ขณะที่ณรัชต์กําลังกวาดลานวัดไปพร้อมคิดย้อนหลังถึงเื่ราวที่ทําให้เขามาอยู่ที่วัดในตอนนี้ เสียงของลุงสัปเหร่อที่กวาดใบไม้อยู่อีกด้านของลานวัดก็ดังขึ้น
“หลวงตากับพระลูกวัดกลับจากบิณฑบาตแล้ว เอ็งก็ไปกราบขออนุญาตพักปฏิบัติธรรมกับท่านก่อนซะนะ”
“ครับลุง”
วัดป่าแห่งนี้แม้จะไม่ใช่วัดดัง แต่หลวงตาเ้าอาวาสก็มีชื่อเสียงพอสมควรในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม จึงมีพระและฆราวาสมาขอพัก เพื่อปฏิบัติธรรมในวัดอยู่เนืองๆ ไม่ขาดสาย เมื่อก่อนณรัชต์ก็เป็หนึ่งในขาประจําคนหนึ่งที่มาขอพักและปฏิบัติธรรมที่วัดบ่อย ๆ
ในศาลาวัดหลังจากที่พระสงฆ์ฉันอาหาร สวดให้พร รับของถวายต่าง ๆ เสร็จ ชาวบ้านก็ค่อย ๆ ทยอยกันออกจากศาลาไปหมด
ณรัชต์ที่เพิ่งล้างถ้วยชามกับแม่ครัวของวัดหลังจากที่กินข้าวกับเหล่าแม่ครัวเสร็จ ก็คลานเข้าไปด้านในศาลา ตรงไปจุดที่หลวงตาเ้าอาวาสนั่งอยู่
“กราบครับหลวงตา จะมาขออนุญาตพักที่วัดซักสองวัน”
พระภิกษุชราหน้าตาอิ่มเอิบ เพิ่งตามองมาที่ณรัชต์
“ไม่ได้เห็นหน้าหลายปี นี่มีเื่มาอีกล่ะสิ” หลวงตาวัยชรากล่าวดักคอลูกศิษย์ที่ชอบเข้าวัดบ่อย ๆ เฉพาะตอนมีปัญหา
"ครับ มีเื่ยุ่งยาก ปวดหัวแก้ไม่ตก” เขาสารภาพ
“แล้วรู้จักต้นเหตุของปัญหาหรือยัง” ภิกษุชราถามด้วยนํ้าเสียงเจือเมตตา
“พอรู้แล้วครับ”
“ทางแก้ปัญหาล่ะ” ท่านยังถามต่อ
ณรัชต์คิดถึงวิธีแก้ปัญหา เขาคงทําได้เพียงสารภาพกับหัวหน้าฝ่ายการเงินและบัญชีในวันจันทร์ จากนั้นหัวหน้าฝ่ายฯ คงแจ้ง เ้าของโรงงานให้รับทราบ ส่วนเ้าของโรงงานจะลงโทษหรือแจ้งความเอาผิดอะไร เขาก็คงทําได้เพียงยอมรับทุกอย่าง
“รู้ครับ” เขาตอบ
“งั้นยังต้องมาวัดทําไมอีก” หลวงตาถามยิ้ม ๆ
“ก็วัดมีทั้งที่พักฟรี ข้าวก้นบาตรฟรีนี่ครับ สบายท้องสบายกระเป๋าสุด ๆ ” เขาตอบท่านด้วยนํ้าเสียงทะเล้น
“ไป ไป๊ ไปเอาเต็นท์กับตาพลนะ แล้วไปหาที่สงบ ๆ ปฏิบัติได้แล้ว"
"เป็นักปฏิบัติภาษาอะไร ไม่เคยก้าวหน้าเลย มาคราวนี้หวังว่าจะได้ปัญญาอะไรติดมือกลับไปบ้างนะ” แล้วหลวงตาก็ไล่ลูกศิษย์หางแถวให้ไปหาสัปเหร่อชราของวัด เพื่อจะได้รีบไปเริ่มเพียรปฏิบัติธรรมเร็ว ๆ
หลังแยกจากชายชราสัปเหร่อของวัด ณรัชต์ก็ถือถุงเต็นท์ขนาดเล็กที่วัดมีไว้เพื่อให้ผู้มาปฏิบัติธรรมที่วัด เสื่อและไม้กวาด เดินมุ่งหน้าผ่านส่วนต่าง ๆ ของวัด ตรงเข้าไปในส่วนลึกในป่าบริเวณด้านในของวัด
เขาเดินด้วยความเงียบและระมัดระวังขณะผ่าน กุฏิเล็ก ๆ และเต็นท์ของผู้มาปฏิบัติธรรม เพราะกลัวเสียงจะไปรบกวนการเดินจงกรมและนั่งสมาธิของคนอื่น
ถึงท้ายวัด เพราะมีต้นไม้ใหญ่หลายต้น บริเวณนี้จึงร่มรื่นเย็นสบายเป็อย่างมาก แม้ตอนนี้จะเป็เวลาเกือบเที่ยงแล้วก็ตาม
