“วันนี้ทหารหน่วยลาดตระเวนย่อยที่สิบสาม มีหัวหน้าหน่วยคือเจียวหั่ว นักรบยุทธ์ขั้นห้า พร้อมทหารระดับนักยุทธ์ผู้ฝึกตนขั้นหกขึ้นไปอีกเก้านาย ออกจากเมืองไคชุนไปปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามปกติั้แ่เช้าตรู่ และกำหนดกลับเข้าค่ายพักในเมืองก่อนตะวันตกดิน ทว่าบัดนี้ราตรีล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้ว กลับยังไม่มีผู้ใดพบเห็นพวกเขาเ่าั้”
แม้บุรุษอีกฝั่งบานประตูจะพูดด้วยเสียงที่เบาลงจนแทบเป็การกระซิบ ทว่าอเล็กซ์ก็ยังได้ยินอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“หมายถึงเ้าพวกนั้นหายตัวไปอย่างลึกลับ?”
“ถูกต้อง ราวกับล่องหายไปตามสายลม ไม่ทิ้งร่องรอยอันใดแม้แต่น้อย เป็ปริศนาที่ทำเอาระดับแม่ทัพสูงสุดเมืองไคชุนถึงกับอยู่ไม่เป็สุข สั่งหน่วยลาดตระเวนย่อยทุกหน่วยออกปูพรมค้นหาั้แ่ย่ำราตรี จนล่วงผ่านไปสองยามก็ไม่เจอแม้เบาะแสสักชิ้น จึงเปลี่ยนคำสั่งให้ถอนกำลัง และเก็บเื่นี้เป็ความลับ ด้วยไม่อยากให้กลายเป็ข่าวใหญ่โต กระทบสองงานสำคัญที่กำลังจะเปิดม่าน รอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปก่อน ค่อยมาจัดการเื่นี้อีกที”
“เพียงฟังก็รู้สึกน่าฉงนแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้คล้ายไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเมืองไคชุน” ชายผู้เป็ทหารหน่วยเฝ้าประตูเมืองแสดงความเห็นตอบรับ
“ขอให้เป็แค่การหลงทางในป่าก็แล้วกัน ไม่เช่นนั้นงานของหน่วยลาดตระเวนหนักหนาสาหัสแน่”
“ขอให้เป็เช่นนั้น”
บทสนทนาจบลงที่ตรงนี้ ก่อนที่สองบุรุษจะล้างทำความสะอาดมือ จากนั้นก็ผลักประตู เดินออกจากห้องสุขาไป โดยที่ยังไม่รับรู้การมีอยู่ของบุรุษคนที่สามซึ่งอำพรางตนนิ่งเงียบอยู่หลังบานประตู อีกทั้งเขาผู้นี้ยังเป็ตัวละครสำคัญในเื่ราวบทสนทนาเมื่อครู่
สิ่งที่ได้สดับเป็ประโยชน์สำหรับอเล็กซ์ เขาได้รับรู้ว่าจนกว่าศึกประลองหมัดมวยจะจบลง รับประกันว่าศพทหารที่เขาจัดการฝังกลบที่ชายหาดจะไม่ถูกค้นพบ และต่อให้หลังจากนั้นเื่จะแดงขึ้นมา เขากับจางเหว่ยก็ไปไกลจากเมืองไคชุนแห่งนี้แล้ว
ด้วยเหตุนี้รอยยิ้มจึงผุดขึ้นที่มุมปาก อเล็กซ์เปิดประตูห้องสุขาเล็ก สืบเท้าก้าวออกไปล้างมืออย่างใจเย็น ภาพที่สะท้อนในกระจกเบื้องหน้าบ่งบอกชัดว่าใบหน้าของเขาเริ่มแดงด้วยฤทธิ์น้ำเมา
“ั์ตาท่านช่างประหลาดยิ่งนัก ทว่าเป็ความประหลาดอันงดงาม น้อยครั้งที่ข้าจะได้เห็นั์ตาที่ทอประกายด้วยสีน้ำทะเลเช่นนี้” ดวงตาคู่งามของหนิงเหมยคล้ายกำลังสำรวจลึกลงไปในแววตาอเล็กซ์ พวงแก้มขาวเนียนเริ่มเจือสีเืฝาด มือเรียวเล็กม้วนปอยผมไปมา กลบเกลื่อนท่าทีขวยเขิน พลางกล่าว
