ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 2 มาโผล่สมัยมอปลาย

                 ขณะที่ณรัชต์กําลังกวาดลานวัดไปพร้อมคิดย้อนหลังถึงเ๱ื่๵๹ราวที่ทําให้เขามาอยู่ที่วัดในตอนนี้ เสียงของลุงสัปเหร่อที่กวาดใบไม้อยู่อีกด้านของลานวัดก็ดังขึ้น

                “หลวงตากับพระลูกวัดกลับจากบิณฑบาตแล้ว เอ็งก็ไปกราบขออนุญาตพักปฏิบัติธรรมกับท่านก่อนซะนะ”


                “ครับลุง”



                วัดป่าแห่งนี้แม้จะไม่ใช่วัดดัง แต่หลวงตาเ๽้าอาวาสก็มีชื่อเสียงพอสมควรในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม จึงมีพระและฆราวาสมาขอพัก เพื่อปฏิบัติธรรมในวัดอยู่เนืองๆ ไม่ขาดสาย เมื่อก่อนณรัชต์ก็เป็๲หนึ่งในขาประจําคนหนึ่งที่มาขอพักและปฏิบัติธรรมที่วัดบ่อย ๆ


               ในศาลาวัดหลังจากที่พระสงฆ์ฉันอาหาร สวดให้พร รับของถวายต่าง ๆ เสร็จ ชาวบ้านก็ค่อย ๆ ทยอยกันออกจากศาลาไปหมด

               ณรัชต์ที่เพิ่งล้างถ้วยชามกับแม่ครัวของวัดหลังจากที่กินข้าวกับเหล่าแม่ครัวเสร็จ ก็คลานเข้าไปด้านในศาลา ตรงไปจุดที่หลวงตาเ๯้าอาวาสนั่งอยู่

              “กราบครับหลวงตา จะมาขออนุญาตพักที่วัดซักสองวัน”



              พระภิกษุชราหน้าตาอิ่มเอิบ เพิ่งตามองมาที่ณรัชต์


               “ไม่ได้เห็นหน้าหลายปี นี่มีเ๹ื่๪๫มาอีกล่ะสิ” หลวงตาวัยชรากล่าวดักคอลูกศิษย์ที่ชอบเข้าวัดบ่อย ๆ เฉพาะตอนมีปัญหา


               "ครับ มีเ๹ื่๪๫ยุ่งยาก ปวดหัวแก้ไม่ตก” เขาสารภาพ


               “แล้วรู้จักต้นเหตุของปัญหาหรือยัง” ภิกษุชราถามด้วยนํ้าเสียงเจือเมตตา


              “พอรู้แล้วครับ”


              “ทางแก้ปัญหาล่ะ” ท่านยังถามต่อ


                ณรัชต์คิดถึงวิธีแก้ปัญหา เขาคงทําได้เพียงสารภาพกับหัวหน้าฝ่ายการเงินและบัญชีในวันจันทร์ จากนั้นหัวหน้าฝ่ายฯ คงแจ้ง เ๯้าของโรงงานให้รับทราบ ส่วนเ๯้าของโรงงานจะลงโทษหรือแจ้งความเอาผิดอะไร เขาก็คงทําได้เพียงยอมรับทุกอย่าง


             “รู้ครับ” เขาตอบ


             “งั้นยังต้องมาวัดทําไมอีก” หลวงตาถามยิ้ม ๆ


               “ก็วัดมีทั้งที่พักฟรี ข้าวก้นบาตรฟรีนี่ครับ สบายท้องสบายกระเป๋าสุด ๆ ” เขาตอบท่านด้วยนํ้าเสียงทะเล้น


               “ไป ไป๊ ไปเอาเต็นท์กับตาพลนะ แล้วไปหาที่สงบ ๆ ปฏิบัติได้แล้ว"


               "เป็๞นักปฏิบัติภาษาอะไร ไม่เคยก้าวหน้าเลย มาคราวนี้หวังว่าจะได้ปัญญาอะไรติดมือกลับไปบ้างนะ” แล้วหลวงตาก็ไล่ลูกศิษย์หางแถวให้ไปหาสัปเหร่อชราของวัด เพื่อจะได้รีบไปเริ่มเพียรปฏิบัติธรรมเร็ว ๆ



                หลังแยกจากชายชราสัปเหร่อของวัด ณรัชต์ก็ถือถุงเต็นท์ขนาดเล็กที่วัดมีไว้เพื่อให้ผู้มาปฏิบัติธรรมที่วัด เสื่อและไม้กวาด เดินมุ่งหน้าผ่านส่วนต่าง ๆ ของวัด ตรงเข้าไปในส่วนลึกในป่าบริเวณด้านในของวัด

                เขาเดินด้วยความเงียบและระมัดระวังขณะผ่าน กุฏิเล็ก ๆ และเต็นท์ของผู้มาปฏิบัติธรรม เพราะกลัวเสียงจะไปรบกวนการเดินจงกรมและนั่งสมาธิของคนอื่น


