เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ)

    ตอนที่ 30 เมืองอินทรี

    ตอนที่ 30เมืองอินทรี

     

    หลังจากที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่นานซื่อวู้ก็ดึงสติกลับมามีท่าทีสงบนิ่งอีกครั้งก่อนจะไอเบาๆและหันมามองที่เจิ้งฟู่และพูดขึ้นว่า.....


    “เรื่องในวันนี้เจ้าห้ามไปบอกใครเชียว เพราะมันอาจจะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นได้”


    ขอรับท่านอาจารย์ศิษย์จะปฏิบัติตาม!!


    หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันเตรียมส่วนผสมเพื่อทำการปรุงยาต่อและพวกเขาก็ได้เม็ดยารักษาระดับสองมาอีกราวๆยี่สิบเม็ดก่อนที่จะหยุดมือลงเพราะส่วนผสมต้นลิ้นหมาที่มีนั้นหมดแล้ว.....


    “ช่างน่าเสียดายนักที่ข้ามีต้นลิ้นหมาเก็บไว้น้อยไปหน่อยเพราะข้าคิดว่ามันไม่มีประโยชน์เลยเก็บมันไว้เพียงเท่านี้พรุ่งนี้เราจะไปตลาดกันเพื่อหาซื้อสมุนไพรเจ้าจะไปด้วยหรือไม่?”


    ตลาด!!?


    นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะไปออกไปจากตระกูลตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนเพราะพ่อของเขาเป็นถึงผู้อาวุโสคนสำคัญดังนั้นเขาอาจจะเป็นเป้าหมายได้แต่ถ้าเขาไปกับซื่อวู้เขาก็จะปลอดภัยเพราะที่นี้มีกฎว่าห้ามทำร้ายนักปรุงยาไม่ว่าจะเป็นคนของตระกูลไหนและที่เป็นแบบนั้นเพราะว่าบางครั้งพวกเขาก็ต้องได้รับการร่วมมือจากนักปรุงยาเหล่านี้ด้วยเช่นกัน.....


    "แน่นอนขอรับท่านอาจารย์แต่ข้าคิดว่าท่านพ่อคงจะไม่ให้ข้าไปแน่นอนข้าเองอยากออกไปดูข้างนอกบ้างแต่ติดตรงที่......."เจิ้งฟู่พูดพร้อมกับทำหน้าเศร้าๆคอตกและเมื่อซื่อวู้เห็นแบบนั้นมันก็นึกอะไรขึ้นได้และพูดขึ้นว่า.....



    “เอาอย่างนี้ละกันข้าจะเป็นคนไปพูดกับพ่อของเจ้าให้เองเจ้าไม่ต้องห่วง!! อีกอย่างเพื่อเป็นการตอบแทนเจ้าสำหรับสูตรยาสูตรใหม่ด้วย”เมื่อเจิ้งฟู่ได้ยินแบบนั้นเขาก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้เขารีบประสานมือขึ้นและโค้งหัวลงคาราวะทันที....


    "ขอคุณท่านอาจารย์ที่กรุณาต่อศิษย์"


    “อือ....ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้ามารอข้าที่นี้แล้วกันเดียวข้าจะบอกเจ้าเองว่าผลเป็นยังไง”


    ขอรับ!!


    “อ๊ะ!! และนี้…..เม็ดยาของเจ้ารับมันไปสิ”ก่อนที่เจิ้งฟู่จะไปซื่อวู้ได้ให้เม็ดยารักษาระดับสองห้าเม็ดกับเขาพร้อมกับยิ้มอย่างอบอุ่น......


    ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์!!


    เจิ้งฟู่กล่าวลาและกลับบ้านทันทีพร้อมกับเม็ดยาระดับสามห้าเม็ดในถุงผ้าของเขาระหว่างทางเจิ้งฟู่คิดมาตลอดถ้าเขามีแหวนมิติก็คงดีการที่เขาพกของมีค่าแบบนี้ไปไหนมาไหนมันคงจะไม่เป็นเรื่องดีแน่และอันดับแรกเมื่อเขาไปถึงตลาดเขาต้องหาซื้อมันให้ได้.......


    *แล้วเราจะเอาเงินจากไหนไปซื้อละเนี่ยเราไม่มีเงินเลยสักแดงเดียวอ๊ะ!!จริงด้วยเม็ดยารักษาระดับสองนี่ไงท่านอาจารย์ซื่อวู้บอกว่ามันมีราคาแพงถ้าเราขายมันเราอาจจะมีตังพอที่จะซื้อแหวนมิติสักวงก็ได้*


    เจิ้งฟู่แทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆแต่เขาก็ไม่ได้หวังอะไรมากเพราะไม่รู้ว่าซื่อวู้นั้นจะขออนุญาตพ่อของเขาได้หรือไม่ได้......


