่บ่ายคล้อยของวัน ร้านของเขาก็เริ่มเก็บของเตรียมปิดกิจการในวันนี้ หลินเทียนนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ มือไล่นับหินิญญาทีละก้อนอย่างตั้งใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วโพล่งออกมาเสียงดังด้วยความตื่นเต้น
“ได้ตั้ง 1250 หินิญญาเชียว! ข้าจะรวยแล้ว! จากนี้ไปข้าจะไม่ใช่คนยาจกอีกต่อไป ฮ่า ๆ ๆ!”
เขาหัวเราะอย่างสะใจ ก่อนจะลุกขึ้นะโโลดเต้นไปมาเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ ภาพนั้นทำเอาจินซีและเฉินเฟิงที่กำลังเก็บของอยู่ถึงกับมองหน้ากันแล้วหลุดขำออกมาเบา ๆ
หลินเทียนรีบเก็บหินิญญาทั้งหมดลงในมิติอย่างหวงแหน ราวกับกลัวว่ามันจะบินหนีไปเอง จากนั้นก็เดินออกมาด้านหน้าร้านด้วยสีหน้าสดใส
“ข้าจะไปทำธุระสักครู่ ไม่นานก็คงกลับ ฝากจัดการร้านด้วยล่ะ”
พูดจบ เขาก็เดินออกไปทันที เ้าดำที่นอนขดอยู่แถวนั้นะโขึ้นไหล่ตามไปอย่างรวดเร็ว
ถนนในเมืองยังคงคึกคัก ผู้คนเดินสวนกันไปมา เสียงเรียกขายของดังเป็ระยะ หลินเทียนเดินทอดน่องอย่างอารมณ์ดี แวะซื้อผลไม้มากองหนึ่งจนเต็มมือ ก่อนจะเก็บเข้ามิติ แล้วมุ่งหน้าไปยังสมาคมการค้าของซือเหยา
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงด้านหน้า หลังจากพูดคุยกับพนักงานเล็กน้อย อีกฝ่ายก็รีบเข้าไปด้านใน ก่อนจะกลับมาเชิญเขาเข้าไป
หลินเทียนเปิดประตูเข้าไปในห้อง เห็นซือเหยากำลังนั่งจัดการเอกสารกองโตอยู่บนโต๊ะ เมื่อนางเห็นเขาเข้ามา ก็วางงานลงแล้วลุกขึ้นมาต้อนรับ
“คุณชายหลิน วันนี้ท่านมามีเื่อันใดหรือคะ”
หลินเทียนยิ้มสบาย ๆ
“ข้าขายยาได้บ้างแล้ว เลยจะเอาเงินมาจ่ายเ้าตามสัญญา…แต่ข้ามีแค่หินิญญา เ้ารับหรือไม่”
ซือเหยาหัวเราะเบา ๆ
“รับค่ะ หนึ่งเหรียญทองเท่ากับหนึ่งหินิญญาระดับต่ำ ท่านจะจ่ายแบบไหนก็ได้”
หลินเทียนพยักหน้า ก่อนจะหยิบหินิญญาออกมาวางลงตรงหน้า นับได้หนึ่งพันก้อนเต็ม ๆ
ซือเหยามองแล้วอดแปลกใจไม่ได้
“ท่านได้มามากขนาดนี้จากที่ใดกัน”
“ขายยาน่ะ วันนี้ขายดีหน่อย” เขาตอบเรียบ ๆ
ซือเหยายิ้มอย่างพอใจ
“ข้าไม่นึกว่าท่านจะหาเงินได้เร็วขนาดนี้ สงสัยลูกค้าจะติดใจสินค้าท่านไม่น้อย”
นางเก็บหินิญญาก่อนจะเอ่ยต่อ
“ตอนนี้ท่านเหลืออีกสองพัน ก็จะชำระหมดแล้ว”
ทั้งสองคุยกันอีกเล็กน้อย ก่อนที่หลินเทียนจะขอตัวกลับ
ระหว่างทางกลับ เขากัดผลไม้ไปพลาง เดินไปพลางอย่างไม่รีบร้อน ใบหน้าผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด
