บทที่ 14 สุขสันต์วันเกิด
เมื่อโม่เฟิงได้ยินเสียงเขาจึงหันไปมอง พบว่าเป็หญิงสาวอายุประมาณสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี ใบหน้านั้นดูอ่อนเยาว์แต่กลับมีเสน่ห์ที่ยั่วยวนจนทำให้ไม่อาจยับหยั่งอารมณ์อ่อนไหวได้
เธอสวมชุดกีฬาสีขาว รูปร่างธรรมดามาก เห็นได้ชัดว่ายังเติบโตได้ไม่เต็มที่ แต่ความอ่อนเยาว์ของเธอนั้นสามารถชดเชยจุดนี้ได้เป็อย่างดี เธอจึงถือว่าเป็หญิงสาวที่สวยคนหนึ่ง
ปรากฏว่าหญิงสาวซื้อของมาเยอะเกินไป และเธอก็ถือของทั้งหมดนั้นไม่ไหว และของที่ซื้อก็ล้วนเป็ของจำเป็ เธอจึงหวังว่าโม่เฟิงจะช่วยถือของให้เธอ
แน่นอนว่าโม่เฟิงไม่อาจปฏิเสธคำขอของหญิงสาวคนนี้ได้ เขาปั้นหน้าแสร้งว่าลำบากใจก่อนจะตอบตกลง เธอจึงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินนำไปข้างหน้า
ส่วนโม่เฟิงก็ลอบมองสัดส่วนของหญิงสาวจากด้านหลังไม่หยุด ถือโอกาสสังเกตสาวสวยคนนี้อย่างละเอียดและยังจ้องมองอย่างเปิดเผยอีกด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้โม่เฟิงผิดหวังมากที่สุดคือ ดูเหมือน่นี้เขาเจอสาวสวยบ่อยเกินไป หญิงสาวคนนี้จึงไม่สามารถกระตุ้นอารมณ์อะไรได้เลย ถ้าเป็เมื่อก่อนคงไม่เป็แบบนี้ เพราะการที่ได้พูดคุยกับสาวสวยแบบนี้น่าจะทำให้เขาดีใจไปทั้งวันแล้ว ถึงแม้เธอคนนี้จะรูปร่างไม่ดีเท่าไร แต่ใบหน้าสวยมีเสน่ห์มากจริง ๆ
ที่ลานจอดรถด้านนอกห้างสรรพสินค้า สาวน้อยเดินมาถึงรถไฟฟ้าคันใหม่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งซื้อมา บางจุดยังไม่ได้ลอกป้ายออกด้วยซ้ำ หญิงสาวเรียงของทั้งหมดไว้บนรถอย่างเป็ระเบียบ
ในตอนนั้นโม่เฟิงเองก็กำลังร้อนใจ เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็แค่การพบกันครั้งแรกและอาจจะเป็ครั้งเดียวด้วย หากไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ ต่อไปคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว และโม่เฟิงก็ไม่อยากกลับบ้านแล้วต้องมานึกเสียใจทีหลัง
“ให้ฉันช่วยเถอะ!” โดยที่เธอยังไม่ปริปากพูดอะไร โม่เฟิงก็เดินไปข้างหน้าทันที แต่เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ดูเหมือนว่าเขาจะเผลอไปเหยียบอะไรบางอย่าง จนเซถลาล้มคว่ำทับอยู่บนหน้าอกคู่นั้นของเธอ ถึงแม้จะไม่ได้อวบอิ่มมากนัก ทว่ากลับรู้สึกแน่นมาก ในตอนนี้ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำขึ้นทันที ก่อนจะพูดตะกุกตะกักว่า “คุณ… ไม่เป็ไรใช่ไหมคะ?”
โม่เฟิงใช้มือโอบเอวบางไว้ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ “ขอโทษนะ เมื่อกี้ฉันไม่ทันได้มองว่าพื้นลื่น เอ่อ… อย่าเรียกฉันว่าคุณเลย มันห่างเหินเกินไป ในเมื่อเราสองคนได้พบกันท่ามกลางผู้คนมากมายแบบนี้ ถือว่าฟ้าลิขิตแล้ว เรียกฉันโม่เฟิงก็ได้!”
