เหวินซานเร่งฝีเท้ากลับโรงเตี๊ยมทันที เมื่อผลักประตูห้องเข้าไป เซิ่งหลินก็กำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้ นางเงยหน้าขึ้นทันที "กลับมาแล้ว" เมื่อเห็นสีหน้าของเหวินซาน เซิ่งหลินก็รู้ทันทีว่ามีเื่เกิดขึ้น
เมื่อเซิ่งหลินจากไป เหวินซานจึงปิดประตูห้อง นั่งขัดสมาธิ ปล่อยให้จิตสำนึกจมดิ่งลึกลงสู่มิติิญญาทันที
ภายในมิติ ความเงียบยังคงเดิม เหวินซานเดินตรงไปยังแปลงสมุนไพร ทันทีที่เห็นต้นหญ้าิญญาที่ปลูกไว้ก่อนหน้า เขาก็ถึงกับตะลึง ต้นหญ้าที่เคยสูงเพียงคืบ บัดนี้เติบโตจนเกือบถึงเอว ใบสีเขียวเข้มเปล่งประกายอ่อน ๆ เมื่อตรวจดูอย่างละเอียด เหวินซานก็ประเมินอายุของมันได้คร่าว ๆ
"...เกือบยี่สิบปีแล้ว" แม้จะคาดเดาไว้บ้าง แต่เมื่อเห็นกับตา หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นอีกครั้ง เขารีบนำเมล็ดสมุนไพรที่เพิ่งซื้อจากตลาดออกมาปลูกเพิ่มทันที รดน้ำจากน้ำพุิญญาจนเรียบร้อย จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นแผ่นหยก
ก้าวสายลม เหวินซานนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนความคิดหนึ่งจะผุดขึ้นมา "หากเวลาหนึ่งคืนภายนอก เท่ากับหลายเดือนในนี้ เช่นนั้น ข้าจะฝึกวิชาท่าร่างที่นี่ได้หรือไม่" ดวงตาของเขาเป็ประกาย หากทำได้จริง ต่อให้ภายนอกผ่านไปเพียงคืนเดียว เขาก็อาจฝึกก้าวสายลมได้เทียบเท่าหลายเดือน
เหวินซานไม่ลังเลอีก เขาเปิดแผ่นหยก เริ่มศึกษาหลักการก้าวแรกของก้าวสายลมอย่างตั้งใจ ท่ามกลางมิติที่ไร้ผู้คน เสียงฝีเท้าของเด็กหนุ่มดังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนรอยเท้าบนพื้นดินสีดำเริ่มทับซ้อนกันนับไม่ถ้วน
วันแรกในมิติผ่านไป เหวินซานยังไม่สามารถใช้ก้าวสายลมได้อย่างถูกต้อง ทุกครั้งที่เร่งพลังิญญาเข้าสู่ขา จังหวะการลงน้ำหนักกลับผิดพลาด บางครั้งเร็วเกินไป บางครั้งช้าเกินไป จนเสียสมดุลอยู่บ่อยครั้ง
วันที่ห้า เหวินซานเริ่มจับจังหวะได้ อย่างน้อย ฝีเท้าของเขาก็เบาขึ้นกว่าวันแรก เวลาวิ่งผ่านพื้นดิน เสียงฝีเท้าค่อย ๆ เบาลงทีละน้อย
วันที่สิบ เขาเริ่มเคลื่อนตัวได้ต่อเนื่อง แม้จะยังไม่รวดเร็ว แต่ทุกก้าวกลับมั่นคงกว่าเดิมมาก วันนี้เสบียงที่อยู่ในมิติหมดลงพอดี เหวินซานจึงต้องลอบลงไปที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม เมื่อลืมตาขึ้น ร่างของเขายังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงในท่าเดิม
เหวินซานลุกขึ้นเปิดประตู ก่อนเดินลงไปยังชั้นล่างของโรงเตี๊ยม เ้าของร้านกำลังยืนตรวจบัญชีอยู่หลังโต๊ะ เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาก็รีบเงยหน้าขึ้น
“คุณชาย ้าสิ่งใดเพิ่มเติมหรือขอรับ”
“ข้า้าเสบียงสำหรับเดินทาง” เหวินซานตอบ “พรุ่งนี้ข้ากับสหายต้องออกจากเมืองแต่เช้า ช่วยจัดเนื้อแห้ง แผ่นแป้ง และน้ำสะอาดให้ข้าสามสิบชุดได้หรือไม่”