“ใช้หนี้ไปได้ตั้งหนึ่งในสามแล้ว…” เขาพึมพำอย่างพอใจ
ทันใดนั้น เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เ้าดำ ออกมาจากเสื้อข้าได้แล้ว ข้าร้อน”
ในเสื้อเขามีบางอย่างดิ้นยุกยิก ก่อนที่เ้าดำจะโผล่ออกมาแล้วะโขึ้นไหล่
“พี่ใหญ่ ท่านจะบ่นไปทำไม ข้าเข้าไปแป๊บเดียวเอง” มันตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
หลินเทียนชะงัก ก่อนจะถอนหายใจ
“ใครบอกให้เ้าซ่อนกันล่ะ ยังมาว่าข้าอีก เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ”
ยังไม่ทันพูดจบ เสียงเสี่ยวเอ๋อก็ดังขึ้นในหัว
“ดูเหมือนเ้าัน้อยจะอยากโดนย่างนะคะนายท่าน (◕ᴗ◕✿)”
หลินเทียนสำลักผลไม้ทันที
“เ้านี่มัน…” เขาบ่นในใจ
แต่จู่ ๆ เสียงวุ่นวายก็ดังขึ้นจากด้านหน้า
“เฮ้ย! หยุดนะ!”
ฝูงชนแหวกออกเป็ทาง เด็กสาวคนหนึ่งวิ่งพุ่งเข้ามาชนเขาอย่างแรงจนล้มลง นางนั่งกุมตัวเอง ใบหน้าซีด มีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด
ไม่นาน นางก็ลุกขึ้น รีบคว้าเสื้อหลินเทียนไว้
“พี่ชาย ช่วยข้าด้วย…พวกนั้นจะฆ่าข้า!”
เสียงสั่นเครือเหมือนคนใกล้หมดแรง
หลินเทียนยังไม่ทันได้ตอบ ชายสามคนก็เดินเข้ามา พวกเขาชี้ไปที่เด็กสาว
“เ้าหนู รีบตามพวกข้ามา ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าโหดร้าย!”
หลินเทียนยืนอยู่ตรงกลาง จึงเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น
“ใจเย็นก่อนพี่ชาย นางทำอะไรให้พวกท่านหรือ ค่อย ๆ คุยกันก็ได้”
ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา สีหน้าไม่พอใจ
“ไม่เกี่ยวกับเ้า อย่ามายุ่ง!”
หลินเทียนได้ยินแบบนั้น ก็ทำท่าจะเดินเลี่ยงออกไป
แต่ทันใดนั้น—
“ติ้ง! ภารกิจใหม่!”
เสียงระบบดังขึ้นในหัว
“นายท่านต้องช่วยเด็กสาวผู้หน้าสงสารจากพวกชายหน้าขี้เหร่เหล่านี้ รางวัลคือ…กล่องสุ่มปลาเค็มมือสอง”
หลินเทียนหยุดนิ่งทันที
เขายืนค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
มุมปากของหลินเทียนกระตุกเล็กน้อย “ปลาเค็ม…มือสอง?”
แกไม่มีของดี ๆ ให้ข้าหน่อยหรือไง เอาแต่ของแปลก ๆ มาให้ข้าอยู่เรื่อย แล้วยังหางานที่ดูเหมือนจะวุ่นวายไม่สมราคาตรงหน้านี้อีก… เขาบ่นในใจอย่างเหนื่อยหน่ายเล็ก ๆ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ต่อว่าอะไร เสียงแข็งกร้าวก็ดังแทรกเข้ามา
“เห้ย เ้าหนุ่ม เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเ้า พวกข้าเองก็ไม่อยากสังหารใครนัก ดังนั้นไสหัวออกไปไกล ๆ เสีย แล้วข้าจะไว้ชีวิต!”
หลินเทียนชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ก่อนจะถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าหรอ?”
ชายคนนั้นทำหน้านิ่ง ก่อนจะะโกลับทันที “เออ! แกนั่นแหละ ไอ้เด็กบ้า!”
หลินเทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังชั่งใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่รีบร้อน
“พอดีเด็กคนนี้เป็คนรู้จักของข้า ข้าคงปล่อยให้นางตามพวกเ้าไปไม่ได้ งั้นเชิญออกไปที่อื่นเถอะ ข้าจะเดิน”
น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับกำลังไล่แมลงวัน ทำให้หนึ่งในชายทั้งสามหน้ากระตุกทันที
เขาทนท่าทางกวนประสาทของหลินเทียนไม่ไหว จึงพุ่งเข้าใส่ทันที หมัดพุ่งตรงเข้ามาราวกับค้อนเหล็ก
ตูม!!!
เสียงปะทะดังสนั่น
หมัดนั้นหยุดอยู่ในฝ่ามือของหลินเทียนอย่างง่ายดาย เขารับมันไว้ได้ ก่อนจะสะบัดมือเล็กน้อย ผลักร่างของชายคนนั้นกระเด็นออกไป
เสียง “กร๊อบ!” ดังขึ้นอย่างชัดเจน กระดูกแขนหักกลางอากาศ
ร่างนั้นครูดไปกับพื้นหินเป็ร่องยาว ก่อนจะร้องลั่น “อ๊ากก!?”
ผู้คนรอบข้างต่างตกตะลึง บางคนถึงกับถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
บรรยากาศพลันเปลี่ยนจากวุ่นวาย เป็ตึงเครียดในพริบตา
ชายที่ยืนดูเงียบ ๆ มาตลอดก้าวออกมา แววตาเย็นเฉียบ “เ้ากล้าลงมือกับคนของข้า…งั้นก็ตายเสีย!”
สิ้นคำ เขาพุ่งเข้ามาทันที
คราวนี้หลินเทียนเลิกเล่น สีหน้าจริงจังขึ้นทันที
เขารับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่ต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
หมัดของอีกฝ่ายพุ่งเข้ามา พลังปราณอัดแน่นจนบรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
หลินเทียนรีบผลักเด็กสาวออกไปด้านข้าง ก่อนจะตั้งรับ
ตูม!!!
แรงปะทะะเืพื้น
ร่างของหลินเทียนถูกดันถอยครูดไปเล็กน้อย ฝุ่นลอยฟุ้งขึ้นรอบตัว
แม้เขาจะรับไว้ได้…แต่ไม่ง่าย
แขนของเขาสั่นเล็กน้อย
เขาถอยออกมาหนึ่งก้าว ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “ระดับหลอมกายขั้นสอง…งั้นรึ…”
ชายคนนั้นหัวเราะเสียงดัง
“ทำไม เ้าหนุ่ม ท่าทีโอหังเมื่อครู่หายไปไหนแล้วล่ะ?”
หลินเทียนสะบัดมือไปมา คลายแรงะเื ก่อนจะยิ้มกวนๆ
“แกเป็บ้าอะไร ต่อยข้าขยับได้แค่นิดหน่อย ก็ทำทรงปากดีขึ้นมาเลยงั้นรึ”
คำพูดนั้นทำให้ชายคนนั้นชะงักไปทันที
บรรยากาศเงียบไปชั่วขณะ
“อะ…แฮ่ม!” เขากระแอมแก้เก้อ ก่อนจะเอ่ยเสียงแข็ง
“ข้าจะให้โอกาสเ้าอีกครั้ง เห็นแก่ที่เ้าพอมีฝีมือ ถอยไปเสีย…ไม่เช่นนั้นก็ตายอยู่ที่นี่!”
หลินเทียนไม่ได้ตอบทันที
แต่ในใจกลับกำลังโวยวายอย่างหนัก
บ้าเอ้ย…ข้าไปปากดีใส่มันทำไมวะ!
