“โอ๊ย...ปวดหัวโว้ย.....” ชายหนุ่มพึมพำขณะนั่งเอนหลังกับพนักเก้าอี้ จ้องมองภาพโครงร่างของบ้านที่กระจายอยู่ทั่วหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เขาแก้มาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ “จะลาออก่นี้ก็หางานยาก จะสู้ต่อก็ไม่รู้ว่าจะสู้ยังไง...นี้ก็สุดๆ แล้วนะโว้ย”
“ก็เพราะแกเป็คนที่เก่งที่สุดในบริษัทเรายังไงล่ะ” มีเสียงดังมาจากด้านหลังของเขา “แค่นี้ก็ยอมแพ้แล้วเหรอ ไม่สมกับเป็แกเลยนะคุน”
ชายหนุ่มหมุนเก้าอี้กลับไปด้านหลัง ก็พบเจอเข้ากับหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตน ซึ่งกำลังยืนกอดอกมองดูเขาพร้อมกับยิ้มมุมปากน้อยๆ เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึก พร้อมกับเอ่ยขึ้นช้าๆ
“แกไม่เบื่อเหรอวะดาว” เขาตอบกลับด้วยเสียงเซ็งๆ “นี้เราก็แก้งานจนแทบจะดีกว่าแบบบ้านตัวอย่างแล้วนะ เผลอๆ ฉันว่านี้มันเป็งานที่เราสองคนทำดีที่สุดในทุกโครงการมาเลยนะเว้ย ราคากับคุณภาพแบบนี้ ใครซื้อไปมันคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มอีกแต่นี่ขายไม่ได้ยังไม่พอ ยังโดนสั่งให้มาแก้งานอีก ฉันไม่ไหวแล้วนะ”
“ฉันว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่บ้านหรอก” หญิงสาวนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างชายหนุ่ม “ฉันว่าปัญหาของเรามันอยู่ที่อื่น”
“ที่ไหน?”
“เซลล์....” เธอตอบกลับทันที “เพราะแบบนี้แหละ ฉันจึงเสนอกับหัวหน้า ให้หาเซลล์คนใหม่ให้กับทีมเรา หัวหน้าเองก็รับปากแล้วว่าจะดูให้”
“เอ่อว่ะ...” เขารู้สึกเห็นด้วยกับข้อเสนอหญิงสาว “ว่าไปก็แปลกนะ ทำไมถึงไม่มีใครอยากจะมาเป็เซลล์ให้ทีมเราเลย นี้เราเปลี่ยนเซลล์มากี่คนแล้วเนี้ยะ”
“4-5คนได้มั้ง” หญิงสาวบอก “ได้ยินมาว่าเซลล์ที่ไปขายงานของเราเขากลัวกันนะ เลยไม่มีใครกล้ามาร่วมทีมกับเรา”
“กลัวอะไร?”
“ผี!” หญิงสาวทำหน้าทำตาให้ดูน่ากลัวเพื่อหยอกเย้าชายหนุ่มตรงหน้า แต่ทว่าดูเหมือนปฏิกิริยาที่เธอคาดหวังว่าจะได้รับตอบกลับจากเขาจะเป็ในสิ่งที่ตรงกันข้าม
“เลอะเทอะน่า...” เขาหัวเราะเสียงดัง “ผีเผอมีจริงที่ไหน ไร้สาระ พวกนั้นก็แค่กลัวว่าจะตกงานเหมือนพวกเราต่างหากละ เลยหาข้ออ้างฉิ่งออกจากทีมเราก่อนมากกว่า”
“นี้แกไม่เชื่อเื่ผีเหรอ?”
“เธอเชื่อเหรอ?”
