คุณวรเดชตาโตที่เห็นคุณธีร์ไปนั่งกับฝั่งตระกูลอุตสาหะ
“พล็อต นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
ผมตอบไม่ออก คุณวรเดชจ้องผมเขม็ง
“ไหนเธอบอกด้านคุณธีร์เรียบร้อยดี”
“ผม..ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
คุณวรเดชมีสีหน้าโกรธจัดอย่างที่ผมไม่เคยเห็น แต่แกกำลังพยามระงับอารมณ์ไว้ คุณฟงรีบบอกว่า
“เรื่องอื่นไว้ว่ากันทีหลัง การประชุมเริ่มแล้ว”
การประชุมผู้ถือหุ้นเริ่มขึ้นแล้ว ผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณสามสิบปีทำหน้าที่เป็นโฆษกในการประชุม
“ขอบคุณผู้ถือหุ้นทุกท่านที่สละเวลามาร่วมประชุมนะครับ การประชุมของธนาคารรักเมืองไทยคราวนี้ มีวาระสำคัญสองวาระด้วยกัน วาระแรกคือวาระเปลี่ยนแปลงผู้บริหารธนาคารรักเมืองไทยว่าจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ วาระที่สองคือคุณวรเดชเสนอตัวเข้ามาเป็นประธานบริหารธนาคารรักเมืองไทย ผู้ถือหุ้นจะโหวตให้คุณวรเดชหรือไม่”
“วาระแรกเกี่ยวกับวาระการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของบริษัท คุณวรเดชเสนอตัวเข้ามาเป็นประธาน LTB ท่านพร้อมจะให้เหตุผลว่าทำไม ต้องเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร”
“ขอเชิญคุณวรเดชครับ” โฆษกชายพูดพร้อมปรบมือ ทุกคนในห้องประชุมก็ปรบมือตาม
คุณวรเดชลุกขึ้นเดินไปข้างหน้าพร้อมกับพูด
“ขอบคุณครับ นึกว่าจะไม่เรียกกันซะแล้ว”
ผู้คนในห้องประชุมส่งเสียงหัวเราะ แหม แกก็มีอารมณ์ขันน่าดูนะเนี่ย
คุณวรเดชเอ่ยปาก“ธนาคารเมืองไทยเป็นธนาคารที่อยู่กับประเทศมากว่าสี่สิบปี ช่วยปล่อยสินเชื่อให้ประชาชน ผมเชื่อว่ามีเศรษฐีหรือผู้ประกอบการหลายคนในห้องประชุมนี้ได้สินเชื่อจากธนาคารแห่งนี้ช่วยสร้างเนื้อสร้างตัวจนมีฐานะอย่างทุกวันนี้”
ผู้ฟังได้ฟังก็ปรบมือ คุณวรเดชมาถึงก็อวยก่อนเลยแฮะ
คุณวรเดชพูดต่อ “ไม่ว่าประเทศไทยจะเกิดวิกฤติแค่ไหน ธนาคารรักเมืองไทยก็ผ่าฟันวิกฤติไปได้ทุกครั้ง แม้แต่ครั้งนี้ที่ธนาคารมีขาดทุนสะสมติดต่อกันสองปี มีผลขาดทุนนับหมื่นล้านก็ตาม”
“ผมขอขอบคุณคุณไพศาล อุตสาหะผู้ก่อตั้งธนาคารรักเมืองไทย ผู้สร้างโอกาสให้ประชาชนทั้งประเทศและคุณมนตรี อุตสาหะที่บริหารธนาคารรักเมืองไทยอย่างดี พาธนาคารฝ่าฟันวิกฤติหลายครั้ง”
“แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปตามระบบโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีรวดเร็วเร็วยิ่งกว่าการเปลี่ยนลมหายใจ อาจทำให้คนรุ่นเก่าตามไม่ทัน ไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของโลกยุคปัจจุบันที่ใช้การสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทำให้ระยะหลังนอกจากธนาคารต้องประสบปัญหาขาดทุนแล้ว ยังประสบปัญหาการถูกปล่อยข่าวลือโจมตีเป็นระยะจนคนแห่ถอนเงิน สูญเสียความเชื่อมั่น”
“ดังนั้น การทำให้คนกลับมาเชื่อมั่นธนาคาร คือการทำให้ธนาคารมีภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัย มีการบริหารในรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบัน ที่สำคัญต้องทำให้ธนาคารกลับมามีกำไรอีกครั้ง ทำราคาหุ้นให้กลับไปสองร้อยบาทเหมือนอดีตหรือมากกว่า”
พอพูดคำว่าราคาหุ้นก็มีคนปรบมือโห่ร้องให้คุณวรเดช
คุณวรเดชยิ้ม“ที่ผ่านมาบริษัทวิทยทรัพย์ของผมสามารถทำกำไรได้นับพันล้านแม้ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ผมมีความมั่นใจจะฟื้นฟูกำไรของธนาคารรักเมืองไทยให้กลับมาสดใสและยิ่งใหญ่กว่าเดิม ดังนั้นขอให้ผู้ถือหุ้นให้โอกาสผมเป็นประธานบริหารธนาคารรักเมืองไทยด้วย”
ผู้ถือหุ้นหลายสิบคนปรบมือโห่ร้องขึ้นนำก่อน จากนั้นคนนับร้อยก็ปรบมือตาม ไม่แน่คุณวรเดชอาจจ้างให้คนมาปรบมือนำ นี่เป็นหลักจิตวิทยาหมู่
คุณมนตรี อุตสาหะ กรรมการผู้จัดการธนาคารรักเมืองไทยลุกขึ้นไปพูดที่หน้าห้องประชุมบ้าง“ที่คุณวรเดชพูดนั้น ผมเองก็เห็นด้วยกับยุคสมัยของโลกที่เปลี่ยนแปลง กระแสเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาของธนาคารไม่ได้อยู่ตรงนั้น ปัญหาหนี้เสียมาจากเศรษฐกิจที่ซบเซา คนที่ไม่ได้ทำธนาคารมาก่อนจะพูดยังไงก็ได้ แต่คนที่รู้ปัญหาคือตระกูลอุตสาหะที่ทำงานในแวดวงธนาคารมามากกว่าสี่สิบปี”
คุณมนตรีพูดต่อ“อย่างที่คุณวรเดชบอก ตระกูลเราก่อตั้งธนาคารและพาธนาคารฝ่าร้อนผ่านหนาวมามาก ดังนั้นประสบการณ์ย่อมมากกว่าคนที่ไม่เคยทำงานแวดวงธนาคารเลย ท่านผู้ถือหุ้นจะปล่อยให้คนที่ไม่เคยแตะงานในวงการธนาคารมาเป็นผู้บริหารเงินของท่านได้เหรอครับ?”