อีกฝ่ายระดับหลอมกายขั้นสอง ส่วนข้าแค่ก่อกำเนิดขั้นหก…
ถ้าสู้กันจริง เมืองนี้ได้หายไปเป็แถบแน่!
เขากลืนน้ำลายเบา ๆ แต่ภายนอกยังคงยิ้มเหมือนไม่มีอะไร
ชายคนนั้นเห็นเขาเงียบ ก็เข้าใจผิด คิดว่ากำลังถูกท้าทาย
จิตสังหารถูกปล่อยออกมาอย่างไม่ปิดบัง อากาศรอบข้างเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง
ผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างหน้าซีด รีบถอยออกห่างกันทันที
หลินเทียนเองก็หรี่ตาลง
ในเมื่อหลีกไม่ได้…ก็คงต้องลงมือจริง
เขาค่อย ๆ ระบายลมหายใจ พลังภายในเริ่มเคลื่อนไหว
บรรยากาศระหว่างทั้งสองเหมือนเชือกที่ตึงจนใกล้ขาด
แต่ในจังหวะที่ทุกอย่างกำลังจะปะทุ—
เสียงหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามา
“ใครกัน บังอาจกำแหงลงมือกับเ้าสำนักของข้า”
เสียงนั้นไม่ดังมาก…แต่กลับหนักแน่นราวกับูเา
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น แรงกดดันทั้งหมดก็สลายหายไปเหมือนควัน
จิตสังหารของชายคนนั้นถูกกดลงจนมิด
ผู้คนหันไปมองต้นเสียงพร้อมกัน
ชายชราหนวดขาวก้าวเดินเข้ามาช้า ๆ ท่าทางสงบนิ่ง แต่ทุกย่างก้าวกลับแฝงแรงกดดันมหาศาล
หลินเทียนเห็นชัดก็ยิ้มออกทันที “ผู้าุโหานซือ”
ชายทั้งสามหน้าซีดลงทันที
คนที่เป็หัวหน้าก้มศีรษะเล็กน้อย เสียงสั่น
“ทะ…ท่านคงเข้าใจผิด ข้าไม่ได้คิดจะสังหารเ้าสำนักของท่าน คงเป็เื่เข้าใจผิด…”
ในใจของหลินเทียนกลับหัวเราะลั่น
มาได้ถูกเวลาชะมัด…นี่มันฉากพระเอกขี่ม้าขาวชัด ๆ!
เขาก้าวออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกวน ๆ
“อะไรกัน เมื่อกี้ยังจะฆ่าข้าอยู่เลย ตอนนี้กลับเปลี่ยนคำแล้วรึ”
ชายคนนั้นกัดฟันแน่น แต่ไม่กล้าตอบโต้
สุดท้ายได้แต่เอ่ยเสียงแข็ง “ข้าคงจำผิดคน…ขอตัว”
เขาหันหลังเตรียมจะจากไป
แต่ก่อนจะก้าวเท้า หนึ่งในพวกนั้นก็หันกลับมา แค่นเสียงเย็น
“วันนี้ถือว่าพวกแกโชคดี…แต่เื่นี้ยังไม่จบง่าย ๆ แน่”
สายตาของเขาเหลือบไปที่เด็กสาวที่เกาะชายเสื้อหลินเทียนแน่น
แววตาเต็มไปด้วยความหมายบางอย่าง
ก่อนที่ทั้งสามจะหายไปในฝูงชน
บรรยากาศค่อย ๆ คลายลงเหมือนพายุที่เพิ่งพัดผ่าน
หลินเทียนยืนมองทิศทางที่พวกมันหายไป ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“เฮ้อ…เกือบได้ไปเกิดใหม่แล้วไหมล่ะข้า…” เขาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงครึ่งขำครึ่งเหนื่อย
จากนั้นเขาก็ก้มลงมองเด็กสาวที่ยังเกาะชายเสื้อเขาแน่น มือเล็ก ๆ สั่นน้อย ๆ ราวกับลูกนกที่เพิ่งรอดพายุมาได้หมาด ๆ
“เอ้า…พวกมันไปแล้ว ปล่อยได้แล้ว” หลินเทียนพูด พลางสะบัดชายเสื้อเบา ๆ
เด็กสาวชะงัก ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงนิด ๆ แต่ยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือออกช้า ๆ