หญิงสาวพยักหน้า เหมือนนึกอะไรได้จึงพูดขึ้นว่า “เอ่อ… โม่เฟิง คุณช่วยปล่อยมือก่อนได้ไหม ถ้าเป็แบบนี้ฉันคงวางของไม่ถนัด!”
โม่เฟิงเพิ่งรู้สึกอาย จึงรีบปล่อยมือจากเอวบางของเธอ “ฉันค่อนข้างซุ่มซ่าม เมื่อกี้ขอโทษจริง ๆ นะ เอ่อ… เธอยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าเธอชื่ออะไร?”
หญิงสาวรับของจากมือโม่เฟิง ยิ้มอย่างอ่อนหวานและพูดว่า “ฉันชื่อหานเซี่ยวค่ะ แต่ทุกคนเรียกฉันว่าเซี่ยวเซี่ยว แน่นอนว่าคุณก็เรียกฉันแบบนั้นได้เหมือนกัน!”
โม่เฟิงรีบยื่นโทรศัพท์ของตัวเองให้หานเซี่ยวอย่างหน้าไม่อาย และพูดว่า “เซี่ยวเซี่ยว เราสองคนมีวาสนาต่อกันมาก เบอร์โทรศัพท์ของเธออะไรเหรอ? เผื่อว่าวันหลังฉันอยากเจอเธอน่ะ เพราะฉันกลัวว่าเมืองหนานผิงที่ใหญ่ขนาดนี้ การจะได้พบเธออีกคงเป็เื่ยากมาก”
หานเซี่ยวพยักหน้าตกลง ก่อนจะกดเบอร์ลงในโทรศัพท์ของโม่เฟิง แล้วลองโทรออก รอจนโทรศัพท์ของตัวเองดังขึ้นแล้วจึงวางสาย จากนั้นเธอก็คืนโทรศัพท์ให้โม่เฟิง “งั้นวันหลังถ้ามีโอกาสค่อยติดต่อกันนะ ฉันต้องรีบไปแล้ว วันนี้ยังมีธุระอีกเยอะเลย!”
หานเซี่ยวมาและจากไปอย่างรวดเร็ว โม่เฟิงััความอุ่นเล็กน้อยที่ยังหลงเหลืออยู่บนโทรศัพท์ เขากำลังคิดว่าเมื่อครู่ตัวเองใจร้อนเกินไปหรือเปล่า?!
ถ้ารู้ว่าจะพูดคุยสำเร็จง่ายขนาดนี้ จริง ๆ แล้วไม่จำเป็ต้องทำแบบนั้นเลย ถึงอย่างไรการปล่อยเบ็ดยาวก็จับปลาใหญ่ได้อยู่แล้ว แต่พอนึกถึงัับนมือเมื่อครู่ โม่เฟิงก็ยิ้มออกมาอย่างหื่นกาม “ยังไงหญิงสาววัยรุ่นก็ดีที่สุดอยู่แล้ว เอวของเธอนั้นเล็กจริง ๆ!”
หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่ อารมณ์ในการเดินห้างของโม่เฟิงก็ดีขึ้นมาก ทว่าดูเหมือนโชคชะตาจะเข้าข้างได้แค่ครั้งเดียว เพราะการเดินห้างทั้งบ่ายนี้ก็ไม่เจออะไรโรแมนติกอีก
โม่เฟิงได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าอย่าคิดมากเลย ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็มีแฟนแล้ว แถมเขายังแอบนอกใจแฟนอีกด้วย ถ้ามีอะไรวุ่นวายเพิ่มอีก คงไม่ใช่สิ่งที่เขาจะรับมือไหว
ในเวลานั้น เขาเลือกเสื้อผ้าในห้างอย่างรวดเร็ว ซึ่งราคาของมันก็ไม่แพงมาก พนักงานขายบอกว่าเป็แบบที่กำลังฮิตในปีนี้ โม่เฟิงไม่รู้เื่แฟชั่นด้วยซ้ำ เขาไม่มีทางเลือกนอกจากจ่ายเงินแล้วบอกให้พนักงานที่เคาน์เตอร์ห่อให้ จากนั้นจึงนั่งแท็กซี่กลับบ้าน
พอดีตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของโม่เฟิงก็ดังขึ้น มีวีแชตข้อความหนึ่งส่งเข้ามา เป็คนแปลกหน้าคุ้นเคยคนนั้นพอดี ่นี้ไม่ได้ติดต่อกันสักพักแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะอะไรวีแชตที่ส่งไป่นี้นั้นเงียบหายไปเลย ทำให้ในใจของโม่เฟิงรู้สึกผิดหวังอยู่ตลอด เหมือนกับสูญเสียอะไรบางอย่างที่ใส่ใจไป
ถึงอย่างไรคนแปลกหน้าในแชตก็ถือว่าคุยกันมานานมาก เวลาเหงา ๆ ก็มักจะคุยกันอยู่เสมอ ทำให้โม่เฟิงผูกพันกับคนแปลกหน้าคนนี้อยู่บ้าง
ตอนนี้อีกฝ่ายหายเงียบไปแบบนี้ ยิ่งทำให้โม่เฟิงรู้สึกหงุดหงิดใจ แต่ในใจเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็แค่เพื่อนออนไลน์ เขาไม่ควรรู้สึกแบบนี้ ต่อให้อยากจะทำอย่างไรก็ไม่มีทางทำได้
[ขอโทษนะ ่นี้พี่ยุ่งมากเลยไม่มีเวลาตอบวีแชตของนาย อย่าโกรธพี่สาวคนนี้เลยนะ!]
โม่เฟิงยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกดปุ่มตอบกลับทันที [พี่สาวใจดีจังเลย เพื่อคลายความคิดถึงน้องชายคนนี้เอาแต่อ่านข้อความเก่า ๆ ของเราทุกคืนเลยนะ พี่สาวยุ่งอะไรอยู่งั้นเหรอ?]
ไม่นานก็มีวีแชตตอบกลับมา [ก็ไม่ได้ยุ่งอะไรมากหรอก แค่ตื่นมาซื้อแตงกวา แล้วก็ใช้แตงกวาตลอด แม้แต่ตอนนอนก็ด้วย ระหว่างนั้นไม่มีเวลาเล่นโทรศัพท์เลย หิวก็ไม่มีเวลาทำอาหาร กินแต่แตงกวาทั้งวัน
่นี้ฉันสบายมากเลย! น้องชายล่ะสบายดีไหม?]
โม่เฟิงชะงักไปเล็กน้อย ในใจเขาตอนนี้กำลังรู้สึกหวานซึ้งขึ้นมาก่อนจะตอบกลับไปว่า [พี่สาวครับ ผมไม่ได้โกรธอะไรเลย พี่ไม่จำเป็ต้องทำแบบนี้กับตัวเองนะครับ ถ้า้าอะไรก็บอกน้องชายคนนี้ได้นะ!]
[อย่ามาหลงตัวเองไปหน่อยเลย พี่เป็สาวบริสุทธิ์นะ ต้องเก็บไว้ให้สามีเท่านั้น ถ้ากล้าปีนขึ้นเตียงพี่ พี่จะเอาแตงกวาตีนายให้ตายเลย ไม่พูดด้วยแล้ว ต้องไปทำงานแล้ว!] ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะยุ่งมาก เลยทำให้การพูดหยอกล้อที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต้องจบลงอย่างกะทันหัน โม่เฟิงจึงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
