“อยู่ตรงไหน บอกฉันเร็ว” เสียงพูดเบาแต่รัวฝ่ายเมขลาก็ไม่กล้าบอกว่าอยู่ข้างหลังเพราะกลัวว่าดาด้าจะกระโจนออกมาจนทำให้ข้าวของเสียหายไปหมด
“ยัยเมย์ฉันกลัวจริงๆ นะ” ดาด้าฟูมฟายยกมือไหว้ท่วมหัว ขณะที่เมขลายืนมองสตรีโบราณตรงหน้านิ่งงัน ิญญาของหญิงวัยกลางคนพูดขึ้นช้าๆแต่ชัดเจน
“ระวังตัว...!!” พูดจบก็หายวับไปเมขลารู้สึกได้ว่าิญญาตนนี้มาดีไม่ได้มาร้าย เธอแค่มาเตือน!
“ยัยเมย์” ดาด้าเสียงสูงเกาะแขนเมขลาแน่นหนึบ
“ไปแล้ว” เมขลาเรียกสติเพื่อนให้กลับคืนมาดาด้าถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับบ่นกระปอดกระแปด
“เธอไปก็ดีเหมือนกันความระแวงของฉันมันจะได้ไปพร้อมกับเธอด้วยดูสิวันๆ ฉันต้องคอยสะดุ้งตามเธอไม่รู้กี่ครั้ง” เมขลาไม่ได้ใส่ใจคำพูดเพื่อนแม้แต่น้อยเพราะหญิงสาวกำลังคิดถึงคำพูดของิญญาตนนั้นด้วยความสงสัย
“ระวังตัว!” จากอะไร!
รุ่งอรุณของวันใหม่สองพี่น้องเมขลาและมินตราออกไปทำบุญกันแต่เช้าพวกเธอเตรียมของไปมากมายเมขลาตั้งใจจะไปกราบพระขอพรเพื่อเป็สิริมงคลกับตัวเธอและน้องสาวของเธอแต่ในความรู้สึกลึกๆ เหมือนกับว่าเธอจะมาที่นี่เป็ครั้งสุดท้ายเพื่อมากราบลา!และแน่นอนวัดที่เธอมาก็คือวัดพระนารายณ์มหาราช หรือ วัดกลางที่เธอเพิ่งฝันถึงนั่นเอง
เมื่อทั้งสองมาถึงวัดเมขลาก้าวลงจากรถช้าๆ เธอมองไปรอบๆ บริเวณวัดอย่างพิจารณา ในความฝันพื้นที่ส่วนใหญ่เตียนโล่ง บ้านผู้คนอยู่ห่างออกไป ต้นไม้ร่มครึ้มทั่วบริเวณศาลากลางน้ำสงบงามอยู่ท่ามกลางละอองแดด แต่ในความเป็จริงตอนนี้ปรากฏเป็ตึกและตัวอาคารต่างๆล้อมรอบวัดไปทั่วทุกทิศสิ่งก่อสร้างในวัดก็เปลี่ยนแปลงไปมากศาลากลางน้ำที่สวยงามกลับถูกแวดล้อมไปด้วยถนนและตึกรามบ้านช่องต่างๆมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนไปในความรู้สึกของเธอนั่นก็คือความสงบร่มเย็นและร่มเงาของแมกไม้ที่ส่งผ่านจากอดีตมายังปัจจุบัน
ความเงียบสงบเป็สัญลักษณ์อันโดดเด่นของวัดแห่งนี้เมขลารู้สึกว่าเธอไม่ได้มาทำบุญที่วัดแห่งนี้นานเหลือเกิน ครั้งสุดท้ายที่มา ก็ก่อนพ่อกับแม่ของเธอจะโดนลงโทษจนเสียชีวิตหญิงสาวสะดุ้งกับความรู้สึกนี้เพราะจู่ๆมันก็พุ่งขึ้นมาในใจ พลันเมขลาก็นึกไปถึงเกตุแก้วผู้หญิงที่หน้าเหมือนเธอในความฝันทำไมถึงได้มีหน้าตาเหมือนกันราวกับคน คนเดียวกันขนาดนี้แล้วความคิดก็มาหยุดอยู่ที่มินตราผู้เป็น้องสาวถ้าเธอเป็เกตุกลับชาติมาเกิดจริงๆ แล้วมินตราน้องสาวของเธอล่ะเป็ใครกัน เพราะในฝันเกตุแก้วเป็ลูกสาวคนเดียวนี่นา