“ขะ…ขอบคุณท่านมาก ข้า…ข้า…” นางพูดติดขัด
หลินเทียนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“พอแล้ว ไม่ต้องพูดมาก เดี๋ยวข้าฟังแล้วขนลุก”
คำพูดนั้นทำให้เด็กสาวอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดยิ้มบาง ๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว
เ้าดำที่เกาะอยู่บนไหล่หลินเทียนเอียงหัวมอง ก่อนจะพึมพำเบา ๆ
“พี่ใหญ่ ท่านนี่แปลกจริง ๆ ช่วยคนแล้วยังทำตัวเหมือนไม่อยากช่วย…”
หลินเทียนเบ้ปากก่อนจะตอบ
“ก็ข้าไม่อยากยุ่งจริง ๆ นั่นแหละ แต่สถานการณ์มันบังคับ”
ผู้าุโหานซือก้าวเข้ามาใกล้ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบ
“เ้าเป็ใคร มาจากที่ใด แล้วเหตุใดจึงถูกพวกนั้นตามล่า?”
เด็กสาวนิ่งไป สีหน้าลังเลอย่างเห็นได้ชัด นางกำชายเสื้อของตนเองแน่น ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“ข้า…ข้า…”
“พอ ๆ หมดธุระข้าแล้ว งั้นขอตัวล่ะ”
หลินเทียนพูดตัดบททันที ราวกับไม่อยากฟังต่อ ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินจากไป
ผู้าุโหานซือเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้น
“ท่านเ้าสำนัก ท่านจะปล่อยให้นางอยู่แบบนี้จริงหรือ? ข้าคิดว่าคนพวกนั้นคงไม่ปล่อยนางไปง่าย ๆ แน่”
หลินเทียนชะงักฝีเท้า เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองเด็กสาวที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลัง
สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“ก็ได้ ๆ…” เขาพูดอย่างเหมือนไม่เต็มใจนัก “เ้าไปอยู่ที่ร้านข้าก่อนก็ได้ ที่ว่างยังเหลืออีกมาก ตามข้ามา”
พูดจบเขาก็เดินนำไปทันที
เด็กสาวลังเลอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนจะรีบวิ่งตามหลินเทียนและผู้าุโหานซือไป
จากนั้นทั้งสาม…หรือจะเรียกว่าสี่ หากนับเ้าดำด้วย ก็เริ่มเดินกลับไปตามถนน
แสงแดดยามบ่ายสาดลงบนพื้นหิน ผู้คนยังคงเดินกันขวักไขว่ เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะยังคงดังเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่เด็กสาวที่เดินตามอยู่ด้านหลังเล็กน้อย กลับหันไปมองทิศทางเดิมอยู่เป็ระยะ
แววตาของนาง…ยังเต็มไปด้วยความกังวล
เหมือนเงาบางอย่างยังคงเกาะติดอยู่ ไม่ยอมเลือนหายไปตามกาลเวลา
ไม่นานนัก ทั้งหมดก็มาถึงหน้าร้าน
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนเป็ยามค่ำ แสงจากศิลาส่องสว่างเรียงรายไปตามถนน ร้านค้าหลายแห่งยังเปิดอยู่ เสียงชีวิตยังไม่ดับลง
หลินเทียนเดินนำเข้าไปในร้าน ก่อนจะตรงไปยังด้านหลังซึ่งเป็ลานประลอง และมีศาลาเล็กตั้งอยู่ด้านข้าง
ที่นั่น จินซีและเฉินเฟิงกำลังนั่งคุยกันอยู่ ส่วนไป๋ซีกับชิงชิงกำลังถือจานอาหารเดินออกมาจากห้องครัว