หลังจากนั้นโม่เฟิงก็รีบกลับบ้านทันที เขาทำความสะอาดบ้านจนเรียบร้อย ก่อนจะไปสั่งเค้กที่ร้านเค้กเตรียมเอาไว้ จากนั้นก็ทำอาหารว่างอีกเล็กน้อย
ทว่าเมื่อเขาโทรหาจูลี่ แต่จูลี่กลับบอกว่าวันนี้เพื่อนร่วมงานจะจัดปาร์ตี้ฉลองวันเกิดให้เธอ อาจจะมาช้าหน่อย ความกระตือรือร้นของโม่เฟิงก็ลดลงและหดหายไปจนสิ้น
แสงแดดยามเย็นสาดส่องลงมายังเมืองหนานผิง ในตอนนี้โม่เฟิงยืนอยู่ตรงหน้าต่าง มองเห็นแสงไฟจากโรงละครหนานผิงได้อย่างชัดเจน
เขาเหม่อมองไปรอบ ๆ แล้วนึกย้อนถึงสิ่งที่เขาทำมาตลอดสองปีที่ผ่านมา ทันใดนั้นโม่เฟิงก็พบว่าตัวเองเหมือนใบไม้ไร้รากที่ลอยไปตามกระแสลมเท่านั้น สับสนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเอง้าอะไร โม่เฟิงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกต่ำลงเรื่อย ๆ สาเหตุก็เพราะว่าเขาไม่มีเป้าหมายในชีวิต
โม่เฟิงหยิบบุหรี่ออกมาสูบอย่างไม่ใส่ใจ ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็พบว่าจริง ๆ แล้วตัวเองก็มี่เวลาที่รู้สึกโดดเดี่ยวอยู่เหมือนกัน แท้จริงแล้วสิ่งที่ตัวเขาไล่ตามหามาตลอดคือการไม่ต้องไล่ตามอะไรเลยต่างหาก
ในเมืองใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองนี้ เขาดูจะแปลกแยกจากคนอื่น ๆ เพราะคนส่วนใหญ่ต่างมุ่งมั่นตามหาฝันของตัวเอง หรือบางคนก็มุ่งมั่นแสวงหาความสุข แต่เขากลับใช้ชีวิตไร้จุดหมายมาถึงสองปีแล้ว
โม่เฟิงพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างช้าๆ ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้ว เขากลัวที่จะสูญเสียทุกสิ่งที่เขามีอยู่ตอนนี้ไป กลัวว่าตัวเองจะไม่มีความสามารถพอที่จะปกป้องชีวิตแบบนี้ไว้ได้
เพราะโม่เฟิงรู้ว่าตัวเองชอบความรู้สึกแบบนี้มาก จากนั้นเขาค่อย ๆ เอนตัวพิงขอบหน้าต่าง โม่เฟิงรู้ว่าเขาคงจะต้องจริงจังกับชีวิตให้มากขึ้น เพราะชีวิตแบบนี้จำเป็ต้องต่อสู้และดิ้นรน ไม่อย่างนั้นเขาจะสูญเสียทุกอย่างไปในที่สุด
ตอนนี้เป็เวลาสี่ทุ่มจูลี่ถึงรีบเร่งกลับมา โม่เฟิงโอบกอดเธอไว้แน่นราวกับกลัวจะสูญเสียเธอไป จูลี่พยายามดิ้นรนเล็กน้อย แต่เมื่อคิดว่าวันนี้เธอไม่มีเวลาอยู่กับโม่เฟิงเลย เขาถึงได้มีปฏิกิริยาแบบนี้ จากนั้น จูลี่จึงปิดประตูห้องแล้วรีบขอโทษโม่เฟิงทันที
ตอนนี้ทั้งคู่เหมือนย้อนกลับไปวันแรกที่รู้จักกัน ต่างฝ่ายต่างไม่คุ้นเคยกัน ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ แต่ก็ยังเรียกหาซึ่งกันและกันเพื่อตอบสนองความ้าที่ไม่อาจหยุดยั้ง
ในเวลานี้ ััที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้กันดูเหมือนว่าจะยังไม่พอใจนัก จากนั้นทั้งสองจึงเริ่มถอดเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกให้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมกับแตะต้องจุดอ่อนไหวของกันและกันอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ จนในที่สุดก็ไม่มีอะไรขวางกั้นบนเรือนร่างของทั้งคู่แล้ว