    เมื่อกลับมาถึงห้องเจิ้งฟู่ยังคงทำการศึกษาตำราต้นสมุนไพรต่อตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เขาจำได้ถึงเก้าส่วนแล้วในช่วงแรกๆนั้นมีแต่สมุนไพรระดับต่ำจึงทำให้ง่ายต่อการจดจำแต่ยิ่งมากขึ้นมากขึ้นมันยิ่งยากขึ้นทั้งคุณลักษณะและคุณสมบัติของมันจึงทำให้ใช้เวลามากขึ้นไปด้วย.......


    แต่สำหรับคนอื่นแล้วเวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนแต่สามารถจดจำได้ถึงเก้าส่วนนั้นมันมันเรียกได้ว่าอัจฉริยะเลยเหนืออัจฉริยะแล้วเพราะขนาดซื่อวู้เองยังใช้เวลาหลายสิบปีแต่เขาก็ยังไม่อาจที่จะจดจำพวกมันได้ทั้งหมดเลย.......


    จริงๆแล้วเจิ้งฟู่ไม่ได้เขียนสูตรยาเพียงแค่สูตรเดียวแต่มันยังมีอีกเกือบสิบสูตรด้วยกันเพราะเขาได้นำสูตรยาฉบับดั่งเดิมที่ซื่อวู้มีไปปรับเปลี่ยนใหม่และที่เขาเลือกที่จะบอกสูตรยาฉบับแรกให้ซื่อวู้นั้นเพราะว่าเขาอยากรู้ว่าสูตรยาที่เขาคิดนั้นใช้ได้จริงหรือไม่เท่านั้น......


    และผลที่ออกมานั้นมันก็เกินคาดที่เจิ้งฟู่คิดไว้เสียอีกเพราะเขาไม่คิดว่าสูตรยารักษาระดับหนึ่งที่นำมาเปลี่ยนส่วนผสมและวิธีลำดับขั้นตอนใหม่กลับทำให้มันมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างน่าตกใจจนทำให้มันกลายเป็นยาระดับสองสะงั้นและถ้าหากว่าเขามีตัวสมุนไพรที่ดีกว่านี้เจิ้งฟู่คาดว่าประสิทธิภาพของมันคงจะดีกว่านี้มากแน่ๆ......


    แต่ถ้าเกิดว่ามันเป็นยาที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูพลังหรือเพิ่มพลังซีมันคงจะมีค่ามากกว่านี้แต่ยาที่เจิ้งฟู่พึ่งคิดนี้มันมีไว้เพื่อรักษาบาดแผลเท่านั้นจึงทำให้มันสำคัญแค่ในระดับหนึ่งสำหรับพวกนักรบหรือทหารเพียงเท่านั้น........


    เช้าวันรุ่งขึ้นที่หน้าหอโอสถเจิ้งฟู่มานั่งรอซื่อวู้แต่เช้าเพื่อรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อและทันใดนั้นซื่อวู้ก็เดินเข้ามามาพอดี.....


    “พ่อของเจ้ายอมให้เจ้าไปกับข้าแล้วนะเจ้ารู้ไหมข้าต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าเขาจะยอมได้!?”


    “จริงหรือครับท่านอาจารย์!!”


    “จริงสิ!! เอาละได้เวลาแล้วพวกเราไปกันเถอะเดียวมันจะสายเอาเสียก่อน!!”


    ขอรับ!!


    เจิ้งฟู่รีบขึ้นรถม้ากับซื่อวู้ทันทีตอนนี้ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขเต็มไปหมดแล้วเขาคิดว่าเขาคงจะไม่ได้ไปเป็นแน่ตอนนี้ทั้งเจิ้งฟู่และซื่อวู้นั่งอยู่บนรถม้าที่มีคนคุ่มกันประมาณสามสิบคนได้แต่ละคนต่างอยู่ระดับก่อเกิดชั้นต้นทั้งนั้นและคนที่ระดับสูงสุดอยู่ที่ระดับก่อเกิดขั้นห้า.....