เ้าของโรงเตี๊ยมชะงักไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ ผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยมักซื้อเสบียงเผื่อไว้หลายวัน เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าระหว่างทางจะพบร้านค้าหรือหมู่บ้านอีกเมื่อใด
“ไม่มีปัญหาขอรับ แต่คงต้องรอสักครู่ ข้าจะให้คนในครัวจัดเตรียมให้”
ไม่นานนัก เสบียงสามสิบชุดก็ถูกบรรจุลงในห่อกระดาษน้ำมันอย่างเรียบร้อย แต่ละชุดประกอบด้วยเนื้อแห้ง แผ่นแป้ง ผลไม้แห้ง และถุงน้ำขนาดเล็ก เพียงพอสำหรับหนึ่งมื้อ
เหวินซานชำระเงินเรียบร้อย จากนั้นจึงเอ่ยบอกเสี่ยวเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ "รบกวนเ้าช่วยยกเสบียงพวกนี้ไปส่งให้ข้าที่ห้องพักบนชั้นบนที"
เสี่ยวเอ๋อร์ยิ้มรับแล้วช่วยหิ้วห่อเสบียงทั้งหมดตามเหวินซานขึ้นมาจนถึงห้องพัก เมื่อเข้าไปด้านในและเสี่ยวเอ๋อร์วางห่อเสบียงลงบนโต๊ะเรียบร้อยพร้อมกับขอตัวลาลงไปด้านล่าง เหวินซานก็ปิดประตูลั่นกลอนอย่างแ่า
เขากวาดสายตามองห่อเสบียงกองใหญ่บนโต๊ะ ก่อนจะสะบัดมือวูบเดียว เสบียงทั้งหมดก็ถูกเก็บเข้าสู่มิติิญญาในพริบตาเดียวโดยไม่เหลือร่องรอย
หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เหวินซานจึงกลับไปนั่งขัดสมาธิกลับเข้าสู่มิติิญญาเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง จิตของเขาก็มาปรากฎอยู่ภายในมิติิญญาแล้ว
ชีวิตในมิติแห่งนี้ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ตลอดสามสิบวันภายในมิติ เหวินซานฝึกท่าเท้า จากที่เคยล้มทุกไม่กี่ก้าว บัดนี้เขาสามารถเคลื่อนตัวต่อเนื่องได้หลายสิบก้าวโดยไม่เสียสมดุล แปลงสมุนไพรที่เพิ่งนำเข้ามาก็เริ่มผลิใบอ่อนสีเขียวสดเรียงรายเต็มแปลง กลางวันฝึกวิชา ่เย็นดูแลสมุนไพร กลางคืนอ่านตำราโอสถ
จนกระทั่งครบสามสิบวัน เหวินซานค่อย ๆ หยุดฝึก เหงื่อชโลมทั่วร่าง เขายืนนิ่งสงบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้น แววตาฉายแววเด็ดเดี่ยว
สิ้นความคิดนั้น เหวินซานก็สูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมจิตสำนึกแล้วถอนตัวออกจากมิติิญญา สำหรับโลกภายนอกเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
รุ่งอรุณวันถัดมา แสงแดดยามเช้าสาดผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้องพัก เหวินซานค่อย ๆ ลืมตาขึ้นร่างกายยังคงเป็เช่นเดิม ระดับพลังยังอยู่ที่ขั้นจุดประกายิญญาระดับสอง เขาลุกขึ้นบิดข้อมือเบา ๆ ลองก้าวเท้าหนึ่งก้าว ฟุ่บ... ร่างเคลื่อนออกไปอย่างนุ่มนวลกว่าที่เคย
ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ก๊อก... ก๊อก... "เหวินซาน ถึงเวลาแล้ว" เป็เสียงของเซิ่งหลิน เหวินซานเปิดประตูออกไป เซิ่งหลินเหลือบมองเขาเพียงครู่เดียว ก่อนเลิกคิ้วน้อย ๆ "เ้าดูต่างไป"
เหวินซานยิ้มแห้ง "คงพักผ่อนเต็มที่กระมัง" เซิ่งหลินไม่ได้ซักถาม นางหยิบแผนที่ออกมากางบนโต๊ะ "เมื่อคืนข้าสอบถามข่าวเพิ่ม คลังร้างที่เ้าพบ เป็เพียงจุดพักคน" เหวินซานขมวดคิ้ว "จุดพัก?"