ณรัชต์เลือกลานเล็ก ๆ ห่างออกมาจากไม้ใหญ่ต้นนึงเล็กน้อย เพื่อจะได้มีที่พื้นที่พอให้กางเต็นท์และเดินจงกรม
กางเต็นท์เสร็จเขาก็กวาดทางเล็ก ๆ เพื่อไว้เป็ทางสําหรับเดินจงกรม แล้วลงนั่งสวดมนต์ ก่อนเริ่มเดินจงกรม
คนทั่วไปที่รู้จักเมื่อรู้ว่าณรัชต์ชอบปฏิบัติธรรม ต่างล้วนแปลกใจ เพราะเวลาปกติเขาก็เหมือนชายหนุ่มธรรมดา ๆ ทั่วไป อาจจะพูดน้อยไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีเค้าว่าจะเป็คนธรรมมะธัมโม ซึ่งเขาก็ได้แต่ชี้แจงไปว่า คนยิ่งปฏิบัติธรรมจริง ๆ ยิ่งดูธรรมดา ส่วนพวกที่พยายามแสดงให้คนเห็นว่าตัวเองธรรมะธัมโมนั่นเป็อีกอย่าง
หลังจากเดินจงกรมไปมาได้พักใหญ่ ณรัชต์ก็เปลี่ยนมานั่งสมาธิ
เคยมีคนถามเขาว่าทําไมถึงชอบนั่งสมาธิ เขาตอบได้อย่างทันทีเลยว่าเพราะชอบอารมณ์ขณะนั่งสมาธิ ความรู้สึกเมื่อนั่งสมาธิจนสงบละเอียดในขั้นลึก ๆ นั้น เป็ความสุข และอิ่มเอิบในจิต แบบที่ไม่สามารถอธิบายให้คนไม่เคยนั่งสมาธิเข้าใจได้จริง ๆ
สุภาษิตที่กล่าวว่า ความสุขอันใดจะเสมอเหมือนความสงบไม่มี นั้นไม่โวหารเปรียบเปรย ความหมายนั้นตรงๆ เลย แต่เขาก็สุดจะอธิบายให้คนไม่เคยฝึกสมาธิเข้าใจ
กระนั้นเขาก็ยังไม่วายโดนหลวงตาดุบ่อยครั้งว่าไม่ก้าวหน้า เพราะมัวแต่ติดสมาธิ
ขณะณรัชต์สงบอยู่สมาธิระดับลึก ที่ไม่มีความคิดปรุงแต่ง
อยู่ ๆ สมาธิก็ค่อย ๆ ถอยออกมาสู่ความสงบระดับต้น ๆ พร้อมกับความคิดคํานึงถึงเื่ยุ่งยากและปัญหาของเขาก็โผล่ฟุ้งซ่านขึ้นมาเองในขณะนั่งสมาธิ
เมื่อมีความคิดมารบกวนความสงบ ณรัชต์ก็พยายามมุ่งสติอยู่กับจิตและความสงบเพื่อกลับไปสู่สมาธิระดับลึกอีกครั้ง
ซึ่งตามปกตินั้น เมื่อเขาอยู่ในสมาธิลึกถึงขั้นนี้ ปกติความคิดปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านจะไม่สามารถรบกวนเขาได้ แต่คราวนี้อยู่ๆ ความคิดฟุ้งซ่านกลับฟุ้งออกมาได้
ดังนั้นสมาธิที่กำลังดิ่งลึกอีกครั้งจึงเจือด้วยโทสะ
ความคิดและเจตนาสุดท้ายก่อนที่สมาธิจะดิ่งลึกลงไปอีกครั้งจึงเป็คำว่า
“มาฟุ้งซ่านรบกวนสมาธิได้ยังไง เื่นี้ควรหายไปได้แล้ว”
เสียงกริ่งหมดคาบเรียนดังขึ้น
พร้อมกับเสียงอาจารย์วิชาพระพุทธศาสนาบอกให้นักเรียนเลิกนั่งสมาธิและลืมตาขึ้นมาได้
“เอาล่ะ หมดคาบแล้ว หวังว่าพวกเธอจะได้อะไรบ้าง นอกจากนั่งหลับนะ” อาจารย์พูดต่อเมื่อมองเห็นลูกศิษย์หลายคนงัวเงียตื่นขึ้นจากการนั่งหลับตลอดคาบ
“อย่าลืมนะ พรุ่งนี้เช้า อาจารย์ขอเวลาคาบเช้าจากอาจารย์ที่สอนพวกเธอได้แล้ว"
"อาจารย์จะพาพวกเธอไปทัศนศึกษาที่วัดใกล้ ๆ นี่ล่ะ ไปเช้าให้ทันใส่บาตร ไปกวาดลานวัด แล้วไปนั่งสมาธิฟังเทศน์หลวงพ่อ เที่ยงนั่งรถกลับโรงเรียน” อาจารย์ยํ้านัดหมายลูกศิษย์อีกครั้ง
“คร้าบบบบ” เสียงเหล่าลูกศิษย์รับคํา
