ข่าวคำตัดสินของเ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย แพร่สะพัดไปทั่วคุ้มพิมานหลวงในเวลาอันรวดเร็ว บรรยากาศของความยินดีจากเหล่าผู้ที่สนับสนุนเ้าขุนอินทร์ถวาย ยิ่งทำให้เ้านางจันทร์แดง รู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำจนจมดินโคลน นางนั่งตัวสั่นเทาอยู่กลางห้อง ท่ามกลางสาวใช้กำนัล ที่ต่างไม่มีใครกล้าสบตา น้ำตาคลอหน่วยกับคำตัดสินถึงการถอดยศแลกักบริเวณบุตรชาย
“ริบยศ? กักบริเวณ? มันทำถึงขนาดนี้ต่อลูกกู...ไอ้อินทร์ถวาย! มึงกับกูเห็นทีจักอยู่ร่วมโลกกันมิได้” เสียงของนางแหบพร่าในคราแรก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ความกราดเกรี้ยวจนเส้นเืปูดโปน ดวงตาแดงก่ำ “มันไม่เหลือความเมตตาให้น้องเลยแม้แต่น้อย! ลูกกู... ลูกกูต้องมาตกต่ำถึงเพียงนี้!…ไอ้อินทร์ถวาย เป็เพราะมึง”
จันทร์แดงลุกขึ้นพรวดพราด ดวงตาแดงก่ำดุจเปลวเพลิง บัดนี้มิได้มีเพียงความเสียใจ แต่มันคือโทสะ ที่ลุกโชนเผาผลาญทุกอย่างในใจ “ข้าอุ้มท้องมันมา! เลี้ยงดูมันมา! หวังให้มันก้าวขึ้นเป็ใหญ่! แต่วันนี้...มันกลับถูกผู้ใดก็ไม่รู้ กระชากลงมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนสิ้นดี”
นางสะบัดมือ ฟาดลงบนโต๊ะไม้สัก จนชุดป้านชาทองเหลืองกระเด็นหล่นตกกระแทกพื้นจนแตกกระจาย สาวใช้ต่างพากันก้มหน้าราบกับพื้น กลัวว่าเพลิงโทสะนี้จะลามมาถึงตน “เหตุใด...เหตุใดฟ้าจึงไม่เป็ใจให้ลูกกู! มันผิดอันใดนักหนา! แค่เพียงอยากได้อำนาจ! ใครบ้างเล่าที่ไม่อยากได้มา!”
เสียงร้องไห้ของนางค่อย ๆ แ่ลง เปลี่ยนเป็เสียงกัดฟันกรอด ๆ ริมฝีปากเม้มแน่นจนขาวซีด ความเสียใจแปรเปลี่ยนเป็ความแค้นที่สั่งสมมานาน เ้านางจันทร์แดงปาดน้ำตาออกอย่างลวก ๆ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาที่เคยฉายแววรักบุตรและหลงในอำนาจ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมุ่งร้ายและจิตสังหาร
‘ไอ้อินทร์ถวาย... มันช่างกล้าทำกับลูกกูถึงเพียงนี้! มึงริบทุกสิ่งไปจากลูกกู... มึงเองก็ต้องไม่เหลือสิ่งใดให้ริบเช่นกัน!’
นางเดินไปหยุดที่หน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปยังทิศที่ตั้งเรือนพิมานของเ้าขุนอินทร์ถวาย ที่ตั้งตระหง่านห่างออกไปมองเห็นเพียงเงายอดหลังคา แสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องลงมาที่เรือนนั้น ทอประกายระยิบระยับดั่งเย้ยหยัน จันทร์แดงยกมือขึ้นลูบไล้กรอบหน้าต่างไม้สักอย่างแ่เบา แต่ในใจกลับเริ่มวาดภาพบางอย่าง...ภาพแห่งการล่มสลายด้วยน้ำมือของนาง
‘มึงต้องตาย...มึงต้องตายไปจากโลกนี้! เพื่อที่ลูกของกูจักได้ขึ้นเป็ใหญ่บนแผ่นดินนี้แทนมึง มึงทำลายความหวังของกู...กูจันทร์แดงก็จักทำลายชีวิตมึงตอบแทนกันไอ้อินทร์ถวาย!’
สมองของนางเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว ความคิดชั่วร้ายค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย นางหันกลับมามองนางกำนัลอีกครั้ง คราวนี้แววตาของนางมิใช่เพียงความโกรธแค้น แต่มันคือความเด็ดขาดที่พร้อมจะลงมือกระทำสิ่งใดก็ได้เพื่อแก้แค้นให้บุตร
“พวกสูเขาไปตามพะตี่เซอเกมาหากูบัดเดี๋ยวนี้!” นางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นะเืจนคนฟังขนลุกซู่
นางกำนัลใกล้ชิด เมื่อได้ยินรับสั่งก็ถึงกับตัวสั่นงันงก เพราะรู้ดีว่าชื่อนี้มิใช่พรานป่าธรรมดา แต่เป็พรานกะเหรี่ยงลึกลับที่อาศัยอยู่นอกเวียงในป่ารก มันผู้นี้เลี้ยงช้างไว้ใช้แรง แลมีวิชาอาคมสายดำ รู้จักใช้ว่านพิษว่านหัวที่ไร้กลิ่นไร้รส
“มึงจงเร่งไปบอกมัน...วันพรุ่งยามเพลให้มันไปท่าคอยกูที่วัดใจเมือง บอกมันไปว่ากูมีงานสำคัญที่จำเป็ต้องใช้มัน แลงานนี้หากสำเร็จ กูจักตบรางวัลแก่มันอย่างที่มันไม่เคยได้มาก่อนในชีวิต!”
