ผมโทรไปรายงานคุณวรเดชว่าพวกคุณหญิงสนใจจะซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทย ซึ่งคุณวรเดชจะมีแผนยึดครอง ผมบอกเลยนี่มันแค่ขั้นแรกพื้นฐานเท่านั้น
ผมเดินไปหาพวกคุณหญิง
“สนใจจะซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยเท่าไรครับ”
“เธอว่าเท่าไรดีพล็อต” คุณหญิงวิมลรัตน์ถาม
“สักห้าสิบเปอเซนต์ของพอร์ทการลงทุนเป็นไงครับ?”
“สิบล้านเลยนะ!” คุณหญิงวิมลรัตน์อุทาน
“ครับ หรืออยากจะมากกว่านี้ก็ได้ครับ”
พวกคุณหญิงหันไปคุยกัน ผมรีบบอก
“ตอนนี้หุ้นธนาคารรักเมืองไทยอยู่ที่ราคา 50 - 60 บาท ถ้าอีกหน่อยมันขึ้นกลับไปเกิน 100 บาท หรือช่วงตอนเศรษฐกิจดีๆ มันเคยราคาเกือบ 200 บาทเลยนะครับ”
พวกคุณหญิงต่างตาโต คุณหญิงฟ้าน้ำเสียงตื่นเต้น
“200 บาท เราก็ได้กำไรเกือบสี่เท่าน่ะสิ”
“ใช่ครับ แถมยังได้เป็นเจ้าของธนาคารด้วย”
คุณหญิงฟ้ารีบถาม “เจ้าของยังไงพล็อต เงินพวกฉันซื้อหุ้นธนาคารจะได้สักเท่าไรเชียว จะไปมีสิทธิมีเสียงอะไรกับเขาได้”
“เราจะตั้งกองทุนเพื่อมาซื้อหุ้นธนาคารนี้โดยเฉพาะครับ เมื่อเราได้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารก็เท่ากับพวกเราเป็นเจ้าของธนาคารแล้วครับ คนใส่เงินเข้าไปในกองทุนมากพอจะได้เป็นกรรมการกองทุนมีสิทธิมีเสียงในที่ประชุม ถือว่าเป็นเจ้าของธนาคารทางอ้อมด้วย”
พวกคุณหญิงเงียบ ผมรีบพูดเสริม
“ถ้านานไป เศรษฐกิจฟื้น หุ้นธนาคารขึ้นกลับเป็นหลักร้อยบาท พวกเราจะพลาดโอกาสนี้ไปนะครับ”
พวกคุณหญิงไม่ค่อยรู้เรื่องมากนัก แต่พอผมพูดเรื่องราคาหุ้นที่จะขึ้นเป็นหลายเท่า พวกเธอก็ยินดีรับปากใส่เงินเข้ามา
นี่แหละความโลภของคน ไม่มีความรู้แต่ก็อยากได้เงิน
สรุปแผนขั้นแรกที่จะยึดธนาคารเลยนะ การจะเข้าซื้อหุ้นธนาคารต้องใช้เงินจำนวนมากเป็นหมื่นๆ ล้าน เราต้องกู้เงินด้วยจากทั้งในประเทศและนอกประเทศ แต่กู้เงินต้องเสียดอกเบี้ยใช่ไหม มันมีต้นทุนเพิ่มไง
ผมกับคุณวรเดชเลยตกลงกันว่าจะตั้งกองทุนกองทุนหนึ่งไว้เพื่อซื้อหุ้นธนาคารนี้โดยเฉพาะ กองทุนนั้นจะระดมเงินมาจากลูกค้าที่สนใจ การระดมเงินมันไม่ใช่การกู้เงิน มันไม่ต้องเสียดอกเบี้ย อีกหน่อยเมื่อหุ้นขึ้นเราได้กำไรค่อยแบ่งปันกัน
ตอนนี้ธนาคารรักเมืองไทยมีหนี้เสียเยอะแยะ จ่ายปันผลไม่ได้ แต่เมื่อเราฮุบธนาคารได้สำเร็จเราก็จะขอให้รัฐบาลมาช่วยเรื่องลดหนี้เสีย พอฟื้นฟูธนาคารได้เราก็จะปล่อยกู้จนกลับมามีกำไรอีกครั้ง จ่ายเงินปันผลเหมือนเดิม