ณรัชต์ ลืมตาขึ้นมาได้ซักพักแล้ว แต่เขายังอยู่ในท่านั่งสมาธิ ขณะที่เพื่อนร่วมห้องเริ่มลุกขึ้นเก็บกระเป๋าเพื่อย้ายไปเรียนวิชาต่อไปที่ห้องอื่น
สมองของเขายังสับสน งงงวย ไม่ทราบว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
เขาก้มลงมองตัวเอง เห็นตัวเองใส่ชุดนักเรียน เหลือบมองปกเสื้อ เห็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าอยู่ชั้นมอหก
ณรัชต์หลับตาลงอีกครั้ง
ด้วยปกติเวลาปฏิบัติกรรมฐาน บางครั้งเขาก็เจออะไรแปลก ๆ ที่อธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้มาบ้างเหมือนกัน แต่เพราะถูกหลวงตาสั่งสอนมาตลอดบอกให้อย่าสนใจ เขาจึงคิดว่านี่คงเป็อุปทานแปลกๆ อะไรซักอย่าง ที่เขายังไม่เคยเจอ
ตั้งสติ สูดลมหายใจลึก แล้วลืมตาอีกครั้ง ก็ยังเป็เขาที่อยู่ในชุดนักเรียนเหมือนเดิม
“นายณรัชต์ นั่งทําอะไรอยู่ ห้องอื่นเขาจะเข้ามาเรียนแล้ว ยังไม่ไปเรียนวิชาอื่นอีกเหรอ” เสียงอาจารย์เรียกชื่อเขาดังมา
“ครับ ครับ ไปแล้วครับ’ จารย์” เขาลุกขึ้นเก็บกระเป๋าแล้วรีบเดินตามเพื่อนในห้องที่กําลังทยอยไปเรียนวิชาต่อไป
โรงเรียนสมัยมัธยมของณรัชต์เป็โรงเรียนประจำจังหวัดขนาดใหญ่ เดิมเป็โรงเรียนชายล้วน ต่อมาจึงเริ่มเปิดเป็สหศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่ก็ยังมีผู้หญิงเข้ามาเรียนไม่มาก
จนหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็สหศึกษาทั้งมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายตอนที่ณรัชต์เรียนจบไปแล้ว
เขายังจําที่เพื่อนสนิทสมัยเรียนคนหนึ่งครํ่าครวญได้หลังจากทราบข่าวว่าโรงเรียนเปลี่ยนเป็สหศึกษา
‘ไม่ยุติธรรมเลยนี่หว่า ทําไมรุ่นเราถึงไม่เป็สหฯ บ้าง มอต้นก็เรียนแต่กับผู้ชาย มอปลายห้องเราก็มีผู้หญิงนิดเดียวอีก’
และนี่คงเป็สาเหตุนึงล่ะมั้งที่ทําให้จนป่านนี้เขากับเพื่อนคนนี้ที่อายุปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้วยังโสด วิธีการเข้าสังคมกับเพศตรงข้ามของเขากับเพื่อนแทบจะเป็ศูนย์จริง ๆ
“เฮ้ย ไอ้นะ คิดอะไรอยู่วะ วันนี้ทําไมเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดอะไรเลย ผิดปกติ”
เสียงทักขึ้นระหว่างนั่งรออาจารย์เข้าสอนในวิชาคาบบ่ายจากที่นั่งข้าง ๆ ด้านขวามือของเขา จากไอ้เต้ คนหน้าหม้อ หนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทตัวติดกันสมัยมอปลายของเขา
“นั่นสิ วันนี้แปลก ๆ ปกติเห็นคุยกระจาย โม้แข่งกับไอ้เต้มันตลอด” เสียงจากที่นั่งข้างๆ ด้านซ้ายมือ จากไอ้วิทย์ คนกวนตีนประจํากลุ่ม ที่เงยหน้าจากการ์ตูนที่อ่านอยู่ใต้โต๊ะขึ้นมาตั้งข้อสงสัย พร้อมจิกกัดไปในตัว
นั่นสินะ ณรัชต์ จําได้ว่าสมัยเรียนเขาก็เป็ไอ้เด็กขี้คุยพอสมควร เป็ไอ้นะ คนขี้โม้ ประจํากลุ่ม