ฉับพลันเมขลาก็เห็นมินตราผู้เป็น้องสาวนุ่งโจงกระเบนห่มสไบสีฟ้าสดใส ตัดผมทรงดอกกระทุ่มแบบหญิงชาวกรุงในสมัยรัชกาลที่ห้าดูมีสง่าราศีเป็อย่างยิ่งผู้เป็น้องสาวมิได้นุ่งห่มแบบชาวอีสานเหมือนเธอเลยแม้แต่นิดเดียว ทว่าเพียงแค่ลมพัดผ่านทุกอย่างที่เมขลาเห็นก็กลับสู่ปกติและดูท่ามินตราผู้เป็น้องสาวคงจะผิดสังเกตกับอาการของผู้เป็พี่สาว จึงเอ่ยถามขึ้น
“พี่เมย์มองหน้ามินทำไมคะ? มีอะไรติดที่หน้ามินหรือเปล่า?” พูดพลางยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองไปด้วย
“มิน..” เมขลาเอ่ยเสียงเบา เหมือนไม่แน่ใจในสิ่งที่กำลังจะพูดออกไป
“มินเชื่อเื่ชาตินี้ชาติหน้าไหม?” มินตราอมยิ้มทันทีไม่คิดว่าพี่สาวของตนจะถามอะไรทำนองนี้ได้
“เชื่อค่ะ” มินตราตอบหนักแน่นคนฟังถึงกับชะงักไปทันที
“เพราะมินรู้สึกว่ามินรักและเป็ห่วงพี่เมย์มากความรู้สึกผูกพันเหมือนเราสองคนเคยรู้จักและอาจจะเคยเป็พี่น้องกันมาหลายต่อหลายชาติก็ได้นะคะ” เมขลาขมวดคิ้วแววตาไหวระริก ลังเล
“มินเชื่อแบบนั้นเหรอ?” เมขลาถามย้ำเพราะเธอไม่เคยเห็นมินตราสนใจเื่พวกนี้เท่าไหร่
“พี่เมย์คะ คนเราจะมาเจอ และรู้จักกันได้ไม่ใช่เื่บังเอิญนะคะ” มินตราหยุดนิดหนึ่งมองหน้าพี่สาว
“แต่มันเป็เื่ของกรรมค่ะ” มินตราอธิบายตามที่เคยได้ยินมา
“มินรู้เื่พวกนี้มาจากไหนน่ะ? อธิบายคล่องปากเชียว” เมขลาถาม อย่างอยากรู้
“เอ่อ...” มินตราเริ่มพูดไม่คล่องเสียแล้ว
“คุณพ่อค่ะ”
“คุณพ่อ” เมขลาคอแข็งขึ้นทันทีแล้วเปลี่ยนเื่โดยไม่วกกลับไปเื่เก่าอีกเลย
“ไปถวายภัตตาหารเช้ากันเถอะสายแล้วเดี๋ยวจะไม่ทัน” เธอตัดบทเมื่อน้องสาวเอ่ยถึงผู้เป็พ่อมินตราได้แต่ถอนหายใจ ส่ายหน้าไปมากับทิฐิความฝังใจของพี่สาวที่มีต่อผู้เป็พ่อ
เมื่อทำบุญเสร็จใน่สายๆสองพี่น้องก็เดินทางมาไหว้ศาลหลักเมืองของจังหวัดนครราชสีมาซึ่งอยู่ข้างๆวัดพระนารายณ์ เมื่อมาถึงหน้าศาลเมขลาก็ได้กลิ่นธูปเทียนตลบอบอวลไปทั่วบริเวณหญิงสาวก้าวเท้าเข้ามาในบริเวณศาลหลักเมือง ทันใดนั้นเธอรีบชะงักเท้าทันทีแล้วหันไปมองทางมินตราก็เห็นว่าน้องสาวเดินเข้าไปไหว้ขอพรที่ศาลหลักเมืองด้วยอาการอันเป็ปกติ
เมขลามองซ้ายทีขวาทีแล้วตามน้องสาวเข้าไปสายตาของเธอระแวงเต็มที่แต่เมขลาก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรให้น้องสาวฟัง แม้แต่เื่เห็นภูตผีิญญาเธอก็ไม่เคยพูดให้น้องสาวได้ยินแม้สักครั้งเดียวด้วยความรักน้องไม่อยากเห็นน้องเป็กังวลเหมือนกับดาด้าเพื่อนของเธอ เมขลาจึงเลือกที่จะปิดปากเงียบหญิงสาวเดินตามมินตราเข้าไปไหว้ศาลหลักเมืองด้วยอาการสงบนิ่งแต่มือที่เอื้อมไปหยิบธูปเทียนกลับสั่นระริกราวกับกำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่างยิ่งนัก