โอ้โห คุณมนตรีนี่ก็ใช่ย่อย คุณมนตรีเอาคำอวยที่เสแสร้งของคุณวรเดชย้อนกลับมาเป็นหอกทิ่มแทงคุณวรเดชเอง สมเป็นมือเก๋าที่บริหารธนาคารมานานจริงๆ ได้ยินคุณมนตรีพูดต่อ
“ผมอยากให้คำมั่นว่าว่าเรื่องหนี้เสียธนาคารรักเมืองไทยครั้งนี้ ตระกูลอุตสาหะเราจะแก้ไขจนผ่านไปได้อีกครั้ง เหมือนกับครั้งที่ผ่านๆ มาที่ธนาคารเราเคยเผชิญปัญหา ดังนั้นผมอยากให้ผู้ถือหุ้นเล็งถึงอนาคตธนาคารว่าจะยอมให้มือใหม่บริหารหรือเราที่ทำงานอยู่ในแวดวงธนาคารมากว่าสี่สิบปี”
“สี่สิบปีแล้วทำไมยังบริหารห่วยแบบนี้!” ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้น
คุณมนตรีนิ่งเงียบ ทุกคนในห้องประชุมหันไปมองชายที่ศีรษะล้าน
ชายคนนั้นพูดต่อ “ผมติดหุ้น LTB อยู่ที่ร้อยห้าสิบบาท ตอนนี้เหลือแค่เจ็ดสิบบาท เงินผมหายไปเกินครึ่ง คุณบอกบริหารธนาคารมาหลายสิบปีมีความเชี่ยวชาญ นี่เชี่ยวชาญแล้วเหรอ? ทำไมปล่อยให้มีปัญหาหนี้เสียซ้ำๆ”
ผู้ถือหุ้นธนาคารรักเมืองไทยในห้องประชุมส่วนใหญ่ต่างก็ติดดอยหุ้นตัวนี้กันทั้งนั้น ดังนั้นจึงปรบมือชอบใจกัน
คุณมนตรีตอบว่า
“ราคาหุ้นธนาคารรักเมืองไทยอาจตกลงแต่ก็ไม่ใช่ธนาคารเดียวนะครับ หุ้นในตลาดตกลงกันเกือบหมด หุ้นกลุ่มธนาคารก็ตกลงตามกันด้วย”
ผู้ชายคนนั้นเถียงอีก
“ธนาคารตัวอื่นหุ้นตกลงมาไม่เกิน 40% แต่ราคาหุ้นธนาคารรักเมืองไทยตกลงเกิน 60% ถ้านับจากราคาสองร้อยบาท แถมเดือนก่อนอยู่มีบางช่วงเหลือแค่สามสิบกว่าบาท ตอนนั้นผมแทบผูกคอตาย”
ราคาหุ้นธนาคารรักเมืองไทยที่ตกลงเหลือสามสิบกว่าบาทเกิดจากการทุบหุ้นของคุณวรเดชเพื่อดัดหลังแผนเพิ่มทุนของตระกูลอุตสาหะนั่นเอง
คุณมนตรีสีหน้าเครียด ผู้ชายคนนั้นบอกอีก
“ถ้าไม่ใช่กลุ่มทุนของคุณวรเดชเข้ามาซื้อหุ้น ราคาหุ้นไม่เด้งกลับมาเจ็ดแปดสิบบาทหรอก ป่านนี้คงเหลือแค่ยี่สิบบาทไปแล้วม้าง”
“ใช่ ใช่ ใช่” หลายคนในห้องประชุมต่างร้องเห็นด้วย
เอ๊ะ ผิดปกติแฮะ ผมว่าผู้ชายหัวเกือบล้านคนนี้ต้องเป็นคนที่คุณวรเดชจ้างมาแน่ๆ ไม่งั้นข้อมูลไม่น่าจะเป๊ะขนาดนี้
ผมหันไปมองคุณวรเดชเห็นแกมีสีหน้าเรียบเฉย ส่วนคุณลุงฟงมีสีหน้าอมยิ้มเหมือนสะใจที่คุณมนตรีถูกไล่ต้อนจนเสียหน้า
ที่ประชุมมีหลายคนโห่ร้องไม่หยุด หลายคนบอกถึงความเสียหายที่ติดดอยหุ้นธนาคารรักเมืองไทยที่ร้อยกว่าบาท ตอนนี้ราคามันแค่เจ็ดสิบบาท ขาดทุนหนักกันถ้วนหน้า