พวกคุณหญิง คุณนายทั้งหลายก็เหมือนแมงเม่าทั่วไป พวกเธอสนใจแต่ว่าหุ้นจะขึ้นไปเท่าไร จะกำไรเท่าไร แต่สำหรับคุณวรเดช แกแทบไม่ได้สนใจราคาหุ้น แกสนใจทรัพย์สินที่จะเป็นของแกถาวรมากกว่า
ยึดธนาคารได้ก็ปล่อยกู้ให้บริษัทอื่นๆ ได้สารพัด ปล่อยให้บริษัทในเครือของคุณวรเดชเองก็ยังได้ คุมเส้นเลือดเศรษฐกิจประเทศได้อีก เรียกว่าได้หลายต่อ
ส่วนผมเหรอ ผมก็คงได้ตำแหน่งใหญ่ๆ ในธนาคารบ้าง บวกกับค่าคอมเป็นเงินมหาศาล( commission-คอมมิสชั่น-ค่านายหน้า) ตอนนี้ผมเป็นผู้จัดการกองทุนแบบเก๊ๆ ไปก่อน อีกหน่อยถ้าผมรวย ผมจะตั้งบริษัทเอง
ผมเปิดบัญชีกองทุนขึ้นมาหนึ่งบัญชี โดยที่บัญชีนี้จะเบิกเงินไม่ได้ถ้าไม่มีลายเซ็นคุณวรเดช
คุณหญิงวิมลรัตน์โอนเงินในบัญชีมาให้ผมก่อน
50 ล้าน!!
จำได้ใช่ไหม คุณหญิงวิมลรัตน์มีเงินเก็บเป็นร้อยล้าน ช่วงแรกที่ผมเข้ามาทำงานใหม่ๆ คุณวรเดชให้ผมไปเกาะแกะคุณหญิงเพื่อเอาเงินร้อยล้านมาลงทุนกับบริษัทวิทยทรัพย์ให้ได้ ซึ่งตอนนี้ถือว่าทำแทบจะสำเร็จแล้ว
ตอนนี้คุณหญิงโอนเงินมาให้ถึง 50 ล้าน และยังมีเงินอยู่ในบัญชีพอร์ทหุ้นผมอีก 20 ล้าน แกไว้ใจผมไม่น้อยเลยนะ
จากนั้นเงินในบัญชีของคุณนายต่างๆ เริ่มโอนมาเรื่อยๆ
คุณหญิงฟ้า 10 ล้านคุณนายแก้ว 5 ล้านคุณนายฝน 3 ล้าน
ยังมีลูกค้าคนอื่นอีกที่สนใจ ไม่ใช่มีแต่ผู้หญิงหรอกนะ ตอนนี้เงินในกองทุนผมมีเกือบจะแปดสิบล้านแล้ว
วันนี้ ระหว่างที่ผมนั่งทำงานอยู่ มีพนักงานผู้ชายคนหนึ่งหัวล้าน อายุน่าจะห้าสิบกว่าๆ เดินมาถึงในออฟฟิตก็โวยวาย
“คนไหนชื่อพล็อต ออกมาพบกับฉัน!”
เสียงชายคนนั้นดังมาก ทำเอาพวกผมงงไปหมด
รปภ. ออฟฟิตรีบวิ่งเข้ามากันผู้ชายคนนั้นไว้ ผู้ชายคนนั้นเรียกหาผมไม่หยุด
“พล็อต ใครชื่อพล็อต แกหลอกเงินเมียฉัน นี่ แกเป็นแค่ยามอย่ามาแตะต้องตัวฉัน!”
ทุกคนในออฟฟิตหันมามองที่ผม แม่งเอ๊ยพูดแบบนี้ทำยังกะผมเป็นแมงดาหลอกผู้หญิง เสียหายหมดเลยเว่ย
ผมรีบลุกจากโต๊ะทำงานเดินไปหาผู้ชายคนนั้น บอก รปภ. ให้ถอยไปก่อน ผมไปถึงก็ยกมือไหว้สวัสดี
“ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครครับ?”
“คุณเป็นใคร?”
“ผมพล็อตที่คุณตามหาไงครับ คุณคือ?”
“ฉันเกริกเกียรติ เป็นรองอธิบดีกรมชลฯ รู้ไว้ซะว่าเล่นอยู่กับใคร”
เบื่อพวกอวดตัวว่าใหญ่นักหนา ผมไม่ชอบคนพวกนี้ที่สุด
“แกหลอกเงินเมียฉันไปสิบล้าน” เกริกเกียติตะโกน
“ใจเย็นก่อนครับ ผมหลอกเงินยังไงครับ?” ผมถาม
“แกให้เมียฉันโอนเงินมาสิบล้านเล่นหุ้น นี่มันเงินเก็บฉันนะ แกหลอกเมียฉันเล่นหุ้นเกิดเจ๊งขึ้นมาว่ายังไง แต่พวกแกได้ค่าคอมสบาย”
“ภรรยาคุณคือ?”