               ถึงท้ายวัด เพราะมีต้นไม้ใหญ่หลายต้น บริเวณนี้จึงร่มรื่นเย็นสบายเป็๞อย่างมาก แม้ตอนนี้จะเป็๞เวลาเกือบเที่ยงแล้วก็ตาม

               ณรัชต์เลือกลานเล็ก ๆ ห่างออกมาจากไม้ใหญ่ต้นนึงเล็กน้อย เพื่อจะได้มีที่พื้นที่พอให้กางเต็นท์และเดินจงกรม

               กางเต็นท์เสร็จเขาก็กวาดทางเล็ก ๆ เพื่อไว้เป็๞ทางสําหรับเดินจงกรม แล้วลงนั่งสวดมนต์ ก่อนเริ่มเดินจงกรม


               คนทั่วไปที่รู้จักเมื่อรู้ว่าณรัชต์ชอบปฏิบัติธรรม ต่างล้วนแปลกใจ เพราะเวลาปกติเขาก็เหมือนชายหนุ่มธรรมดา ๆ ทั่วไป อาจจะพูดน้อยไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีเค้าว่าจะเป็๞คนธรรมมะธัมโม ซึ่งเขาก็ได้แต่ชี้แจงไปว่า คนยิ่งปฏิบัติธรรมจริง ๆ ยิ่งดูธรรมดา ส่วนพวกที่พยายามแสดงให้คนเห็นว่าตัวเองธรรมะธัมโมนั่นเป็๞อีกอย่าง

              หลังจากเดินจงกรมไปมาได้พักใหญ่ ณรัชต์ก็เปลี่ยนมานั่งสมาธิ

              เคยมีคนถามเขาว่าทําไมถึงชอบนั่งสมาธิ เขาตอบได้อย่างทันทีเลยว่าเพราะชอบอารมณ์ขณะนั่งสมาธิ ความรู้สึกเมื่อนั่งสมาธิจนสงบละเอียดในขั้นลึก ๆ นั้น เป็๞ความสุข และอิ่มเอิบในจิต แบบที่ไม่สามารถอธิบายให้คนไม่เคยนั่งสมาธิเข้าใจได้จริง ๆ

    สุภาษิตที่กล่าวว่า ความสุขอันใดจะเสมอเหมือนความสงบไม่มี นั้นไม่โวหารเปรียบเปรย ความหมายนั้นตรงๆ เลย แต่เขาก็สุดจะอธิบายให้คนไม่เคยฝึกสมาธิเข้าใจ

              กระนั้นเขาก็ยังไม่วายโดนหลวงตาดุบ่อยครั้งว่าไม่ก้าวหน้า เพราะมัวแต่ติดสมาธิ


             ขณะณรัชต์สงบอยู่สมาธิระดับลึก ที่ไม่มีความคิดปรุงแต่ง

             อยู่ ๆ สมาธิก็ค่อย ๆ ถอยออกมาสู่ความสงบระดับต้น ๆ พร้อมกับความคิดคํานึงถึงเ๱ื่๵๹ยุ่งยากและปัญหาของเขาก็โผล่ฟุ้งซ่านขึ้นมาเองในขณะนั่งสมาธิ

             เมื่อมีความคิดมารบกวนความสงบ ณรัชต์ก็พยายามมุ่งสติอยู่กับจิตและความสงบเพื่อกลับไปสู่สมาธิระดับลึกอีกครั้ง

             ซึ่งตามปกตินั้น เมื่อเขาอยู่ในสมาธิลึกถึงขั้นนี้ ปกติความคิดปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านจะไม่สามารถรบกวนเขาได้ แต่คราวนี้อยู่ๆ ความคิดฟุ้งซ่านกลับฟุ้งออกมาได้

              ดังนั้นสมาธิที่กำลังดิ่งลึกอีกครั้งจึงเจือด้วยโทสะ

              ความคิดและเจตนาสุดท้ายก่อนที่สมาธิจะดิ่งลึกลงไปอีกครั้งจึงเป็๲คำว่า


              “มาฟุ้งซ่านรบกวนสมาธิได้ยังไง เ๱ื่๵๹นี้ควรหายไปได้แล้ว”






               เสียงกริ่งหมดคาบเรียนดังขึ้น

              พร้อมกับเสียงอาจารย์วิชาพระพุทธศาสนาบอกให้นักเรียนเลิกนั่งสมาธิและลืมตาขึ้นมาได้


              “เอาล่ะ หมดคาบแล้ว หวังว่าพวกเธอจะได้อะไรบ้าง นอกจากนั่งหลับนะ” อาจารย์พูดต่อเมื่อมองเห็นลูกศิษย์หลายคนงัวเงียตื่นขึ้นจากการนั่งหลับตลอดคาบ

              “อย่าลืมนะ พรุ่งนี้เช้า อาจารย์ขอเวลาคาบเช้าจากอาจารย์ที่สอนพวกเธอได้แล้ว"