หลังจากที่อเล็กซ์กลับจากการปลดทุกข์พร้อมได้รับข้อมูลสำคัญพกติดกระเป๋ามาด้วย เวลาก็ล่วงผ่านไปอีกชั่วยาม บัดนี้สองบุรุษสองสตรีภายในห้องหมายเลขยี่สิบสอง คล้ายกำแพงน้ำแข็งถูกพังทลายลงเรียบร้อย บทสนทนาจึงเป็กันเองมากขึ้น
หลี่หลินคลอเคลียจางเหว่ยไม่ห่าง กระเซ้าเย้าแหย่กันไปมา ราวกับว่าโลกใบนี้มีพวกเขาเพียงสอง อเล็กซ์จึงเหมือนอยู่กับหนิงเหมยสองต่อสอง แม้เขาจะไม่ได้รู้สึกเสน่หากับนางเท่าไร ออกจะรู้สึกเอ็นดูในเชิงน้องสาวคนหนึ่งเสียด้วยซ้ำ ทว่าเพื่อให้นางรู้สึกสบายใจ สร้างความมั่นใจว่าตนก็เป็นางโลมที่ดีผู้หนึ่ง ชายหนุ่มจึงไม่ปฏิเสธบริการจากอีกฝ่าย
“คำชมนี้ข้าขอรับไว้” ชูจอกสุราขึ้น ส่งความหมายให้อีกฝ่ายยกจอกชนด้วย อเล็กซ์กล่าวยิ้ม ๆ
คล้อยหลังเสียงจอกกระทบกังวานใส อเล็กซ์อดขำปนเอ็นดูไม่ได้เมื่อเห็นใบหน้าเหยเกของหนิงเหมย ขณะโดนความร้อนแผดเผายามสุราเดินทางผ่านลำคอลงไป
“เ้าไม่ต้องกระดกหมดทุกคราก็ได้ ครั้งต่อไปกับแขกรายอื่นก็เช่นกัน หากไม่เข้าตาจนจริง ๆ เ้าไม่ต้องกระดก สิ่งสำคัญที่สุดคือการประคองสติให้อยู่กับตัว เ้าจะได้เอาตัวรอดจากแขกนิสัยไม่ดีที่จ้องเอาเปรียบเ้าได้” น้ำเสียงสั่งสอนแกมหยอกเย้าของอเล็กซ์ ทำเอาหนิงเหมยที่กำลังลูบอกตัวเองเพื่อขับไล่ความร้อนแรงของสุราเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มด้วยแววตาใสซึ้ง พวงแก้มจากที่แดงอยู่แล้ว ยามนี้ทวีความระเรื่อขึ้นอีกระดับ
“ข้าอยากให้แขกทุกคนใจดีเช่นท่าน”
อเล็กซ์สดับคำแล้วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเอื้อมมือไปลูบศีรษะหนิงเหมยแ่เบา ระบายยิ้มอีกระลอก ก่อนเอ่ยตอบ “ข้าเป็กำลังใจให้ ว่าแต่เ้าชมว่าั์ตาข้างดงาม แล้วเหตุใดั์ตาเ้าจึงดูเศร้าพิกล เ้าปิดบังอำพรางข้าไม่มิดหรอกนะ หากมีเื่ไม่สบายใจอันใดอยากเล่า ข้ายินดีรับฟัง”
หนิงเหมยสะดุ้งเล็กน้อย อาการคล้ายคนโดนจับความลับได้ ตามด้วยเอ่ยตอบเสียงแ่ “ท่านมองข้าออกทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก แต่เวลานี้คือเวลาแห่งความสำราญ นำเื่ทุกข์มาสนทนากับแขก เกรงว่าคงไม่เหมาะนัก”
“เ้าเล่ามาเถอะ” สวนกลับทันควัน น้ำเสียงอเล็กซ์หนักแน่น
เมื่อเห็นความแน่วแน่ของอีกฝ่าย หนิงเหมยถอนลมหายใจ ก่อนเริ่มบอกเล่าเื่ราว “น้องชายข้าเป็ผู้เปี่ยมพร์ด้านพลังปราณ เขาต้องเข้าร่วมพิธีคัดเลือกกองทัพหลวงประจำปีในวันพรุ่งนี้ แน่นอนว่าเขาจะผ่านการคัดเลือก และต้องเข้าไปใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนยอดนักรบแห่งกองทัพหลวง ทว่าตัวเขาไม่ได้ประสงค์เช่นนั้นแม้แต่น้อย ความฝันของน้องชายข้าคือการใช้ชีวิตอิสรเสรี เป็กวีที่ใช้บทกลอนหาเลี้ยงชีพผู้หนึ่ง ข้าสงสารน้องชายยิ่งนัก”
