นางไม่ได้ป่วยสักนิด
ด้านนอกเรือน
เนื่องจากเขารู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก เขาทิ้งเ้าสาวเฝ้าเรือนหอมานานถึงสองปี อีกทั้งนางยังเป็สายเืเพียงหนึ่งเดียวของแม่ทัพผู้เสียสละของแผ่นดินอีกทั้งท่านปู่ของนางก็ขอร้องเขา เป็การส่วนตัว คำขอของราชครูขุนนางผู้ภักดี และยังเป็อาจารย์ที่คอยสั่งสอนเขามาจนเติบใหญ่ได้อย่างทุกวันนี้ เขารีบกลับมาก่อนทั้งที่ความจริงข่าวการชนะายังมาไม่ถึง อยู่ระหว่างทางแต่เขาควบม้า ทั้งวัน ทั้งคืน จึงกลับมาถึงก่อนยังไม่ได้แจ้งแก่เสด็จพี่ เขาตรงกลับวังหย่งอันก่อน แม้แต่เสด็จพี่ก็ยังไม่รู้ แต่พอมาถึงเรือนบุปผา ซึ่งเป็เรือนหอของเขาและพระชายา แต่เขากลับได้ยินนางกำลังด่ามารดาเขาอีกทั้งยังมีเสียงปาข้าวของ ในใจพลันรู้สึกอึ้ง เขากระตุกยิ้มมุมปาก ข่าวที่เขาได้ยินมากับเหตุการณ์ตรงหน้าช่างต่างกันจริงๆ อีกเหตุผลที่เขารีบกลับมาเพราะองครักษ์ที่เขาทิ้งไว้ให้ดูแลพระชายานั้นแจ้งข่าวไปว่านางอาการป่วยกำเริบอีกทั้งยังป่วยหนักมากแต่ที่เขาเจอกลับไม่ใช่ นางแข็งแรงดีอีกทั้งยังด่าคนเจ็บแสบขนาดนั้นไม่เหมือนคนใกล้จะตายสักนิด ชายหนุ่มหันหลังเดินออกจากหน้าประตูเรือนไป ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาคิ้วเข้ม จมูกโด่ง ผิวแทนหน่อยๆ เนื่องจากตากแดดเป็เวลานานบวกกับบุคลิกที่สูงส่งยิ่งทำให้เขาน่ามองมากขึ้น
“สืออี้ เ้าส่งข่าวบอกข้าว่านางกำลังจะตายแต่ที่ข้าเห็นนางยังสบายดีนิ” เขาพูดกับชายหนุ่มชุดดำที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ชายคนนั้นเม้มปากแน่น แล้วกล่าวว่า
“ทูลท่านอ๋อง พระชายาป่วยหนักจริง อีกทั้งเมื่อเจ็ดวันที่แล้วพระชายาไม่หายใจท่านหมอชุนเฟิงเป็ผู้รักษาอาการ หลังจากนั้นพระชายาก็พื้นขึ้นมาแต่อาการไม่ปกติพระนางคล้ายความจำหายไปอีกทั้งยังหลับไปอีกห้าวันเพิ่งตื่นมาเมื่อเช้ามืดขอรับ” เขาพูดรายงานอย่างละเอียด อีกทั้งยังกล่าวเสริมถึงราชโองการที่พระพันปีส่งมาถึงนาง ชายหนุ่มเมื่อฟังจบหน้าที่แต่เดิมคิ้วผูกเป็โบเขากลับกระตุกยิ้มมุมปากและเห็นด้วยที่นางด่าเสด็จแม่ แต่ในใจกลับรู้สึกว่านางช่างต่างจากเดิมที่เขาเคยเจอยิ่งนัก แต่การที่ว่าเขาแก่นี่ เขาคงเถียงนางไม่ได้ ปีนี้เขาอายุ ยี่สิบเก้าแล้ว ส่วนนางเพิ่งจะสิบหก ความจริงเขาควรแต่งงานั้แ่ก่อนอายุยี่สิบแต่ด้วย่นั้นเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ แคว้นต่าง ๆ พากันทำาเขาก็อยู่ข้างนอกทำศึกตลอด จึงไม่มีเวลาได้คิดเื่แต่งงาน เขาส่ายหน้าตัดความคิดฟุ้งซ่านแล้ว เดินออกจากจวนอ๋อง ก้าวขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ เคลื่อนที่เข้าวังหลวงไปรายงานเหตุการณ์ต่อฝ่าา