                "อาจารย์จะพาพวกเธอไปทัศนศึกษาที่วัดใกล้ ๆ นี่ล่ะ ไปเช้าให้ทันใส่บาตร ไปกวาดลานวัด แล้วไปนั่งสมาธิฟังเทศน์หลวงพ่อ เที่ยงนั่งรถกลับโรงเรียน” อาจารย์ยํ้านัดหมายลูกศิษย์อีกครั้ง


                “คร้าบบบบ” เสียงเหล่าลูกศิษย์รับคํา


                ณรัชต์ ลืมตาขึ้นมาได้ซักพักแล้ว แต่เขายังอยู่ในท่านั่งสมาธิ ขณะที่เพื่อนร่วมห้องเริ่มลุกขึ้นเก็บกระเป๋าเพื่อย้ายไปเรียนวิชาต่อไปที่ห้องอื่น

    สมองของเขายังสับสน งงงวย ไม่ทราบว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

               เขาก้มลงมองตัวเอง เห็นตัวเองใส่ชุดนักเรียน เหลือบมองปกเสื้อ เห็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าอยู่ชั้นมอหก


               ณรัชต์หลับตาลงอีกครั้ง

               ด้วยปกติเวลาปฏิบัติกรรมฐาน บางครั้งเขาก็เจออะไรแปลก ๆ ที่อธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้มาบ้างเหมือนกัน แต่เพราะถูกหลวงตาสั่งสอนมาตลอดบอกให้อย่าสนใจ เขาจึงคิดว่านี่คงเป็๞อุปทานแปลกๆ อะไรซักอย่าง ที่เขายังไม่เคยเจอ

    ตั้งสติ สูดลมหายใจลึก แล้วลืมตาอีกครั้ง ก็ยังเป็๲เขาที่อยู่ในชุดนักเรียนเหมือนเดิม


              “นายณรัชต์ นั่งทําอะไรอยู่ ห้องอื่นเขาจะเข้ามาเรียนแล้ว ยังไม่ไปเรียนวิชาอื่นอีกเหรอ” เสียงอาจารย์เรียกชื่อเขาดังมา


              “ครับ ครับ ไปแล้วครับ’ จารย์” เขาลุกขึ้นเก็บกระเป๋าแล้วรีบเดินตามเพื่อนในห้องที่กําลังทยอยไปเรียนวิชาต่อไป


               โรงเรียนสมัยมัธยมของณรัชต์เป็๲โรงเรียนประจำจังหวัดขนาดใหญ่ เดิมเป็๲โรงเรียนชายล้วน ต่อมาจึงเริ่มเปิดเป็๲สหศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่ก็ยังมีผู้หญิงเข้ามาเรียนไม่มาก

               จนหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็๞สหศึกษาทั้งมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายตอนที่ณรัชต์เรียนจบไปแล้ว

               เขายังจําที่เพื่อนสนิทสมัยเรียนคนหนึ่งครํ่าครวญได้หลังจากทราบข่าวว่าโรงเรียนเปลี่ยนเป็๲สหศึกษา


                ‘ไม่ยุติธรรมเลยนี่หว่า ทําไมรุ่นเราถึงไม่เป็๲สหฯ บ้าง มอต้นก็เรียนแต่กับผู้ชาย มอปลายห้องเราก็มีผู้หญิงนิดเดียวอีก’

                 และนี่คงเป็๞สาเหตุนึงล่ะมั้งที่ทําให้จนป่านนี้เขากับเพื่อนคนนี้ที่อายุปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้วยังโสด วิธีการเข้าสังคมกับเพศตรงข้ามของเขากับเพื่อนแทบจะเป็๞ศูนย์จริง ๆ


                “เฮ้ย ไอ้นะ คิดอะไรอยู่วะ วันนี้ทําไมเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดอะไรเลย ผิดปกติ”

                เสียงทักขึ้นระหว่างนั่งรออาจารย์เข้าสอนในวิชาคาบบ่ายจากที่นั่งข้าง ๆ ด้านขวามือของเขา จากไอ้เต้ คนหน้าหม้อ หนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทตัวติดกันสมัยมอปลายของเขา


                “นั่นสิ วันนี้แปลก ๆ ปกติเห็นคุยกระจาย โม้แข่งกับไอ้เต้มันตลอด” เสียงจากที่นั่งข้างๆ ด้านซ้ายมือ จากไอ้วิทย์ คนกวนตีนประจํากลุ่ม ที่เงยหน้าจากการ์ตูนที่อ่านอยู่ใต้โต๊ะขึ้นมาตั้งข้อสงสัย พร้อมจิกกัดไปในตัว


               นั่นสินะ ณรัชต์ จําได้ว่าสมัยเรียนเขาก็เป็๲ไอ้เด็กขี้คุยพอสมควร เป็๲ไอ้นะ คนขี้โม้ ประจํากลุ่ม