ได้ยินคำบอกเล่าเช่นนี้ สองมืออเล็กซ์กำแน่น เขาคือคนหนึ่งที่ยืนหยัดหนักแน่นว่าชีวิตเสรีคือสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงมี การโดนจำกัดไว้ประหนึ่งนกในกรงจึงเป็สิ่งที่เขาเกลียดชังที่สุด และยิ่งสตรีผู้อ่อนโยนเบื้องหน้าบอกเล่าเื่ราวด้วยเสียงสั่นเครือ เขาััความเ็ปได้อย่างแจ่มชัด สิ่งนี้ยิ่งทวีดีกรีความโกรธของชายหนุ่มขึ้นหลายส่วน
ทว่า ในจักรวรรดิเหลียนหยางแห่งนี้ อเล็กซ์ไม่ใช่หัวหน้ากลุ่ม Dictator Slayer ที่เพ่งเล็งทรราชผู้ใดผู้นั้นย่อมพินาศ ตรงข้ามเขาเป็เพียงผู้พลัดหลงเข้ามา และกำลังหาหนทางกลับบ้าน ชายหนุ่มจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากมอบคำปลอบโยนอย่างจริงใจที่สุด
“ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ ข้าเชื่อว่าสักวันน้องชายเ้าจะได้ใช้ชีวิตอิสรเสรีดังใจ้าแน่นอน”
สดับเช่นนี้ หนิงเหมยถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หยดน้ำใสรื้นออกมาอาบแก้มจนเครื่องประทินผิวเจือจางไปบางส่วน ประสานสายตาอเล็กซ์อย่างลึกซึ้ง ก่อนเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงใสปนขื่น
“ท่านเป็คนที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นยิ่งนัก แม้ราตรีนี้จะจบลง แต่ข้ามั่นใจว่าจะจดจำท่านไปได้อีกนาน ขอบใจท่านมากจริง ๆ ข้าซึ้งใจยิ่ง” หนิงเหมยหมายความตามที่นางพูดทุกประการ ส่วนอเล็กซ์ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเอื้อมมือไปลูบศีรษะนางแ่เบา เป็การปลอบโยนจากใจจริงที่ปราศจากสุ้มเสียง
ราตรียังคงดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับบทสนทนาและปริมาณสุราในห้องหมายเลขยี่สิบสองที่ไหลไปเรื่อยๆ ราวกับไม่กลัวการมาถึงของดวงตะวัน และแม้จะมีััเรือนกายกันบ้าง ทว่าก็ไม่มีสิ่งใดลึกซึ้งไปกว่านั้น อเล็กซ์ยังคงประคองสติได้ดี และเป็ฝ่ายดูแลปลอบใจหนิงเหมยเสียมากกว่า เรียกได้ว่าบทบาทลูกค้ากับผู้ให้บริการสลับกันโดยสิ้นเชิง
ทว่าสุดท้ายงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา สองบุรุษกล่าวคำลากับสองนางโลม ย่ำออกจากหอนางโลมหมื่นราตรีไปก่อนตะวันจะขึ้นเพียงชั่วยาม ทิ้งมิตรภาพงดงามไว้เื้ั ด้วยหวังว่าภายภาคหน้าอาจหวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง
ความรู้สึกแรกคือแสบตา จากการจู่โจมของแสงแดดจ้าที่ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้อยู่ ตามด้วยหนักอึ้งที่ศีรษะประหนึ่งโดนรัดเกล้าวิเศษบีบรัด
อเล็กซ์คุ้นเคยความรู้สึกนี้เป็อย่างดี มันคืออาการเมาค้างที่เขาประสบพบเจอแทบทุกเช้าในชีวิต ณ โลกมนุษย์ และก็ราวกับภาพยนตร์ตลกร้าย ทั้ง ๆ ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงสองราตรีในดินแดนต่างมิติ ชายหนุ่มก็โดนอาการนี้เล่นงานเข้าเสียแล้ว ประหนึ่งเป็เงาตามตัวที่หนีไปแห่งหนใดก็ไม่พ้น
“ตื่นแล้ว? ข้าลงพนันได้เลยว่าที่เ้าตื่นเช้าได้เยี่ยงนี้คงไม่ใช่เพราะตื่นเต้นที่จะได้ไปดูพิธีคัดเลือกกองทัพหลวง แต่คงเป็เพราะโดนฤทธิ์สุราฝีมือการรินของสองงามเมื่อคืนเล่นงานเสียมากกว่า”
ในขณะที่อเล็กซ์พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ั์ตาทั้งสองยังไม่คลายความงัวเงียเต็มที่ สุ้มเสียงจิกกัดแกมหยอกล้อที่คุ้นเคยก็ลอยแว่วมาให้ได้ยิน
เมื่อภาพที่ปรากฏในครรลองสายตาเริ่มชัดเจน อเล็กซ์ก็เห็นว่าบนเตียงที่ห่างออกไปไม่ไกล จางเหว่ยกำลังนั่งใช้ผ้าเช็ดขัดกระบี่พระจันทร์เสี้ยวด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ส่วนบรรยากาศโดยรอบคือห้องไม้ปิดทึบ มีเพียงหน้าต่างเล็ก ๆ สองบานเป็ประตูเชื่อมต่อกับโลกภายนอก พร้อมด้วยเตียงที่สภาพบ่งบอกถึงการผ่านกาลเวลายาวนานวางสี่เตียง วางอยู่ติดมุมห้องทั้งสี่
สถานที่แห่งนี้คือโรงเตี๊ยมราคาถูก ตั้งอยู่ไม่ห่างจากหอนางโลมหมื่นราตรีที่สองบุรุษไปตะลอนมาเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ด้วยฤทธิ์สุราบวกกับความเหน็ดเหนื่อยที่เดินทางไกล ผ่านศึกหนักมาทั้งวัน พวกเขาจึงเลือกใช้ที่นี่ซุกหัวนอนชั่วข้ามคืน แม้สภาพทั้งภายนอกภายในจะค่อนข้างคร่ำคร่าเต็มทน แต่ด้วยราคาที่เป็มิตร จึงพอทำใจรับได้
“กี่โมงกี่ยามแล้ว?” ราวกับถ้อยคำแหย่ของจางเหว่ยเป็อากาศธาตุ นอกจากจะไม่ตอบสนองอันใด อเล็กซ์ยังเฉไฉถามห้วน ๆ
“เจ็ดโมงเช้า เ้าหลับไปไม่ถึงสองชั่วยาม ความปวดเศียรเวียนเกล้าของเ้าข้าไม่สงสัยเลย”
“ไม่ปวดสิแปลก ดื่มไปมากมายเพียงนั้น ว่าแต่เหตุใดเ้าดูสบายดี ข้ามั่นใจว่าเ้าดื่มไม่น้อยกว่าข้าแน่”
“เ้าอาจจะยังไม่คุ้นชินกับสุราที่นี่นัก ส่วนข้าดื่มมันทุกวันราวกับน้ำเปล่า ร่างกายข้าคุ้นเคยกับมันเป็อย่างดี” จางเหว่ยกล่าวพลางบรรจงเก็บกระบี่ซึ่งบัดนี้ด้วยการขัดเช็ดอย่างประณีต ประกายคมส่องแวววาวยิ่งทำให้แลดูคล้ายเสี้ยวจันทรายิ่งขึ้นไปอีก กลับเข้าสู่ฝัก จากนั้นจึงค่อยพูดต่อ “เ้าตื่นก็ดีแล้ว หากไม่อยากพลาดเป็ผู้ชมแถวหน้าของพิธีคัดเลือกกองทัพหลวง ก็ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย หาอะไรใส่ท้องที่ชั้นหนึ่งเสียหน่อย แล้วค่อยไปที่ ‘จัตุรัสย่ำรุ่ง’ กัน”
