“กาลเวลาย่อมเคี่ยวกรำให้บางอย่างตกตะกอน”
“อาจารย์ ลึกซึ้งยิ่งนักศิษย์เข้าใจแล้ว สิ่งใดที่อาจารย์ตัดสินใจและทำลงไปมักถูกต้องเสมอ”เข้าใจว่าอย่างไร จะเข้าใจว่าเขา้าขอเวลากระมั้ง หวังต้าฉินยังคงเป็หวังต้าเป็ที่เชื่อมั่นในอาจารย์มากกว่าใครอย่างไรเสียเขาก็มองว่าปู้ตานซินจะไม่มีทางเพลี่ยงพล้ำเป็แน่
หวังต้าฉินจากไป ปู้ตานซินก้าวเดินนำเริ่นเจินยังโรงเตี๊ยมแห่งเดียวในตงเปียน
“สั่งสุราอาหาร คืนนี้เราจะพักที่นี่”
“เสี่ยวเอ้อ จัดอาหารอย่างดีมาที่นี่พร้อมทั้งสุราเลิศรส”เริ่นเจิน ะโสั่งอาหาร ปู้ตานซินนั่งลง กอดอกหลับตานิ่งอาหารถูกนำมาวางบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่มีคนมากมายในร้าน
“อาจารย์”เริ่นเจินส่งตะเกียบให้ อย่างนอบน้อม
“อะไรกันมาทีหลังได้ก่อน พวกเ้าสองคนถือดีอย่างไรนึกว่าเป็ฮ่องเต้หรืออย่างไรถึง มีคนปรนิบัติดีกว่าพวกข้า”มือใหญ่ รินสุราใส่จอกตรงหน้าปู้ตานซินก่อนจะกระดกสุราลงคอทันที ปู้ตานซินยังนิ่ง ส่วนเริ่นเจินอ้าปากค้างรอดูว่าอาจารย์จะตอบโต้อย่างไร
“เ้าโง่”หญิงงามนางหนึ่งใบหน้ากมหมดจดคะเนอายุคงไม่เกินสิบแปดปี แต่ทว่า กับสวมอาภรณ์พรางตัวสีดำ ขลับด้วบสีแดงรอบชายกระโปรงมองดูน่าเกรงขาม คว้ามือใหญ่ของคนที่นางเรียกว่าเ้าโง่บิดอย่างแรงจนได้ยินเสียงนิ้วหักดังกึกๆ
“เ้าวางท่าใหญ่โต รู้หรือไม่ว่าที่นี่เป็เขตที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคมาร”ชายร่างใหญ่ร้องโอดโอ๊ยด้วยความเ็ปทรุดกายลงแต่มือยังถูกกำไว้ด้วยมือเรียวบางของ แม่นางน้อยผู้ลึกลับ
“นายหญิง แม่นางได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”
“ข้าจะหักนิ้วเ้าเสีย แถวนี้เป็ถิ่นที่พรรคมารของเราดูแลอยู่ คนผู้นี้เป็ของข้าแล้วห้ามเ้าแตะต้องเขาอีกข้าเจอเขาแล้วปรมาจารย์ปู้ตานซิน เป็หน้าที่ข้าที่จะฆ่าเขาด้วยตัวเอง”ปู้ตานซิน หลับตานั่งนิ่งดุจเดิม
“แม่นางน้อยท่านจะทำกับเขาแบบนั้นไม่ได้เขาไม่ได้ทำร้ายข้ากับอาจารย์เสียหน่อย แยกแยะผิดถูกด้วยเขาแค่เพียงรู่เท่าไม่ถึงการณ์”เริ่นเจินเอ่ยปากทักท้วง ปู้ตานซิน นั่งนิ่งเป็หุ่นไม้
เจวียนจิ่วหยาบิดมือคนผู้นั้นก่อนจะผลักร่างใหญ่ด้วยเแรงทั้งหมดให้ ออกห่างจากตรงนั้น คนร่างใหญ่รีบยกมือมากุมมือข้างที่หักก่อนจะลนลานจากไป
“ข้าเจวียนจิ่วหยา ไม่จำเป้นต้องให้ผู้ใดสั่งสอน”นั่งลง ตรงหน้าปู้ตานซิน
“ในที่สุดข้าก็เจอท่าน ปรมาจารย์ปู้ตานซิน ที่ท่านประมุขพูดเสมอว่าใครก็ตามที่สามารถสังหารปู้ตานซินได้จะยอมยกให้เป็ศิษย์เอก 555ในที่สุดข้าก็พบท่านก่อนใคร”แววตาสุขสมใบหน้ายิ่งงามสดใส
ปู้ตานซิน ลืมตาใช้ตะเกียบในมือคีบอาหารใส่ปาก เริ่นเจินรินสุรากับชาอย่างละจอกตรงหน้า
