ตอนที่ 28
การบ่มเพาะอย่างหนัก
ลู่หานพาร่างของตนเองวิ่งกลับไปที่เรือนไม้ของตนอย่างร้อนรน เขานึกเื่สำคัญขึ้นมาได้มันคือเื่ของคัมภีร์ราชันย์หมื่นพิษ หลังจากหายหน้าไปหนึ่งเดือนเขายังไม่ได้ลองเช็ดดูเลยว่ามันยังอยู่หรือไม่
เมื่อกลับมาถึงเรือนไม้ของตนลู่หานเข้าไปหาคัมภีร์ราชันย์หมื่นพิษที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้ใต้เตียง ร่างกายก้มต่ำลงไปแทบจะอยู่ในท่านอนพร้อมกับหนึ่งมือที่ยื่นเข้าไปเพื่อหาสิ่งที่ตนเก็บซ่อนอยู่ใต้เตียง
มือนั้นไม่ว่าจะคว้าจับไปในที่ใดมันก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่า ภายในใจของลู่หานเริ่มวิตกหรือว่าสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่มันจะเป็จริง
“ เ้าหานี่อยู่งั้นรึ ” เสียงอันคุ้นหูดังแว่วมาจากด้านหลัง พลันให้ลู่หานหยุดมือของตนเอง
ดวงตาปรายตากลับไปมองทางด้านหลัง ร่างของชายชราที่สวมใส่อาภรณ์สีดำประหนึ่งขนของอีกากำลังยืนจ้องมองเขาจากด้านหลัง
ลู่หานที่ตั้งหลักได้ก็หันกลับไปมองด้านหลังของตนเอง ผู้เป็อาจารย์ของเขากำลังยืนจ้องมองอยู่ด้านหลังพร้อมกับยื่นคัมภีร์ที่เขากำลังหาอยู่มาให้กับเขา
ดวงตาทั้งสองข้างมองตำราทั้งสองในมือของผู้เป็อาจารย์ด้วยความวิตก ใบหน้าของลู่หานเริ่มมีเม็ดเหงื่อเล็กๆไหลซึมออกมา มันคือเื่ที่เขากำลังกังวลอยู่จนรีบวิ่งกลับมาดู เมื่อนึกได้ว่าบางทีมหาปราชญ์ผู้เป็อาจารย์อาจจะพบเจอคัมภีร์ที่เขากำลังซ่อนเอาไว้ก็เลยรีบวิ่งกลับมาดูแต่ไม่คิดว่ามันจะเป็เช่นนั้นจริงๆ
การที่เขากังวลว่าผู้เป็อาจารย์จะพบเจอมันก็เพราะว่าตัวตนของคัมภีร์ราชันย์หมื่นพิษที่เป็ทักษะระดับไร้ขอบเขตมันก็เพราะเกรงว่าผู้เป็อาจารย์จะห้ามให้เขานั้นฝึกฝนทักษะบ่มเพาะนี้
ทักษะบ่มเพาะราชันย์หมื่นพิษมันเป็ทักษะที่โเี้ไร้ความปราณีเพราะเป็ทักษะของพวกมาร
ทักษะบ่มเพาะราชันย์หมื่นพิษผู้ที่เป็นักเขียนนิยายเื่จ้าวกระบี่สยบฟ้าได้อธิบายเอาไว้ว่า ทักษะบ่มเพาะนี้มันถูกคิดค้นขึ้นมาโดยเ้าแห่งพิษที่เคยยิ่งใหญ่ภายในอดีตก่อนที่จะสับเปลี่ยนมาเป็ยุคของท่านมหาปราชญ์หวังเซียนฉิง เพราะว่ามันเป็ทักษะบ่มเพาะที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยเผ่ามารมันเลยทำให้ทักษะบ่มเพาะราชันย์หมื่นพิษมันดูเป็ทักษะที่เหี้ยมโหด
เพราะว่าทักษะบ่มเพาะนี้มันดูไม่เหมาะสมกับฝ่ายธรรมะลู่หานเลยคิดว่าผู้เป็อาจารย์จะสั่งห้ามไม่ให้เขานั้นฝึกฝน
“ ไม่รับไปงั้นรึ. ” หวังเซียนฉิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าพูดออกมาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
ลู่หานที่กำลังทำใบหน้าวิตกก็ยื่นมือไปรับคัมภีร์ทักษะบ่มเพาะราชันย์หมื่นพิษเอาไว้ในมือ