“เชื่อดิ”
อีกครั้งที่เขาหัวเราะเสียงดัง
“นี้แกเรียนจบถาปัตย์มานะดาว ต้องคิดแบบตรรกะและเหตุผลดิ เื่ที่พิสูจน์ไม่ได้แบบนั้นนะ จะเอาอะไรไปเชื่อ ถ้าผีมีจริงนะ งั้นก็มาช่วยให้ฉันขายงานให้ได้ดิ ถ้าทำได้ฉันถึงจะเชื่อ”
“ของแบบนี้ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะแก”
“แต่ฉันว่า ถ้าไม่ลบหลู่ก็อย่าเชื่อมากกว่าวะดาว”
“เชื่อไม่เชื่ออะไรกันเหรอครับ” จู่ๆ ก็มาชายหนุ่มอายุราวสามสิบเอ่ยแทรกบทสนทนาของทั้งสอง “หวังว่าคงจะพูดเกี่ยวกับเื่งานกันอยู่ใช่ไหมครับ”
ทั้งดาวและคุณเงยหน้าขึ้นมองไปยังต้นเสียงด้วยคิ้วขมวดพร้อมใบหน้าเหยเก อันเกิดจากวิธีการพูดซึ่งปกติแล้วบุรุษผู้มีนามว่า วิษณุ ซึ่งเป็หัวหน้าของทั้งสองจะไม่พูดจาอ่อนน้อม หรือ สุภาพกับพวกตนขนาดนี้ โดยเฉพาะกับคุนซึ่งเป็ทั้งรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยและเป็ลูกน้องคนสนิท ที่รู้จักคบหากันมานมนานเสมือนพี่น้อง
และพวกเขาก็เข้าใจในความผิดปกตินี้ทันที เมื่อพบว่าข้างกายของบุรุษที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้านั้นมีหญิงสาวร่างเล็กผิวขาวใบหน้าสะสวย อายุราวยี่สิบกว่าๆ ยืนอยู่พร้อมกับส่งยิ้มมายังทั้งสองคน
“หัวหน้ามีอะไรรึเปล่าค่ะ” ดาวเอ่ยทักขึ้นเป็คนแรก “แล้วนั้นใครอะ”
“อ๋อ....” คุนสำทับตามมาอีกคน พร้อมกับเบ้ปากยิ้มอย่างรู้ทัน เพราะว่ารู้จักนิสัยของรุ่นพี่และหัวหน้าของเขาดี “พี่หัวหน้าผู้แสนดีมีเมตตา มีอะไรจะบอกกล่าวกับลูกน้องอย่างพวกผมใช่ไหมครับ”
“แหม๋...แสนดงแสนดีอะไรกัน พูดเป็คนอื่นคนไกลกันไปได้” เขายกมือขึ้นปัดอากาศ ทำท่าทำทางเขินอาย ก่อนจะกระแอมไอครั้งหนึ่งพร้อมกับผายมือไปข้างๆ “นี้น้องปอย เซลล์คนใหม่ของทีมพวกนายนะ”
“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวประนมมือโค้งศีรษะลงอย่างสุภาพ “หนูชื่อปอยค่ะ จากวันนี้ไปขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
“จะไหวเหรอพี่!” คุนเอ่ยแทรกขึ้นทันทีด้วยใบคิ้วขมวด “ดูยังอายุน้อยอยู่เลย งานทีมผมมันหินนะพี่ พี่ก็รู้นิ”
ฉับพลัน ดาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ฟาดมือลงไปที่ไหล่ของชายหนุ่มอย่างแรง “เสียมารยาท!” เธอดุเขา ก่อนจะยืนขึ้น “พี่ชื่อดาวนะ อยู่ฝ่ายตกแต่ง ยินดีที่ได้ร่วมงานกันจ๊ะน้อง...” เธอชะงักนิดหนึ่ง “เรียกว่าน้องถูกไหม ยังไม่รู้อายุกันเลย”
หญิงสาวตวัดหางตาที่เคยแข็งกระด้างวูบหนึ่งจากใบหน้าของคุน กลับมายังดาวพร้อมกับเปลี่ยนมาเป็ยิ้มสดใสร่างเริง “เรียกน้องถูกแล้วค่ะ หนูพึ่ง23 เองค่ะพี่ พึ่งเรียนจบ”
“พึ่งจบมาอีกต่างหาก!” คุนร้องลั่น เอนร่างพิงพนักหลัง มองไล่ั้แ่ศีรษะของเซลล์คนใหม่ขึ้นลงจรดปลายเท้า “ไม่ไหวแน่ๆ นี้พี่นุคิดยังไง ถึงได้เอาเด็กจบใหม่มาเข้าทีมพวกผมเนี้ยะ”