ว่ากันตามตรง อเล็กซ์ไม่ได้สนใจพิธีคัดเลือกกองทัพหลวงที่จางเหว่ยพยายามป่าวประกาศโฆษณาเท่าไรนัก ถ้าเลือกได้เขาอยากเอนกายนอนอีกยกเสียมากกว่า แต่หากเป้าหมายของชายหนุ่มคือการกลับโลกมนุษย์ อย่างไรเสียการออกไปเข้าร่วมงานด้านนอกก็น่าจะมีประโยชน์กว่าการคุดคู้อยู่บนเตียง
คิดได้ดังนั้น อเล็กซ์จึงจำใจประคองกายลุกขึ้นจากเตียงอย่างเสียไม่ได้
หลังจากที่ท้องอิ่มด้วยแป้งนึ่งรับประทานคู่กับชาร้อนหอมกรุ่นเป็ที่เรียบร้อย สองบุรุษก็ย่างเท้าก้าวออกจากโรงเตี๊ยมแห่งนั้น มุ่งหน้าสู่จัตุรัสย่ำรุ่ง
ในยามเช้าเช่นนี้ ไม่ว่าจะถนนสายหลัก หรือตรอกซอยยิบย่อย ก็ยังคงแน่นขนัดด้วยคลื่นมหาชนบรรยากาศวุ่นวายเช่นนี้คือเื่ปกติธรรมดาของเมืองไคชุน ทว่าสิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากความจอแจที่สองบุรุษประสบพบเจอเมื่อวานคือการสัญจรเป็ไปอย่างลื่นไหล เนื่องด้วยทุกคนบนถนนเดินไปในทิศทางเดียวกัน แทบไม่เห็นผู้ใดเดินสวนทาง นับเป็ภาพที่ประหลาดตาไม่น้อย
สืบเท้าลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอย เลี้ยวซ้ายสองครั้ง ขวาหนึ่งครั้ง ชายหนุ่มทั้งสองพร้อมด้วยมวลมหาประชาชนที่รายล้อมรอบด้านก็เข้าสู่ถนนเส้นหลักของเมือง บรรยากาศในครรลองสายตาพลันเปลี่ยนไป จากบ้านเรือนหลังน้อยใหญ่สลับกับร้านรวงต่าง ๆ สองข้างทางกลับกลายเป็อาคารไม้เสริมหินอ่อน ความสูงไม่ต่ำกว่าสิบชั้น จัดวางอย่างเป็ระเบียบ ทอดตัวเรียงรายหลายร้อยเมตร บริเวณประตูทางเข้าของอาคารทุกหลังปรากฏชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีเทาพร้อมเกราะและอาวุธคู่กายยืนส่งสายตาน่าเกรงขาม
“เหล่านี้ที่เ้าเห็นคืออาคารหน่วยงานราชการต่าง ๆ ของเมืองไคชุน” เห็นแววตาที่เปี่ยมความสงสัย แม้อีกฝ่ายยังไม่เอ่ยปากถาม จางเหว่ยก็ชิงอธิบายขึ้นเสียก่อน
“ไม่คาดคิดว่าจะโอ่โถงขนาดนี้” ตอบกลับสั้น ๆ ด้วยสมาธิแทบทั้งหมดของอเล็กซ์ยังง่วนอยู่กับการสำรวจบรรยากาศ
“เมื่อก่อนก็ไม่เป็เช่นนี้หรอก ทุกเมืองในจักรวรรดิเหลียนหยางต่างมีอิสระในการปกครองตัวเองเพียงแต่ต้องส่งเครื่องบรรณาการถวายจักรพรรดิและราชสำนักส่วนกลางเท่านั้น เ้าเมืองแต่ละเมืองมีสิทธิ์ตรากฎหมายบังคับใช้ภายในขอบเขตเมืองตนเอง ทว่ากฎหมายที่ตราจะขัดแย้งกับกฎหมายกลางแห่งจักรวรรดิที่ลงนามโดยจักรพรรดิมิได้”
“จนกระทั่งเมื่อสิบปีก่อนใช่หรือไม่?” ยังไม่ทันที่เื่เล่าจากปากจางเหว่ยจะจบลง อเล็กซ์ก็โพล่งสวนขึ้นมา ราวกับกระจ่างแจ้งในต้นสายปลายเหตุอยู่แล้ว