“ เ้าจะฝึกฝนทักษะนี้งั้นรึเ้าแปด ”
“ ขอรับ.. ” ลู่หานตอบกลับอย่างไม่เต็มเสียงสักเท่าไหร่
“ ดี!!! ดี!!! ”
“ เอ๊ะ!!! ” ลู่หานเงยหน้ามองผู้เป็อาจารย์ด้วยความฉงน เขากำลังถามตนเองอยู่ภายในใจว่าสิ่งที่เขาได้ยินเมื่อครู่มันถูกต้องหรือไม่
“ ดีงั้นรึขอรับ!!!! ”
“ ท่านอาจารย์ยอมให้ข้าฝึกฝนเ้านี่งั้นรึขอรับ ” ลู่หานถามย้ำด้วยความตระหนก
หวังเซียนฉิงขมวดคิ้วมุ่นมองศิษย์ของตนเองก่อนที่จะเอ่ยออกมา “ แล้วเหตุใดข้าถึงต้องห้ามเ้าด้วยล่ะ ”
“ แต่ว่าทักษะบ่มเพาะนี้มัน... ”
“ มันอันใดกัน เ้าจะบอกว่ามันโเี้งั้นหรือ ” หวังเซียนฉิงพูดออกมาเช่นนั้นได้เพราะว่าเขาเปิดดูภายในแล้วว่าด้านในมันเป็ทักษะบ่มเพาะประเภทใด
“ ขอรับ ”
“ นี่เ้าแปดข้าน่ะไม่สนหรอกว่าทักษะบ่มเพาะใดจะเหี้ยมโหดหรือทักษะบ่มเพาะใดจะเป็เช่นไร มันไม่มีอันใดที่เป็จุดบอกแน่ชัดว่าทักษะที่เหี้ยมโหดจะเป็ทักษะบ่มเพาะของฝ่ายอธรรม สุดท้ายแล้วก็ล้วนแต่ผู้ที่ฝึกฝนและใช้มันว่าจะใช้ไปในทางใด ” หวังเซียนฉิงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอบอุ่นในการสั่งสอนศิษย์คนเล็กของตนเอง
“ ถ้าทักษะบ่มเพาะนี้ไปอยู่ในมือของผู้อื่นมันก็อาจจะเกิดผลเสีย แต่ถ้าอยู่กับเ้าและเ้าเป็ผู้ฝึกฝนมันข้ามันใจว่าเ้าจะใช้มันไปในทางที่ถูกต้อง ”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นลู่หานก็รู้สึกว่าไม่แปลกเลยที่ทั้งคนอ่านไลน์เขาจะรู้สึกชื่นชมในตัวตนของมหาปราชญ์แห่งยุค หวังเซียนฉิงผู้นี้แม้ว่าเขานั้นจะมีนิสัยติดเล่นไปหน่อยแต่เื่คุณธรรมที่ยึดเอาไว้ก็มีอยู่มากกว่าผู้ใด
หลังจากที่สนทนาเกี่ยวกับเื่ทักษะบ่มเพาะราชันหมื่นเสร็จ ท่านมหาปราชญ์แห่งยุคผู้เป็อาจารย์ก็ได้สั่งเอาไว้ว่าเขานั้นจะหายไปสักระยะให้ตัวของลู่หานมั่นบ่มเพาะวิชาอย่าให้ขาด
ลู่หานเดินกลับไปที่แปลงสมุนไพรหยางไท่ของตนเองเพื่อจัดการธุระต่างๆต่อ เขากวาดสายตามองแปลงสมุนไพรมากมายที่พร้อมจะเก็บเกี่ยว
ก่อนหน้านี้เมื่อลองไปเช็คดูด้านในของหีบที่ผู้เป็อาจารย์จัดเรียงเอาไว้ด้านในถ้ำอย่างเป็ระเบียบแล้วปรากฏว่าสมุนไพรที่อยู่ด้านในมันน่าจะมีราวๆสักหลายหมื่นต้นเป็จำนวนที่มากพอสมควรในการที่ได้รับมาจากการริเริ่มทำแปลงสมุนไพร
ตามความคิดของลู่หานแล้วเขาคิดว่าผู้เป็อาจารย์น่าจะกลางค่ายกลเ้าพฤกษาขนาดใหญ่เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชพันธุ์และควบคุมในส่วนต่างตอนที่เขาไม่อยู่ ไม่เช่นนั้นมันคงเป็ไปไม่ได้ที่ผ่านไปเพียงแค่ 1 เดือนตอนนี้กลับมีแปลงสมุนไพรอยู่ถึง 15 แปลง