“ไอ้นี้...เดี๋ยวปัด!” วิษณุเงื้อไม่เงื้อมือทำหน้าทำตาราวั์มาร พลางพุ่งร่างตรงเข้าหาชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งอยู่ แต่พอตระหนักได้ว่าตอนนี้มีหญิงสาวยืนอยู่ข้างกาย เขาจึงพลันได้สติ พร้อมกับเปลี่ยนเป็ใช้มือตีเบาๆ ไปที่แขนของคุน แทนที่บริเวณศีรษะอันเป็ปกติวิสัยด้วยท่าทีเขินอาย “น้องคุนอย่ามองคนที่ภายนอกซิครับ” ว่าพลางเขาก็ฝืนยิ้มกลับมายืนตัวตรงดังเดิม “ถึงน้องปอยจะอายุยังน้อยก็จริง แต่น้องเขาจบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเชียวนะครับน้องคุน แถมหลังจากผ่านการฝึกงานที่บริษัทในเครือแล้ว ก็ถูกบริษัทแม่ดึงตัวมาบรรจุเป็พนักงานประจำทันทีเลย รู้ไหมว่าทีมน้องคุนโชคดีขนาดไหน ที่ได้น้องปอยมาอยู่ในทีมนะ รู้ไหมว่าทีมอื่นเขาแย่งตัวน้องปอยกันขนาดไหน”
“ฮึ...!” เขารับฟังพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นด้วยอาการยิ้มเยาะ “ก็ไม่แปลกหรอกมั้ง เด็กใหม่อายุยังน้อย รูปร่างหน้าตาก็ถือว่า...ใช้ได้” ว่าพลางเขาก็ประสานมือและโน้มตัวมาด้านหน้า “ถ้าให้เดาไม่ผิด ยังไม่มีแฟนด้วยใช่ไหมล่ะเรา”
ฉับพลัน ใบหน้าของหญิงสาวที่เคยอ่อนหวานยามเมื่อมองดูดาวก็พลันเปลี่ยนเป็ฉีกยิ้มกว้างด้วยดวงตาแข็งๆ ขณะผงกศีรษะขึ้นลงช้าๆ จ้องมองมายังคุนที่นั่งยิ้มประหนึ่งนักปราชญ์จอมสืบสวน
“ค่ะ...โสดค่ะ” เธอตอบกลับ ใบหน้ายังคงแย้มยิ้มเช่นเดิม แต่ทว่าน้ำเสียงกลับฟังดูห้วนสั้น “ช่างแสนรู้...เอ้ย! ช่างรอบรู้จริงๆ เลยนะคะ”
“ฮะ!” คุนผงะร่างไปด้านหลังเล็กน้อยพร้อมใบหน้าเหว๋ออย่างหนัก “นี้...เธอ...”
“เอาล่ะๆ!” วิษณุเอ่ยแทรก หลังจากที่พยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้สุดชีวิต “เอาเป็ว่าหลังจากนี้ก็ช่วยทำตัวตัวดีๆ กับน้องเขาหน่อยนะไอ้คุน เอ๊ย! น้องคุน” เขาหันกลับไปยังหญิงสาวที่บัดนี้กลับมายิ้มอ่อนหวานอีกครั้ง “เราไปแนะนำตัวที่แผนกอื่นกันดีกว่าครับน้องปอย”
“ค่ะ” เธอตอบกลับวิษณุ ก่อนจะจากไป หญิงสาวผู้มาใหม่ยังมองมายังคุนด้วยดวงตาแข็งกร้าวอย่างไม่ปิดบัง “ไว้เจอกันนะคะ...รุ่นพี่ผู้แสนรอบรู้”
“นี้...” คุนทำท่าจะลุกขึ้นเพื่อโต้กลับ แต่ทว่าก็ถูกมือของดาวกดบ่าเอาไว้ ขณะที่มองดูทั้งสองเดินไปยังโต๊ะอื่นๆ “แกจะห้ามฉันไว้ทำไมว่ะดาว ไม่เห็นที่ยัยเด็กนั้นพูดกับฉันเหรอ”
“สมน้ำหน้า” ดาวหัวเราะ ยกมือออกจากไหล่เขา “ถ้าฉันเป็น้องเขานะ แกได้โดนนักกว่านี้อีก คิดบ้าอะไรไปคุยกับน้องเขาแบบนั้นนะ”
“ก็มันจริงนี่หว่า” คุนเถียงกลับ แต่ทว่าดาวก็โบกมือ พร้อมกับเดินกลับไปยังโต๊ะของตนเองแล้ว “ได้...แบบนี้ต้องเจอกันหน่อย แบบนี้ต้องรับน้องให้หนักๆ”
ว่าพลางเขาก็หัวเราะกับตัวเองด้วยรอยยิ้มแฝงเลสนัย