เขายินดีจะช่วยเหลือเสมอ
มู่ไห่เฉินแม้ไม่มีสิ่งใดร้องขอแต่ก็น้อมรับไว้เป็มารยาทก่อนจากกันไป
ส่วนผู้คนที่ร้องเ็ปต่างค่อย ๆ ทยอยลุกยืนและเดินออกจากโรงเตี๊ยมตากสายฝนออกไป
ฉินมู่ไป๋ยามนี้ยังคงดื่มสุรากินข้าวอย่างสบายใจ คนผู้นี้นับว่าเป็ยอดฝีมือผู้หนึ่งเป็แน่ มู่ไห่เฉินหลังจากจำแนกวิชาออกมาก็ต้องเศร้าใจ ไม่มีวิชาใดที่เขาสามารถดาวน์โหลดทันแน่ ๆ คนผู้นี้คาดว่าหลังจากกินเสร็จก็คงจากไป
เอาเถอะมู่ไห่เฉินตัดสินใจดาวน์โหลดวรยุทธ์คนผู้หนึ่งที่เขารู้แน่ ๆ ว่าคืนนี้คนผู้นี้พักที่นี่แน่นอน ระยะเวลาดาวน์โหลดเพียงสองชั่วโมง คาดว่าคงไม่มีข้อผิดพลาดใด
มู่ไห่เฉินเดินเข้าไปยังห้องพัก แม้เขาล้มกายนอนยังคงได้ยินเสียงเก็บกวาดข้าวของจากข้างนอก เหมือนว่ายุทธภพก็วุ่นวายไม่ใช่น้อย ดูจากท่าทีของเถ้าแก่เหมือนว่าเื่ตบตีกันนี้เป็เื่ธรรมดาพบเจอได้ทั่วไป
หากนึกย้อนกลับไป หากสังเกตดี ๆ ก็จะพบว่าทั้งโต๊ะและเก้าอี้นั้นมีรอยฟาดฟันอยู่หลายแห่ง ดูแล้วก็คงผ่านมาหลายศึกเช่นกัน