“เมียฉันชื่อฟ้า” เกริกเกียรติบอก
อ้อ คุณหญิงฟ้าที่อ้วนๆ หน่อยนี่เอง
“ครับ ดื่มอะไรก่อนไหมครับ?” ผมถาม
“ไม่ต้องมาเอาใจ ฉันจะมาเอาเงินคืน รีบโอนเงินคืนให้ฉัน”
“ถ้าคุณเกริกเกียรติ ไม่สบายใจ ให้คุณฟ้าทำเรื่องขอคืนเงินมาครับ ทางบริษัทเราจะโอนเงินคืนให้”
“ฉันบอกฟ้าแล้ว แต่ยัยนั่นมันหัวดื้อ ฟ้าบอกว่าแกเก่งปั่นหุ้นสู้ธีรโรจน์ได้ มันเชื่อใจแก แต่พวกโบรกเกอร์อย่างแกจะเอาอะไรนอกจากค่าคอม หุ้นตกหุ้นขึ้น พวกแกก็ได้ค่าคอมอยู่ดี”
“แต่ที่คุณหญิงฟ้าเล่นไม่ใช่หุ้นนะครับ”
“ฉันไม่สน จะเอาเงินคืน”
“ผมเข้าใจคุณครับ ที่จริงคุณฟ้าแค่เซ็นชื่อส่งแฟ็กซ์เอกสารมาขอถอนเงินก็จบแล้ว แต่ที่คุณฟ้าไม่ยอมถอนเงินคงเป็นเพราะเสียดายโอกาสที่จะเป็นเจ้าของธนาคารล่ะมั้งครับ” ผมเปรย
เกริกเกียรติมีสีหน้าสงสัย “แกหมายความว่าไง?”
“คุณเข้าใจว่าคุณหญิงฟ้าเอาเงินมาเล่นหุ้น แต่จริงๆ เธอกำลังร่วมกับพวกเราตั้งกองทุนเพื่อซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยซึ่งราคาหุ้นกำลังตกต่ำ เธอเองก็ได้เป็นกรรมการของกองทุนนี้ด้วย”
เกริกเกียรติฉุนเฉียวกว่าเดิม “ข่าวก็ออกธนาคารรักเมืองไทยมีหนี้เสียเป็นแสนล้าน แกจะเอาเงินเมียฉันไปซื้อหุ้นเน่าแบบนี้เหรอ?”
ผมพยักหน้า “หนี้เสียเยอะจริง แต่ธนาคารก็มีทรัพย์สินไม่น้อย รัฐบาลก็ไม่ปล่อยให้ล้ม เพราะถ้าล้มจะเกิดวิกฤติลามเป็นโดมิโน่ขั้นร้ายแรง เมื่อธนาคารผ่านวิกฤตินี้ไปได้ หุ้นก็จะกลับมาขึ้น เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ครั้งแรก”
“ปี 2540 คุณเกริกเกียรติจำวิกฤติต้มยำกุ้งของเราได้ไหมครับ ตอนนั้นสถาบันการเงินล้มละลายไปเยอะมาก หุ้นธนาคารตกยกแผง แต่สุดท้ายธนาคารที่แข็งแกร่งยังคงอยู่รอดทุกวันนี้ แม้แต่วิกฤติที่อเมริกาปี 2551 รัฐบาลอเมริกาก็เข้าอุ้มพวกสถาบันการเงิน จนสุดท้ายพวกหุ้นกลุ่มธนาคารทั้งหลายที่ตกต่ำก็กลับมาขึ้น”
ผมจ้องหน้ามองคุณเกริกเกียรติ “ตลาดหุ้นไทยผ่านวิกฤติมานับไม่ถ้วนแล้ว ทุกครั้งที่มีวิกฤติหุ้นก็ตกตลอด แต่สุดท้ายมันก็ขึ้น หุ้นหลายตัวขึ้นเกินเท่าตัว ผมยกตัวอย่างหุ้นธนาคารกสิกรไทย ปี 51 เคยตกลงไปเหลือแค่ 30-40 บาท แต่พอพ้นวิกฤติเคยขึ้นไปถึง 240 บาท แม้จะใช้เวลาหลายปี แต่นี่เป็นเรื่องจริงครับ”
“ผมไม่แปลกใจเลยที่คุณหญิงฟ้าจะไม่อยากถอนเงิน วิกฤติการเงินคือหายนะของคนเล่นหุ้นจริง แต่สำหรับคนมีเงินสด มันคือยอดโอกาสในรอบนับสิบปีครับ”
คุณเกริกเกียรติทำตาโต “แต่..ถ้าหุ้นมันตกล่ะ”
“หุ้นตกก็ถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อเพิ่มไงครับ”
“แล้วเธอรู้ได้ไงมันจะขึ้น?”