ในห้องทรงพระอักษร ที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือทั้งห้องอีกทั้งม้วนฎีกามากมาย มีบุรุษผู้หนึ่งนั่งหลังตรงอยู่ ชายวัยกลางคน สวมชุดัสีเหลืองทองกำลังตั้งหน้า อ่านฎีกาอยู่อย่างตั้งใจ
“ฝ่าา พ่ะย่ะค่ะอันอ๋องขอเข้าเฝ้า พ่ะย่ะค่ะ” เสียงขันทีแหลมเล็กดังมาจากหน้าประตู ชายในชุดัสีเหลือง วางพู่กันขนหมาป่าที่ถืออยู่ในมือลงพลางลุกขึ้นยืนก้าวเท้าอย่างไวไปที่ประตู
“เสด็จพี่ ข้ากลับมาแล้ว” เขากล่าวกับชายวัยกลางคน ที่เดินมารับเขาถึงหน้าประตู
“ดี ดีจริงๆ ในที่สุดเ้าก็กลับมา” ฮ่องเต้เซียวฉง กล่าวอย่างดีใจอีกทั้งยังจับพระอนุชาพลิกไปมาเพื่อดูว่าเขาาเ็หรือไม่
“เ้าาเ็หนักหรือไม่”
“ไม่หรอก ข้าแค่โดนแทงไม่กี่ครั้ง เสด็จพี่ไม่ต้องกังวลเกินไปนะ พ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้มองอนุชาพร้อมทั้งยื่นมือไปลูบหัวเขาเหมือนตอนเด็กๆ
“เซียวอี้ เ้าโตแล้วพี่ดีใจที่เ้าปลอดภัยกลับมานะ” เขาจูงมือน้องชายพร้อมทั้งจับเขานั่งลง
“ขันทีหลิว ยกเหล้าที่ดีที่สุดมา” เขาสั่งขันทีคนสนิท พร้อมทั้งเริ่มถามถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ จนเวลาค่อยๆ เปลี่ยนไป จากฟ้าสว่าง่กลางวันเปลี่ยนเป็ฟ้ามืด
“ฮ่าฮ่าฮ่า เซียวอี้ เ้าไม่ได้กลับเมืองหลวงมาสองปี เ้ารีบกลับไปหาพระชายาเถิด” เขาอยากให้น้องชายกลับไปหาน้องสะใภ้จะแย่ แต่จำต้องคุยงานราชการบ้านเมืองให้แล้วเสร็จก่อน ถึงแม้คนทั้งสองจะไม่ได้รักกันแต่เขาเชื่อว่าน้องชายจะต้องดูแลนาง ได้ดีแน่
“เ้ารู้เื่ที่เสด็จแม่ออกราชโองการแล้วหรือยัง” ฮ่องเต้กล่าวอย่างยิ้มๆ
“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาตอบพร้อมทั้งหน้ากระตุกหากเสด็จพี่รู้ว่าเขาถูกชายาสบประมาทอีกทั้งยังด่าทอ คงหัวเราะเขาเป็แน่
“เซียวอี้หนอ เซียวอี้ เ้ามีชายาที่อายุน้อยกว่าตนเองถึง สิบสามปี แต่ไม่มีความสามารถทำให้นางตั้งครรภ์ได้คงถูกหัวเราะแน่” ฮ่องเต้กล่าวพร้อมทั้งตบไหล่น้องชายอย่างหยอกล้อ
“เสด็จพี่ กล่าวหนักไปแล้วหม่อมฉันยังไม่เคยเข้าหอด้วยซ้ำ” ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ยอมรับ ถึงเขาจะแก่แต่ก็ยังแข็งแรงดี เถอะ
“งั้นเ้าคงต้องพยายามอย่างหนักแล้วละ ในเมื่อเ้าก็กลับมาแล้ว อีกไม่กี่เดือนก็จะครบรอบวันเกิดเ้า หากนางยังไม่ตั้งครรภ์ เ้าคงถูกหัวเราะเยาะแน่” กล่าวจบก็เดินออกไปปล่อยให้ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขาก้มหน้าลงมองหน้าขาตัวเองแล้วหัวเราะ