เวลาเคลื่อนผ่านไป กระทั่ง่ดึกของวันเดียวกันมินตราเข้านอนที่ห้องส่วนตัวของเธอ ่กลางวันเมื่อสักการะเสาหลักเมืองแล้วเมขลากับมินตราก็ชวนกันไปซื้อของใช้จำเป็เพื่อจัดเตรียมไปบ้านใหญ่เพราะเธอสองพี่น้องยังไม่รู้ว่าจะได้รับการต้อนรับจากบ้านใหญ่อย่างไรโดยเฉพาะสองแม่ลูกที่ไม่ค่อยจะชอบหน้าพวกเธอ
มินตรานั้นหลับไปั้แ่หัวค่ำแต่เมขลายังไม่ง่วงจึงนั่งเล่นอยู่ริมหน้าต่างห้องนอนของเธอสายตาของหญิงสาวที่มองออกไปนอกหน้าต่างนั้นดูค่อนข้างเคร่งเครียดเธอหวนนึกถึงตอนไปสักการะศาลหลักเมืองบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เธอเห็นในวันนี้คงแตกต่างจากที่มินตราเห็นแน่นอน
เพราะภาพที่เมขลาเห็นนั้นไม่ใช่เสาทั้งสี่เสามุงด้วยหลังคากระเบื้องแบบปัจจุบันหากทว่าสิ่งที่เห็นกลับเป็ศาลไม้ มีเสาตั้งตระหง่านหกต้นปลูกเป็โรงเรือนบนพื้นดิน หลังคามุงด้วยสังกะสี ฝากระดานเกร็ดประตูตรงทางเข้ามีเพียงประตูเดียวและเสาหลักเมืองถูกแขวนโยงด้วยเชือกหนังทั้งหัวเสาและโคนเสาดูขรึมขลังยิ่งนักเมขลาเห็นภาพนั้นจนกระทั่งสักการะศาลหลักเมืองเสร็จ หญิงสาวเริ่มไม่เข้าใจตัวเองมากขึ้นทุกทีเธอไม่ได้เห็นแค่ภูตผีิญญาเท่านั้น แต่เธอดันเห็นสถานที่ต่างๆ ย้อนหลังกลับไปเป็ร้อยปี! ทำไมจึงเป็เช่นนั้นได้
“บ้าน่า” เมขลาสบถเบาๆ พยายามไม่คิดแล้วเดินไปที่เตียงนอนหวังลึกๆว่าคืนนี้จะนอนหลับฝันดี ในขณะที่ล้มตัวลงนอน ชายหนุ่มในชุดโบราณบุรุษที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนคุณหลวงภัสดาปรีชานุภาพราวกับพิมพ์เดียวกันก็นั่งรอเ้าของห้องอยู่บนหัวเตียงแล้วเมขลานอนหนุนตักคุณหลวงภัสดาโดยที่เ้าตัวมิได้รู้สึกอะไรเลยเธอหลับตาลงสักพักก็หลับสนิท จิตดำดิ่งสู่ห้วงฝันที่แสนประหลาดนั้นอีกครั้งชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนหัวเตียงยิ้มละไม
“หล่อนมิได้เป็โรคประสาทดอกหล่อนแค่... เริ่มจำอดีตของเราได้บ้างแล้วต่างหากแม่เกตุแก้ว ฉันเริ่มเข้าใกล้หล่อนทุกทีแล้วนะ” เสียงทุ้มปนหวานมีกระแสยินดีอย่างยิ่งแววตาทอแสงอ่อนโยน
“เพี้ยะ! เพี้ยะ!” ในฝันเมขลาเห็นชายและหญิงคู่เดิมถูกเฆี่ยนอย่างไร้ความปราณีเธอฉุกคิดทันทีนี่เธอฝันต่อเนื่องจากครั้งที่แล้วหรือนี่บรรยากาศในฝันของเธอตอนนี้ดูเหมือนกำลังมืดค่ำลงแล้ว เมขลาอดสูอยู่ในใจ นี่ลงโทษกันเป็วันเชียวหรือสงสัยจะโบยอีกห้าสิบไม้อย่างที่ผู้ชายใจร้ายคนนั้นบอกไว้จริงๆ