“เศรษฐกิจจะฟื้นได้ ถ้าคนกล้าลงทุน เมื่อเกิดการลงทุนก็จะเกิดการจ้างงาน แต่เงินลงทุนจะมาจากไหนล่ะครับ ถ้าไม่ใช่กู้ธนาคาร ดังนั้นธนาคารคือหุ้นกลุ่มแรกๆ ที่จะขึ้นก่อนชาวบ้าน”
คุณเกริกเกียรติถาม “เธอมองว่าหุ้นธนาคารรักเมืองไทยจะขึ้นไปได้เท่าไร?”
“ตอนนี้ราคามัน 50- 60 บาท ผมว่ามันลงได้อีก แต่ตอนขึ้นผมว่าอย่างน้อยๆ ต้องมี 190 บาท ซึ่งเป็นราคาช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ แต่อาจใช้เวลาเป็นปีนะครับ”
“ฉัน…ฉัน..ฉันมีเงินอยู่อีกหนึ่งล้านพอจะร่วมทุนกับเธอได้ไหม”
“มีเยอะกว่านี้ยิ่งดีครับ นี่มันโอกาสในรอบนับสิบปีนะ” ผมตอบเสียงอ่อนโยนแต่แฝงความมั่นใจ
คุณเกริกเกียรติหน้านิ่งครุ่นคิดขึ้น “ฉันพอมีเงินส่วนตัวอีกห้าล้าน ฉันจะลองเอามาลงทุน”
อ้อ พวกซุกเงินไม่ให้เมียรู้นี่หว่า
“ถ้าคุณเกริกเกียรติมีเพื่อนก็แนะนำเพื่อนได้นะครับ หามาได้เท่าไรผมจะแบ่งค่าคอมให้สัก 5% มันอาจไม่ได้เยอะ แต่ก็ถือว่าเป็นเงินกินเปล่าครับ”
“จริงเหรอ?” คุณเกริกเกียรติรีบถาม
แหม ตะกี้ยังด่าผมเป็นพวกกินค่าคอม ทีตอนตัวเองได้ค่าคอมบ้างตื่นเต้นเลยนะ ปั๊ดโถ่ มนุษยชาติ
“คุณเกริกเกียรติสนใจจะลงทุนห้าล้านใช่ไหมครับ?” ผมถามย้ำ
“อืม”
ผมรีบให้เด็กของผมเอาเอกสารมาให้คุณเกริกเกียรติเซ็นทันที ทั้งเอกสารการสมัครเป็นสมาชิกกองทุน จำนวนเงินที่จะโอน
พอคุณเกริกเกียรติเซ็นเสร็จก็ตบน่องตัวเอง “โธ่เว่ย!”
จากนั้นคุณเกริกเกียรติก็เดินออกจากออฟฟิตไปพนักงานคนอื่นก็งงตาแตก ผมว่าแกคงเจ็บใจ จะมาเอาเงินคืนดันกลายเป็นประเคนเงินให้ผม
“ทำได้ไงเนี่ย” คุณเมฆหัวหน้าฝ่ายการตลาดเดินมาถามผม ทุกคนในออฟฟิตก็มองผมเป็นจุดเดียวกันด้วยความทึ่ง
วันต่อมาๆ ผมก็ได้รับโทรศัพท์สมัครเป็นสมาชิกกองทุนพร้อมยอดเงินที่โอนมา
5 ล้าน3 ล้าน7 ล้าน10 ล้าน
ตัวเลขเงินในบัญชีกองทุนผมเพิ่มขึ้นไม่หยุด จนแทบแตะระดับสองร้อยล้านแล้ว!
จบตอนที่ 22โหย ตาพล็อตเอ๊ย หลอกแมงเม่าซะอยู่หมัด หนทางจะเป็นไงต่อ บอกเลยไม่ง่าย ติดตามตอนต่อไป!