แต่การกระทำเช่นนี้ของผู้เป็อาจารย์มันก็กลับทิ้งปัญหาใหญ่เอาไว้ให้ลู่หาน ตอนนี้เขาไม่สามารถกางค่ายกลจ้าวพฤกษาปกคลุมได้ทั้งหมด 15 แปลงอย่างแน่นอน ตอนนี้พลังบ่มเพาะรากฐานของเขาพัฒนาขึ้นมาในระดับนึงแต่เมื่อประเมินจากพลังก็ยังสามารถสร้างค่ายกลจ้าวพฤกษาปกคลุมได้เพียงแค่ประมาณ 3 แปลงเท่านั้น
เมื่อลองคำนึงถึงความสำคัญในยามนี้ลู่หานเองก็คิดได้อย่างเดียวเขาจะต้องตัดทุกอย่างออกไปแล้วเริ่มบ่มเพาะพลังอย่างจริงจัง
1 เดือนที่จากยอดเขาแห่งนี้ไปอยู่ด้านใต้ทะเลสาบ ผู้เป็อาจารย์ได้มอบตำราค่ายกลจ้าวพฤกษาและตำราสองดาราเคียงฟ้าให้เขาติดตัวไปอ่านยามที่อยู่ด้านล่างด้วยจนตอนนี้มันเรียกได้ว่าเขานั้นสามารถบรรลุถึงแก่นแท้ของมันเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้สิ่งที่สำคัญกับเขามากที่สุดมันคือการบ่มเพาะทักษะรากฐานให้ขึ้นไปอยู่ในระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะเพื่อจะให้เขาสามารถฝึกฝนทักษะบ่มเพาะอย่างอื่นได้
ลู่หานไม่รีรอเขานั้นเริ่มทำอย่างแรกก็คือการที่เขาเก็บพวกพืชสมุนไพรอย่างไท่ทั้งหมดที่กำลังรับการเก็บเกี่ยวอยู่แล้วเริ่มหว่านเมล็ดรอบใหม่ จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้และหว่านเมล็ดรอบใหม่จัดเตรียมทุกอย่างจนเสร็จท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีเป็สีส้มอมแดง
เมื่อเห็นดวงอาทิตย์อัสดงกำลังจะรับจากฟากฟ้าไปลู่หานก็ได้เริ่มทำสิ่งสุดท้ายของวันนั้นคือการสร้างค่ายกลจ้าวพฤกษาอันใหม่ขึ้นมาโดยมีพื้นที่ปกคลุม 3 แปลงสมุนไพร ส่วนแปลงที่เหลืออีกประมาณ12 แปลงเขาก็ปล่อยให้มันเติบโตตามธรรมชาติ
หลังจากลู่หานทำทุกอย่างเกี่ยวกับแปลงสมุนไพรเสร็จร่างกายของเขาก็เหนื่อยล้าจนอิดโรยเดินโซเซกลับมาที่เรือนเล็กๆของตนเอง เมื่อกลับมาถึงร่างกายของเขาก็ล้มหมดแรงนอนลงไปบนเตียงไม้ขนาดสองคนนอนของตนเองทันที
ดวงตาทั้งสองคล้อยต่ำพับผิดลงก่อนที่สตินั้นจะเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปหลายชั่วยามดวงอาทิตย์ยามเช้าส่องแสงทอประกายสีส้มอ่อนส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่เผลอเปิดค้างไว้เข้ามากระทบกับใบหน้าของบุรุษที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้
เมื่อััได้ว่ามีบางอย่างอุ่นๆและมีแสงสว่างกระทบเข้ามาบนใบหน้าเปลือกตาทั้งสองข้างก็เริ่มขยับ ก่อนที่สตินั้นจะหลุดออกมาจากห้วงนิทราอันแสนหอมหวาน
ลู่หานที่เพิ่งตื่นก็พยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองก่อนจะหลับไป เมื่อนึกได้ว่าตนเองนั้นล้มหมดแรงเพราะความเหนื่อยก็ลุกขึ้นมาจากเตียงเพื่อตั้งสติ