โม่เฟิงยังคงจูบอย่างเร่าร้อน ก่อนจะค่อย ๆ ยกจูลี่ขึ้น พร้อมกับใช้ริมฝีปากไล่จูบตามเรือนร่างของเธอลงไปจนถึงจุดลับของหญิงสาว จูลี่ใช้มือปิดบังไว้เล็กน้อยพร้อมกับส่ายหัวเบา ๆ อย่างเขินอาย
ถึงแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่ตอนนี้จูลี่ยังคงหลงใหลอยู่กับััอันเร่าร้อนของโม่เฟิงจนเธอไม่อาจข่มกลั้นอารมณ์ของตัวเองไว้ได้
ในใจของจูลี่โม่เฟิงคือผู้ชายคนแรกของเธอ ถึงแม้เขาอาจจะไม่ใช่คนสุดท้าย แต่จูลี่มั่นใจได้ว่า… ต่อไปหากเธอต้องพบเจอกับผู้ชายอื่นอีก คงมีผู้ชายไม่มากนักหรอกที่จะให้ความรู้สึกแบบนี้กับเธอได้ ไม่รู้ทำไม ผู้หญิงมักจะลืมตัวได้ง่ายกับผู้ชายคนแรกที่เธอยอมรับอย่างจริงใจและมักจะทุ่มเทกายใจให้ได้ง่าย ๆ
เวลานี้ร่างกายเปลือยเปล่าทั้งสองกำลังหอบหายใจถี่รัว…
วันเกิดของจูลี่ผ่านไปในบรรยากาศแบบนี้ จูลี่รู้ว่าเธอจะจดจำวันเกิดนี้ไปตลอดกาล จึงลุกขึ้นมาตัดเค้กวันเกิดชิ้นหนึ่ง แล้วนอนลงในอ้อมกอดของโม่เฟิงอีกครั้ง เธอยิ้มแล้วพูดว่า “ปกติฉันก็ให้พี่ทุกวันอยู่แล้วนะ วันนี้ทำไมรู้สึกเหมือนพี่เก็บกดไว้นานมากเลยล่ะ?”
โม่เฟิงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะลูบไล้เรือนร่างของจูลี่อย่างแ่เบา จนทำให้จูลี่เผลอส่งเสียงครางออกมาเป็ระยะ โม่เฟิงยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ก่อนจะป้ายครีมเค้กลงไปเรือนร่างของจูลี่แล้วค่อย ๆ เลียจนสะอาด จากนั้นทั้งคู่ก็พัวพันกันอีกครั้ง แล้วส่งเสียงครางที่สั่นะเืหัวใจดังแข่งกับเสียงเนื้อกระทบกัน
จากนั้นโม่เฟิงก็ดึงจูลี่เข้ามาไว้ในอ้อมกอดและเล่นกับกระต่ายขาวใหญ่คู่นั้นอย่างเบามือ โม่เฟิงหัวเราะพูดว่า “ครั้งนั้นที่พี่อยู่กับเธอ พี่ไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นแบบนี้ ไม่งั้นเธอจะ้ามากขนาดนี้ แล้วจะไปทำอาหารได้ยังไง!”
จูลี่เอนหัวซบแผงอกแกร่งของโม่เฟิง ทำให้ทั้งคู่สามารถสบตาซึ่งกันและกันได้อย่างลึกซึ้งราวกับว่าสายตานี้จะยืนยาวตลอดไป
โม่เฟิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีของขวัญวันเกิดที่ซื้อให้จูลี่ เขาจึงยื่นของขวัญให้เธอ แต่จูลี่กลับส่ายหน้าและพูดว่า “มีของขวัญวันเกิดอะไรที่ดีไปกว่านี้ได้อีกงั้นเหรอ? สามี!”
โม่เฟิงอึ้งไปชั่วครู่ จากนั้นเขาจึงจุดเทียนบนเค้กทั้งหมด แล้วดันร่างของจูลี่ลงบนโต๊ะ ก่อนจะเริ่มสวนกลับจากด้านหลัง ในตอนนี้โม่เฟิงรู้สึกราวกับว่าตนเองนั้นมีพลังเหลือล้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ถูกความใคร่ควบคุม จากนั้นเขาพูดด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ในเมื่อเป็วันเกิด งั้นก็เป่าเทียนสิ… แบบนี้ของขวัญที่ให้เธอถึงจะนับเป็ของขวัญวันเกิด”
ในตอนนี้จูลี่หลั่งน้ำตาไหลรินออกมาอย่างช้า ๆ เธอก้มลงเป่าเทียนบนเค้กอย่างแ่เบาผสมกับเสียงคราง แล้วพูดว่า “ของขวัญวันเกิดชิ้นนี้ฉันจะจดจำไว้ตลอดชีวิตเลย รักพี่นะ… โม่เฟิง เร็วเข้า รักฉันให้มากยิ่งกว่านี้!”