    "ท่านอาจารย์ไม่ทราบเราจะไปที่ใดกัน เมืองสายธาร หรือเมืองอินทรี?"เจิ้งฟู่ถามซื่อวู้ด้วยความอยากรู้เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่เขาออกมาเขาได้ศึกษาภูมิศาสตร์มาไม่น้อยเขาจดจำมันได้ทุกเส้นทางที่มีบันทึกในหนังสือตอนเขาเรียนกับอาจารย์หวงถึงเขาจะรู้แต่เขาก็ไม่เคยที่จะได้ออกมาดูของจริงสักทีมันจึงทำให้เขาตื่นเต้นอย่างมากที่ได้ออกมา.....


    ตามแผนที่แล้วตระกูลเทียนถ่างนั้นตั้งอยู่ทางทิศตระวันตกซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองสายธารและเมืองอินทรีมากที่สุดซึ่งทั้งสองเมืองนั้นเป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มากแต่ก็มีผู้คนหนาแน่นที่เดียวและไม่เพียงแต่ตระกูลของเขายังมีอีกสี่ตระกูลที่อยู่รอบๆนี้ด้วยกันได้แต่ตระกูลเหล่ยตระกูลฮั่ว ตระกูลเจีย และก็ตระกูลมู่ถ้ารวมตระกูลเขาเข้าไปด้วยก็เป็นห้าตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจมากที่สุดในเขตนี้.......


    ซึ่งตอนนี้ตระกูลของเขานั้นตกต่ำมากและจัดอยู่ในลำดับสุดท้ายของห้าตระกูลใหญ่เพราะว่าตระกูลของเขานั้นไม่ได้ผลิตอัจฉริยะมาหลายปีแล้วบวกกับทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดจึงทำให้พวกเขาตกต่ำลงในหลายปีที่ผ่านมา.......


    “พวกเราจะไปที่เมืองอินทรีกัน!!”


    เมืองอินทรีอย่างนั้นหรอ!!?


    "เดียวข้านึกก่อนนะ...อ๋อ!!เมืองอินทรีนั้นมีภูมิอากาศร้อนชื้นมีป่าทึบผสมกับที่โล่งแต่ก็ติดภูเขาด้วยและพื้นที่แถวนั้นก็เป็นที่ที่ต้นลิ้นหมาเกิดมากที่สุดและมีราคาถูกกว่าเมืองสายธารมากและมันยังเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างกลางของตระกูลทั้งห้าด้วยมันจึงมีขนาดใหญ่กว่าเมืองสายธารพอสมควร"


    โอ้ววว!!


    ซื่อวู้อดอุทานไม่ได้เมื่อได้ยินเจิ้งฟู่กล่าวออกมาถึงลักษณ์ภูมิประเทศของเมืองอินทรีได้แย่งกับตาเห็นเพราะเขาจำได้ว่านี้เป็นครั้งแรกที่เจิ้งฟู่ออกมาแต่เจิ้งฟู่กลับรู้ถึงขนาดนี้......


    “ถูกต้องแล้วเมืองอินทรีนั้นอยู่ระหว่างกลางของทั้งห้าตระกูลทำให้มีคนมากกว่าและของขายมากกว่าแถมต้นลิ้นหมายังราคาถูกอีกด้วยเพราะไม่มีใครนำมันไปใช้ประโยชน์เพราะคิดว่ามันไร้ค่าเหมือนกับที่ข้าเคยติดมาก่อนหน้านี้ไง”


    ถึงแม้เจิ้งฟู่จะพอรู้มาบ้างจากการอ่านหนังสือและการบอกเล่าจากอาจารย์หวงแต่เขาก็ไม่เคยออกมาจริงๆสักครั้งดังนั้นเขาจึงตั้งใจฟังที่ซื่อวู้อธิบายอย่างตังใจเอามากส่วนซื่อวู้ก็อธิบายเกี่ยวกับสิ่งต่างๆในเมืองทั้งความเป็นมาและเรื่องต่างๆที่จำเป็นในส่วนของเรื่องที่เจิ้งฟู่ยังไม่รู้ให้กับเจิ้งฟู่ได้รู้ทั้งหมด......


    “จำไว้อย่าได้ออกห่างจากข้าเด็ดขาดถ้าหากเจ้าจะไปที่ใดบอกข้าก่อนเข้าใจไหม?”


    ขอรับท่านอาจารย์!!