บุรุษวัยยี่สิบที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มเริ่มวันใหม่ของตนเองโดยการไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด เขาไม่จำเป็ต้องไปดูแลแปลงสมุนไพรหยางไท่อีกแล้วเพราะว่าเมื่อวานเขาจัดการทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้ว
วันนี้เขาจะเข้าสู่เส้นทางแห่งการบ่มเพาะพลังอย่างเต็มตัว อีกเพียงสองขั้นเขาจะเข้าสู่ระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะ
เมื่อคาดเดาจากความรู้ในการใช้บ่มเพาะพลังของเขาในตอนนี้ดูแล้วน่าจะใช้เวลาซักประมาณ 10 วันถ้าเขานั้นหมกมุ่นกับการบ่มเพาะอย่างเดียวโดยไม่เสียเวลาไปกับอย่างอื่นมากนัก ก่อนหน้านี้เขาต้องศึกษาตำราทั้งสองเล่มที่เป็ตำราระดับ์ แล้วยังต้องฝึกฝนทักษะการต่อสู้กับผู้เป็อาจารย์อีก เวลามันเหลือน้อยนิดสำหรับการบ่มเพาะ
แต่ตอนนี้เขาไม่จำเป็ต้องทำพวกนั้นแล้ว ตำราระดับ์ทั้งสองเล่มเขาก็เข้าใจอย่างกระจ่าง แล้วตอนนี้ผู้เป็อาจารย์ก็ไม่อยู่เขาจึงไม่มีความจำเป็ต้องฝึกฝนทักษะการต่อสู้ อาจจะมีบ้างบางวันที่ต้องหมั่นไปดูแลและรดน้ำแปลงสมุนไพรหยางไท่แต่มันคงจะไม่กินเวลามากขนาดนั้น
ลู่หานเริ่มเข้าสู่ท่านั่งสมาธิพร้อมกับทำการบ่มเพาะทักษะบ่มเพาะรากฐานทันทีที่ทำกิจกรรมทุกอย่างเสร็จ
1 วันเต็มๆที่ใช้เวลาในการบ่มเพาะทักษะรากฐาน ลู่หานรู้สึกว่าตนเองนั้นจะสามารถเข้าใจในการบ่มเพาะมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
เมื่อผ่านไป 3-4 วันคราวนี้เขาก้าวหน้าในการบ่มเพาะจนพลังบ่มเพาะรากฐานมีระดับขึ้นไปสู่เส้นทางแห่งการบ่มเพาะสีครามกลายเป็สีแดง เมื่อได้ลองใช้เวลาอยู่กับการบ่มเพาะไปนานๆเข้าลู่หานก็รู้สึกว่าตนเองนั้นจะทำมันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเข้าสู่วันที่ 3 วันที่ 4 เขามีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มก็คือการไปรดน้ำสมุนไพรหยางไท่ และเพราะว่าพลังเพราะทักษะรากฐานเพิ่มขึ้นมาจากสีครามกลายเป็สีแดงทำให้เขาสามารถขยายพื้นที่ของค่ายกลจ้าวพฤกษากลายเป็สามารถปกคลุมแปลงสมุนไพรได้ถึง5 แปลง
เมื่อสามารถจัดการเื่นั้นได้สำเร็จลู่หานก็กลับมาเริ่มบ่มเพราะแบบจริงจังอย่างต่อเนื่อง
เวลานั้นผ่านพ้นไปจนถึงวันที่ 7 ในการเริ่มการบ่มเพาะอย่างจริงจังลู่หานสามารถเข้าใจเกี่ยวกับการบ่มเพาะพลังมากขึ้นและระดับพลังบ่มเพาะรากฐานของเขาก็กลายเป็เส้นทางแห่งการบ่มเพาะระดับสีทอง
มันก็ประจวบเหมาะกับวันที่ต้องรดน้ำสมุนไพรวนมาถึงพอดี ลู่หานเลยถือโอกาสรดน้ำสมุนไพรและขยายอาณาเขตของค่ายกลจ้าวพฤกษาให้ใหญ่ขึ้น
และแล้วเวลานั้นมันก็ครบ 10 วันพอดีปลายเดือนห้าตอนนี้ลู่หานได้มีระดับพลังบ่มเพาะบรรลุสู่ระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะสีขาวเรียบร้อยแล้ว
จบตอน