เมื่อเห็นหลินเทียน ทั้งสองก็รีบเดินเข้ามา
แต่สายตาของชิงชิงกลับสะดุดเข้ากับเด็กสาวที่ยืนเกาะอยู่ด้านหลังเขา
นางเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสนใจ
“คุณชายหลิน ท่านไปพาเด็กสาวหน้าตาน่ารักคนนี้มาจากที่ใดกัน”
พูดจบ นางก็ย่อตัวลงลูบศีรษะเด็กสาวอย่างเอ็นดู
หลินเทียนเดินไปนั่งที่เก้าอี้มุมหนึ่ง ก่อนจะตอบเรียบ ๆ
“อ้อ ข้าเก็บได้ข้างทางน่ะ”
คำตอบนั้นทำให้สายตาแปลก ๆ หลายคู่หันมามองเขาทันที
แต่เ้าตัวกลับนั่งกินผลไม้ต่ออย่างไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
ชิงชิงจึงหันไปถามเด็กสาวแทน
เด็กสาวลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเล่าเื่ที่เกิดขึ้น โดยมีผู้าุโหานซือช่วยเสริมเป็บาง่
หลังจากนั้น ชิงชิงก็พานางไปอาบน้ำชำระร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ก่อนจะพากลับมาที่โต๊ะอาหาร
เมื่อกลับมาอีกครั้ง ใบหน้าของเด็กสาวดูสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ไป๋ซียิ้มกว้าง “น่ารักจริง ๆ พอล้างหน้าล้างตาแล้ว เ้าก็ดูน่ารักขึ้นมากเลย”
ชิงชิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะถามต่อ
“เ้าชื่ออะไร แล้วเหตุใดถึงถูกพวกนั้นตามล่าล่ะ”
หลินเทียนที่นั่งอยู่ไม่ไกล เอนตัวพิงเก้าอี้ ทำเหมือนไม่สนใจ แต่หูทั้งสองกลับตั้งรับฟังเต็มที่ ข้าง ๆ กันเ้าดำก็นอนนิ่งเหมือนหลับ แต่หางกลับกระดิกเบา ๆ
เด็กสาวก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงเบา
“ข้าชื่อ…หลิงเอ๋อ”
นางหยุดไปครู่หนึ่งเหมือนรวบรวมความกล้า ก่อนจะพูดต่อ
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าพวกนั้นตามล่าพวกเราทำไม…ข้าออกมาจากเมืองทางทิศตะวันออก พร้อมกับผู้าุโและผู้ติดตามอีกสองคน รวมเป็สี่คน…”
เสียงของนางเริ่มสั่นเล็กน้อย
“วันหนึ่ง ขณะที่พวกเรากำลังตั้งที่พักเพื่อพักผ่อน…จู่ ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งล้อมพวกเราไว้”
“พวกเขาแข็งแกร่งมาก…แม้แต่ผู้าุโที่มากับข้า ซึ่งอยู่ระดับหลอมกายขั้นแปด ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา…”
“ผู้าุโกับผู้ติดตามอีกสองคนพยายามยื้อพวกนั้นไว้…แล้วบอกให้ข้าหนีไป…”
เสียงเริ่มแ่ลง
“ข้าจึงวิ่ง…วิ่งมาเรื่อย ๆ หลายวัน จนมาถึงเมืองแห่งนี้…”
นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“แต่พวกนั้น…ก็ตามข้ามาจนเจอ…”
ประโยคสุดท้ายเงียบลง
หลิงเอ๋อหันไปมองผู้าุโหานซือและหลินเทียน
“แล้วก็เป็ท่านผู้าุโ…กับพี่ชายท่านนี้…ที่ช่วยข้าไว้…”
พูดจบ นางก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบงันลงชั่วครู่
เหมือนลมเย็นพัดผ่านเข้ามา…ทั้งที่ไม่มีใครขยับเลยแม้แต่น้อย