    จากตระกูลของเขาไปเมืองอินทรีนั้นใช้เวลาสามวันในการเดินทางและในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเมืองอินทรีเมืองศูนย์กลางของห้าตระกูลใหญ่ที่มีผู้คนเดินกันมากมายทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างก็เดินกันเต็มไปหมดเจิ้งฟู่มองและนึกถึงโลกก่อนหน้าของเขาเมื่อตอนเขาเดินกลับบ้านในเวลากลางคืนเลยไม่มีผิดแต่กลับกันมันเป็นตอนเช้าทั้งสองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายทั้งร้านขายผ้าอุปกรณ์ของใช้มากมายเต็มไปหมด......


    เอี๊ยดดดด!!!


    “เราจะอยู่ที่นี้แค่หนึ่งวันเท่านั้นก่อนที่จะกลับตระกูลและเราก็จะพักกันที่โรงเตี้ยมนี้”เมื่อเขาลงจากรถม้าก็เจอกับโรงเตี้ยมที่ไม่ใหญ่มากแต่ก็ดูดีระดับหนึ่งและที่นี้ก็เป็นที่ที่ซื่อวู้จะมาพักเป็นประจำทุกครั้งที่เขามาซื้อส่วนผสม....


    “คาราวะท่านซื่อวู้!!”เมื่อทั้งคู่ลงมาจากม้าก็มีชายร่างอ้วนวิ่งเข้ามากล่าวมาต้อนรับพวกเขาทั้งคู่อย่างสุภาพทันที......


    “อ่า... สวัสดีเถ้าแก่!!”

     



    “โรงเตี้ยมของเรายินดีต้อนรับขอรับ ไม่ทราบครั้งนี้ท่านจะพักกี่วัน?”เถ้าแก่อ้วนถามขึ้นพร้อมกับถูมือของตัวเองไปด้วย....


    “ครั้งนี้ข้าพักเพียงแค่หนึ่งคืนเท่านั้น”


    “ได้เลยขอรับเดียวข้าจะให้เด็กไปจัดห้องให้”


    เดียวก่อน!!


    “ข้าขอเพิ่มอีกห้องนะครั้งนี้ ข้าพาหลานชายมาด้วยจัดห้องให้เขาที”เมื่อได้ยินคำว่าหลานชายเถ้าแก่อ้วนก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองมาที่เจิ้งฟู่ด้วยความสงสัยเพราะปกติแล้วซื่อวู้นั้นมักจะมาคนเดียวตลอดแต่เมื่อเห็นแล้วมันก็ยิ้มๆเพียงเท่านั้นก่อนจะพูดขึ้นว่า....


    “ได้ขอรับข้าจะให้คิดไปจัดการให้!!”


    จากนั้นเสี่ยวเอ้อก็มายกของไปเก็บส่วนคนคุ้มกันต่างก็เข้าพักผ่อนเพื่อรอเดินทางกลับเพราะอยู่ในเมืองนี้มีความปลอดภัยสูงเพราะที่เมืองนี้มีกฎคือห้ามต่อสู้กันนอกจากจะไปที่ลานประลองกลางเมืองเท่านั้นผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษห้ามเข้าเมืองเป็นเวลาหนึ่งปีและด้วยกฎข้อนี้จึงทำให้ที่นี้สงบสุขและปลอดภัยมาช้านานแล้วถึงอาจจะมีการกระทบกระทั้งกันบ้างแต่พวกมันก็ยังเกรงใจต่อกฎอยู่.....


    “เจิ้งฟู่ก่อนที่เราจะไปยังร้านสมุนไพรนั้นข้าจะพาเจ้าไปยังสถานที่หนึ่งก่อนดังนั้นยังมีเวลาอีกหนึ่งชั่วยามก่อนที่เราจะไปเช่นนั้นเจ้าไปพักผ่านให้เต็มที่เสียเถอะ”ซื่อวู้หันมาหาเจิ้งฟู่และกล่าวขึ้น.....


    *สถานที่ใดกัน!?*

     

     

    ขอรับ!!



    เจิ้งฟู่สงสัยว่าซื่อวู้จะพาเขาไปยังที่ใดกันแต่ก็ไม่ได้พูดถามออกมาเพราะเขาไม่ได้คิดอะไรมากอยู่แล้วถึงสถานที่ที่ซื่อวู้จะพาเขาไปก่อนจะตอบรับกลับไปอย่างสุภาพและกลับไปที่ห้องของเขาที่ที่เสี่ยวเอ้อได้จัดไว้ให้เท่านั้น.....

    คล้ายกับเรื่องเหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 1 เหนือพิภพ) ที่คุณอ่าน

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.08M 2015
    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.57M 5024
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258