ใบหน้าของเ้านางจันทร์แดงยามนี้บิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มวิปลาส ความแค้นได้เปลี่ยนสตรีผู้สูงศักดิ์ ให้กลายเป็นางปีศาจร้าย ที่พร้อมจะจ้างวานความตายมาสู่เรือนพิมาน โดยใช้พรานกะเหรี่ยงผู้มากอาคม ให้ทำหน้าที่เป็ผู้นำความตายนั้น ไปสู่หัวใจของเ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย
ภายในหอพระหลวงอันสงบสงัด กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกมะลิสดและน้ำอบปรุงฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ แสงตะเกียงประทีปน้ำมันส่องสว่างให้แสงนวลตา กระทบกับองค์พระปฏิมาทองคำที่ประดิษฐานอยู่บนแท่นสูง เ้านางพญาดวงทิพย์ ในฉลองพระองค์ผ้าไหมสีนวลสะอาดตา กำลังก้มกราบพระรัตนตรัยด้วยกริยาที่แช่มช้าและเปี่ยมด้วยจิตศรัทธา
ใบหน้าของนางแม้จะยังคงความงดงามสมฐานะเ้านางหลวง แต่ในดวงตานั้นกลับแฝงไปด้วยร่องรอยแห่งความวิตกที่ปิดไม่มิด นางพนมมือขึ้นค้างนิ่งอยู่นาน ดุจจะฝากทุกความรู้สึกไว้กับพระพุทธองค์
‘ข้าแต่คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์...’ นางรำพึงในใจพลางหลับตาลง
ใจหนึ่งของนางล่องลอยไปไกลถึงชายแดนเวียงชัย ห่วงหาเ้ามหาอุปราชขุนคำหลวงราชบุตรคนโต ผู้ที่ต้องแบกภาระบ้านเมืองออกกรำศึกา ป่านนี้ไม่รู้ว่าต้องนอนกลางดินกินกลางทรายท่ามกลางคมหอกคมดาบเพียงใด
แลอีกใจหนึ่งในยามนี้ก็ห่วงใย เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย บุตรชายคนรองที่เพิ่งผ่านพ้นการตัดสินโทษอันหนักหน่วงมา นางรู้ดีว่าบุตรชายของนาง ต้องใช้หัวใจที่เข้มแข็งเด็ดขาดมากเพียงใด ต่อการสั่งลงทัณฑ์น้องชายร่วมสายเื แม้จะมีความขัดแย้งต่อกันอยู่บ้างในบางครา แต่นางก็รู้ว่าในส่วนลึกในหัวใจของอินทร์ถวายนั้น เ็ปมิใช่น้อยที่ต้องกลายมาเป็ผู้พิพากษาพี่น้องของตนเอง
“ขอให้ร่มเงาแห่งพุทธะจงปกปักรักษาลูกกูทั้งสองคนนี้ด้วยเถิดหนา...” นางเอ่ยพึมพำออกมาเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
“ขอให้อันตรายจากศัตราวุธจงพ่ายแพ้ต่อบุญบารมีของเ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง และขอให้อันตรายจากมนต์ดำคุณไสยใด หรือจิตริษยาอันมืดบอดใด จงอย่าได้ย่างกรายเข้าใกล้ขวัญหัวเ้าขุนอินทร์ถวาย ขอให้แสงแห่งธรรมจงนำทางให้ลูกกูทั้งสองจงมีปัญญาอันสว่างไสว ก้าวข้ามผ่านขวากหนามแลคำสาปแช่งทั้งปวงด้วยเถิดพระเ้าข้า”
นางก้มลงกราบอีกครั้ง คราวนี้เป็การกราบที่ราบคาบด้วยจิตที่ว่างเปล่า แลมอบหมายชีวิตลูกรักทั้งสองไว้กับคุณพระคุ้มครอง ลมเย็นที่พัดผ่านหน้าต่างหอพระแ่เบา ทำให้ดวงไฟหน้าองค์พระวูบไหว ราวกับเป็การรับรู้ถึงแรงสั่นะเืแห่งความรักอันบริสุทธิ์ของผู้เป็มารดาที่มีจิตอันสงบ
ภายใต้คุ้มพิมานหลวง ที่กำลังคุกรุ่นด้วยแผนการร้ายของเ้านางจันทร์แดง มีเพียงหอพระแห่งนี้เท่านั้น ที่เป็ดังปราการทางจิติญญา แรงอธิษฐานที่แผ่ซ่านออกมาจากหัวใจของเ้านางพญาดวงทิพย์นั้น ดูคล้ายกับข่ายมนต์สีทองจาง ๆ ที่พร้อมจะปัดเป่ากิ่งไม้พยาบาท ที่กำลังแตกกิ่งก้านเอื้อมเข้าหาตัวราชบุตรของนางให้พ้นโพยภัย