ส่วนเกตุแก้วหญิงสาวที่หน้าเหมือนเธอนั้นก็ยังคงถูกชายผู้นั้นยึดไว้เช่นเดิม ดูเหมือนเธอจะร้องไห้ตลอดเวลาหลวงภัสดาทำเป็ไม่สนใจ แต่ก็แอบชำเลืองมองเกตุแก้วบ่อยครั้ง กระทั่งเ้าหน้าที่ ที่ทำหน้าที่ลงโทษนักโทษเข้ามารายงาน
“ลงไม้ครบแล้วขอรับ” เ้าหน้าที่กล่าวอย่างนอบน้อมส่วนเกตุแก้วก็สะบัดมือของหลวงภัสดาออกจากการเกาะกุมอย่างแรง แล้วรีบวิ่งเข้าไปดูพ่อและแม่อย่างรวดเร็วเธอจับตัวพ่อเขย่าเบาๆ ด้วยทราบดีว่าก่อนที่พ่อจะมารับโทษนั้นพ่อมีอาการเจ็บหัวใจบ่อยครั้งส่วนแม่ของเธอก็เพิ่งฟื้นไข้ ขณะที่เธอกำลังดูอาการของพ่อและแม่ผู้เป็พ่อก็ปรือตาขึ้นมองบุตรสาวคนเดียวอย่างยากลำบาก
“แม่เ้าเป็อย่างไรเกตุแก้ว” เสียงพูดดูเบาบางและอ่อนแรงหญิงสาวรีบหันไปจับตัวผู้เป็แม่ทันที แม่ของเธอแน่นิ่ง เธอจับร่างของแม่เธอเขย่าแรงๆแต่ก็ไม่ขยับ เกตุแก้วตกตะลึงส่ายหน้าไปมา หัวใจชาวาบ!
“คุณพ่อ...!” เธอหันมาเรียกผู้เป็พ่อก่อนจะหันไปทางผู้เป็แม่
“คุณแม่เ้าค่ะ” เกตุแก้วเรียกพ่อหวังจะให้มาดูแม่และหาที่ยึดทางใจทั้งมือก็ยังเขย่าผู้เป็แม่ไม่หยุดแม่ของเกตุแก้วอยู่ในอ้อมกอดของบุตรสาว สักพักศีรษะที่หนุนตัวลูกสาวอยู่ก็พับตกลงมาเป็สัญญาณบ่งบอกถึงความไร้ชีวิตและลมหายใจเกตุแก้วใจหาย ค่อยๆ เอื้อมมือไปอังจมูกผู้เป็แม่ของเธอช้าๆเมื่อมือััที่ปลายจมูก เธอถึงกับใจสลาย หญิงสาวดึงร่างแม่มากอดไว้แน่น
“คุณแม่เ้าคะ!!” หญิงสาวทั้งเรียกทั้งร้องไห้ฟูมฟายคุณหลวงภัสดาเห็นดังนั้นรีบเรียกหมอทันที
“หมอ! ไปดูอาการนักโทษเร็ว!” ทุกคนที่มามุงดูต่างส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนั้นขุนเสน่ห์พลันเกิดอาการเจ็บแปลบเข้าที่หัวใจ ภาพเมียรักตายจากไป ภาพลูกสาวที่ร้องไห้แทบขาดใจทำให้ขุนเสน่ห์เกินจะรับไหวด้วยโรคที่เป็อยู่เขารีบเรียกเกตุแก้วผู้เป็บุตรสาวทันที
“เกตุแก้ว ลูกพ่อ” เกตุแก้วหันมาทางผู้เป็พ่อน้ำตานองหน้าเธอเอื้อมมือมาจับมือพ่อของเธอเอาไว้เป็เวลาเดียวกับที่หมอเข้ามาถึงพอดี ขุนเสน่ห์ยกมือที่จับมือลูกสาวอยู่ขึ้นโบกห้ามหมอก่อนจะชักมือมากุมที่หัวใจด้วยความเ็ป เกตุแก้วประคองผู้เป็พ่อไว้แน่น
“ลูกพ่อเ้าจงอย่าผูกโกรธโทษคุณหลวงท่าน... พ่อมันเนรคุณไม่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินเองคุณหลวงท่านแค่ผู้ตัดสินไปตามผิดถูก ท่านไม่ผิดนะลูก” แต่ละคำของขุนเสน่ห์แสนยากเย็นกว่าจะเอ่ยออกมาได้...