เซิ่งหลินพยักหน้า "ชาวบ้านที่ถูกจับจะถูกส่งต่ออีกทอดหนึ่ง ทุกสามวัน จะมีรถม้ามารับ
เหวินซานกำหมัดแน่น "เช่นนั้นเราจะช่วยคนเลยหรือไม่" เซิ่งหลินส่ายหน้า "ยัง ภารกิจของสำนัก ไม่ใช่เพียงช่วยคน แต่ต้องสาวไปถึงผู้อยู่เื้ั" นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบ "วันนี้เราจะปล่อยให้พวกมันเคลื่อนย้าย แล้วสะกดรอยตาม ไม่ว่าผู้อยู่เื้ัจะเป็ผู้ใด วันนี้... ต้องเผยตัว"
เหวินซานพยักหน้าช้า ๆ เขาเข้าใจทันที หากช่วยชาวบ้านตอนนี้ คนร้ายตัวจริงย่อมหนีรอด แต่หากตามไปจนถึงรัง... อาจถอนรากถอนโคนได้ทั้งหมด เซิ่งหลินหยิบเสื้อคลุมสีเทาสองตัวออกมาวางบนโต๊ะ
ทั้งสองเก็บป้ายประจำสำนักไว้ในถุงเก็บของอย่างมิดชิด ก่อนเดินออกจากโรงเตี๊ยม มุ่งหน้าไปยังคลังร้างร้างที่ชานเมือง
ยามสาย เหวินซานและเซิ่งหลินมาถึงตรอกแคบใกล้คลังร้างร้างอีกครั้ง ทั้งสองไม่ได้เข้าไปทันที แต่เลือกซ่อนตัวอยู่บนหลังคาอาคารร้างฝั่งตรงข้าม
จากตำแหน่งนี้ สามารถมองเห็นประตูคลังร้างได้อย่างชัดเจน เซิ่งหลินหยิบผงยาสีเขียวออกมาสองเม็ด ก่อนส่งให้เหวินซานหนึ่งเม็ด
"อมไว้ มันจะช่วยป้องกันพิษ" เหวินซานรับมาโดยไม่ถาม ทันทีที่อมลงไป ความเย็นสายหนึ่งก็แผ่กระจายทั่วปากและลำคอ "หากพวกมันใช้พิษ เ้าจะได้ไม่เสียเปรียบ" เซิ่งหลินกล่าวเบา ๆ
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ประตูคลังร้างค่อย ๆ เปิดออก ชายชุดดำสี่คนเดินออกมาก่อน แต่ละคนถือดาบและคอยระวังรอบด้าน "ตรวจตรารอบนอกให้เรียบร้อย รถใกล้จะมาถึงแล้ว" หนึ่งในนั้นกล่าว
ไม่นาน... รถม้าปิดทึบคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดหน้าประตู ม้าทั้งสองตัวแข็งแรงผิดปกติ ตัวรถถูกคลุมด้วยผ้าสีดำจนมองไม่เห็นด้านใน เหวินซานขมวดคิ้ว "มาแล้ว" ชายชุดดำหลายคนเริ่มทยอยอุ้มชาวบ้านที่ยังหมดสติออกมาทีละคน ทุกคนถูกมัดมือ มัดเท้า และปิดตาไว้แน่น เหวินซานกำหมัดโดยไม่รู้ตัว เด็กชายที่เขาเห็นเมื่อคืนก็อยู่ในนั้นด้วย
เซิ่งหลินแตะไหล่เขาเบา ๆ "ใจเย็น ยังไม่ถึงเวลา" เหวินซานสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนพยักหน้ารับ
ชาวบ้านคนสุดท้ายถูกโยนขึ้นรถม้า ประตูด้านข้างรถเปิดออกจากด้านใน ชายชราชุดดำผู้หนึ่งก้าวลงมาอย่างช้า ๆ เส้นผมขาวโพลน ใบหน้าซูบตอบ แต่ดวงตากลับเย็นเยียบอย่างน่าประหลาด ก่อนกวาดตามองคลังร้างและผู้คนที่กำลังถูกลำเลียงขึ้นรถ
ทันทีที่เขาปรากฎตัว ชายชุดดำทุกคนต่างก้มศีรษะ "คารวะท่านผู้าุโ" เหวินซานหรี่ตาลง
'ผู้าุโ?'
ชายชรามองชาวบ้านบนรถม้า ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ครบหรือยัง"
"ยังขาดอีกสองคนขอรับ" หัวหน้าชายชุดดำรีบก้มหน้าลงรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อย
ชายชราสวมชุดคลุมสีเทาเข้มขมวดคิ้วแน่นจนเกิดรอยย่นลึก ดวงตาขุ่นมัวฉายแววดุดัน "เหลวไหลนัก! อีกเพียงสิบวันพิธีก็จะเริ่มขึ้นแล้ว นายท่านเป็คนตรงต่อเวลาและเกลียดการรอคอยเป็ที่สุด ถ้างานนี้พังลงเพราะพวกเ้าจัดเตรียมคนไม่ครบ ข้าจะเอาหัวพวกเ้ามาสังเวยแทน"
หัวหน้าชายชุดดำหน้าถอดสีรีบโขกหัวโขกพื้นติดต่อกัน "ผู้าุโโปรดอภัย! ข้าน้อยสมควรตาย! แต่โปรดให้เวลาข้าอีกสักวัน..."
"ช่างเถอะ..." ชายชรารับคำด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นสะท้อนก้อง ก่อนจะแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วโบกมือปัดอย่างรำคาญ "ในเมื่อพวกมันเดินมาส่งส่วยถึงที่แล้ว ก็ไม่ต้องเสียเวลาออกไปหาให้ยากเย็น"
สมุนชุดดำชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความมึนงง "ท่านหมายถึง...?"
ชายชราไม่ตอบคำถาม แต่กลับหันหน้าขวับขึ้นไป้าอย่างกะทันหัน ดวงตาขุ่นมัวคู่นั้นกวาดมองตรงไปยังผืนหลังคาที่เหวินซานและเซิ่งหลินซ่อนตัวอยู่พอดี "ก็ไอ้หนูสองคนที่แอบซุ่มอยู่บนหลังคานั่นอย่างไรเล่า!"
เซิ่งหลินรูม่านตาหดวูบลงเหลือเพียงเท่ารูเข็ม สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องลั่นในหัว 'ถูกพบตัวแล้ว!'