“ข้าขอท้าประลองกับท่านลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้” ลุกขึ้นไปยืนจังก้าในมือมีมีดสั้นอาวุธคู่กายที่คมกริบ
“รสดีมากเริ่นเจินเ้าไม่รีบกินพร้อมกันเสีย”
“ข้าบอกให้ท่านลุกขึ้นมาสู้กับข้า”
“สั่งมาเพิ่มอีกจานอาหารจานนี้รสดีที่สุด”เริ่นเจิน ะโสั่งอาหาร
“นี่ท่านไม่ได้ยินหรือว่าแกล้งไม่ได้ยิน”
“สุราเพิ่มอีกเหยือกเ้าก็ดื่มเสียด้วยกันเดินทางรอนแรมในป่าเขามานานมื้อนี้ถือว่าเป็มื้อพิเศษ”
“ท่าน”ใช้มีดสั้นในมือ มายังปู้ตานซิน ตรงเป้าไม่มีพลาด แต่ทว่ามือเรียวดังมือหญิงสาวกับคว้าดาบมีดที่ลอยละลิ่วเข้าใส่เขา วางลงบนโต๊ะข้างกายไม่สะทกสะท้านและไม่แม้แต่จะเหลือบตามองแต่กลับคว้าดามมีดได้พอเหมาะพอดี”เจวียนจิ่วหยา ถลาเข้าสคว้าอาวุธประจำกายปู้ตานซินกลับใช้ตะเกียบในมือตีไปที่ หลังมืออย่างแรง
“โอ๊ย เจ็บ”เริ่นเจินอมยิ้ม ดอที่จะสงสาร เจวียนจิ่วหยาไม่ได้คงเจ็บน่าดูอาจารย์หาใช่คนที่ออมมือไม่ เห็นได้ชัดว่าคลำหลังมือปรอยๆ แล้วยังเป็รอยตะเกียบเป็ริ้วสีแดงขึ้นมาทันที
“แม่นางน้อยอาจารย์ข้าไม่มีเวลาเล่นสนุกกับท่านหรอกเราสองคนเดินทางรอนแรมกว่าจะมีโอกาสได้กินอาหารกับสุราเต้มอิ่มสักมื้อหาได้ไม่ง่ายนักเชิญท่านไปหาคนอื่นเล่นสนุกด้วยเถิดหรือไม่ก็ไปฝึกฝนให้ ดีกว่านี้ค่อยกลับมาใหม่”
“เ้า เข้าก็แค่สุนัขติดตาม แค่เพียงอาจารย์เ้าเป็ปรมาจารย์อย่ามาทำวางท่า แน่จริงมาประลองกับข้าดูสักตั้ง”เริ่นเจินส่ายหน้าถอนหายใจลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะปราบพยศ นางมารน้อยคนนี้ให้เข็ดหลาบ
ปู้ตานซิน คีบ อาหารในจานใส่ปากเคี้ยวไม่สนใจ
“เริ่นเจินรินสุราให้อาจารย์”จะปล่อยให้เริ่นเจินสั่งสอนก็เกรงว่านางคงปางตาย เคล็ดวิชาของเขา กับฝีมืออ่อนด้อยของนางที่เขาััได้ไม่ได้แม้เพียงครึ่งของเริ่นเจินที่เพิ่งจะฝึกมาแค่สองปีด้วยซ้ำไป
“ท่านห้าศิษย์ของท่านกลัวว่าเขาจะถูกข้าจัดการไม่เป็ท่าใช่หรือไม่”
“เกรงว่าจะเป็เ้าที่ต้อง หยอดน้ำข้าวต้ม”เจวียนจิ่วหยาไม่อาจระงับโทสะ รวบรวมกำลังซัดฝ่ามือเข้าใส่ปู้ตานซินนั่งนิ่งไม่สะทกสะท้าน แต่พอเจียนจิ่วหยาใกล้จะถึงตัวเขากับ โยกตัวหลบ เพียงเสี่ยวนาทีดึงร่างบางให้ล้มลงก่อนจะใช้หน้าขารับแผ่นหลังของเจวียนจิ่วหยาไว้ กลับกลายเป็ร่างบางนอนลงบนตักของปู้ตานซิน เงยหน้าสบกับดวงตาคมหล่อเหลาราวเทพ์ที่มิได้แสดงสีหน้าอาการใดๆ เจวียนจิ่วหยาอายจนหน้าแดง เริ่นเจินส่ายหน้าคีบอาหารใส่ปากไม่สนใจสิ่งใดนอกจากสุราอาหารตรงหน้า
“ปล่อยข้า”ปู้ตานซินลุกขึ้นยืนปล่อยให้เจวียนจิ่วหยาล่วงลงบนพื้นเสียดังอั๊ก ทั้งเจ็บทั้งจุกทั้งอาย
“ยอม”
“แต่ข้าไม่ยอมแพ้ข้าเจอท่านแล้ว แต่อแต่นี้ทุกสามเดือนข้าจะท้าประลองกับท่านจนกว่าจะสามารถปลิดชีพท่านได้ หากไม่สามารถชนะท่านและปลิดชีพท่านได้ข้าก็จะติดตามท่านไปตลอดแบบนี้”