คุณวรเดชนี่ร้ายมาก แกจงใจทำให้คุณมนตรีเสียความน่าเชื่อถือต่อหน้าผู้ถือหุ้นรายย่อยคนอื่นๆ นับร้อย คนเหล่านี้อาจมีจิตใจสั่นคลอนไม่เชื่อมั่นตระกูลอุตสาหะ มาโหวตให้คุณวรเดชเป็นประธานบริหารก็ได้
“ฉันไม่ยกธนาคารให้แกแน่!” เสียงชราหนึ่งดังขึ้น
คุณไพศาล อุตสาหะ ผู้ก่อตั้งธนาคารรักเมืองไทยนั่นเอง ผมเคยเช็คประวัติแก คุณไพศาลถือหุ้นธนาคารรักเมืองไทยอยู่ราว 5% แกคงโอนหุ้นให้ลูกหลานหมด ปัจจุบันอายุแก 86 ปีแล้ว
คุณไพศาลพยายามลุกจากรถเข็นโดยมีลูกหลานพยุง แกหันไปมองคุณวรเดชซึ่งนั่งอยู่ที่อีกฝั่งของห้องประชุม
“ฉันตั้งธนาคารนี้มากับมือ ฉันรู้ว่าแกอยู่เบื้องหลังปล่อยข่าวลือว่าธนาคารขาดทุนจนคนแห่ไปถอนเงิน ส่วนแกได้กำไรจากการเล่นชอต (Short-เล่นตก) คนที่ทำลายธนาคารคือแก ไม่มีใครโหวตให้แกมาบริหารธนาคารหรอก”
คุณไพศาลอายุแปดสิบกว่าๆ แล้วกลับอารมณ์ร้อนกว่าที่คิด แกตั้งธนาคารนี้มากับมือคงหวงธนาคารอย่างมาก
คุณวรเดชมีสีหน้าสงบ แกลุกขึ้นยืนตอบ
“คุณไพศาลครับ ผมนับถือคุณในฐานะอาวุโสคนหนึ่งและเป็นแบบอย่างนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่ผมอยากเดินรอยตาม แต่การที่คุณมากล่าวหาว่าผมทำลายธนาคารรักเมืองไทยทำให้ผมเสียชื่อเสียง ทำให้ผมอดผิดหวังในตัวคุณไม่ได้ครับ”
คุณวรเดชทำสีหน้าผิดหวัง ผมรู้อยู่แก่ใจที่คุณไพศาลพูดเป็นเรื่องจริง
คุณไพศาลบอก
“แล้วจะได้รู้กันว่าใครเป็นเจ้าของธนาคารตัวจริง”
“งั้นเปิดโหวตเลยไหมครับ?” คุณวรเดชถาม
“ได้!” คุณไพศาลรับ
ในการโหวตเนื่องจากผู้มาประชุมหลายร้อยคน การโหวตจึงไม่ใช้วิธีการยกมือแต่การโหวตใช้วิธีติ๊กในเอกสารว่าเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือไม่ เมื่อทุกคนติ๊กเสร็จก็นับคะแนนกันเดี๋ยวนั้นเลย
ผู้มาประชุมมีหุ้นทั้งหมด 95% ของบริษัทผู้ถือหุ้น 89% บอกว่าเห็นด้วย!ผู้ถือหุ้น 6% บอกว่าไม่เห็นด้วยคุณวรเดชยิ้ม
โฆษกพูดขึ้นอีก “วาระต่อไป เห็นด้วยหรือไม่ที่ให้คุณวรเดชขึ้นบริหารธนาคารแทน”
ทุกต่างติ๊กเอกสารที่พนักงานในห้องประชุมส่งให้ จากนั้นก็มีการนับคะแนนกัน ผมมองไปที่คุณธีร์ แกมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่รู้จะอยู่ฝั่งไหนแน่
เมื่อนับคะแนนเสร็จผลประชุมก็ออกมา…
จบตอนที่ 40แผนยึดธนาคารของคุณวรเดชจะสำเร็จไหม เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ โปรดติดตามตอนต่อไป บอกเลยเข้มข้นมากๆ !!ตอนหน้าขอโดเนท 3 กำลังใจ เป็นกำลังใจนะคร้าบ เหตุการณ์กำลังเข้มข้นสุด ๆ บอกเลย