แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านรอยแยกของม่านไม้ไผ่ในห้องรับรองส่วนตัวของหลิวเหมย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาอู่หลงชั้นดีอบอวลไปทั่วห้อง ผสมผสานกับเสียงหัวเราะคิกคักของเหล่าสตรีสูงศักดิ์สี่นางที่กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่บนเบาะรองนั่งไหมพรม
หลิวเหมยนั่งอยู่ในท่าทางที่ดูสงบเสงี่ยม แต่ภายในจิตใจกลับปั่นป่วนไปด้วยความทรงจำที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน เหตุการณ์ในเรือนเพาะชำ... การััจากอาชาง... และความรู้สึกแปลกใหม่ที่ปลุกขึ้นในร่างกายของนาง ทุกอย่างยังคงสดใสอยู่ในความทรงจำ ทำให้นางรู้สึกร้อนผ่าวทุกครั้งที่นึกถึง
"หลิวเหมย เ้าดูซูบผอมลงไปเล็กน้อยนะ หรือว่า่นี้เ้ามัวแต่เตรียมตัวเป็เ้าสาวจนไม่ได้พักผ่อน?" ซูหลิน สหายผู้ฉลาดหลักแหลมที่สุดในกลุ่มเอ่ยทักพลางจิบชา ดวงตาคมกริบของนางจ้องมองเพื่อนสนิทอย่างพิจารณา
หลิวเหมยสะดุ้งเล็กน้อยจากคำพูดของซูหลิน นางรีบยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อปกปิดความกระวนกระวาย "ข้าเพียงแค่ยุ่งกับการดูแลสวนและอ่านตำราเล็กน้อยเท่านั้นซูหลิน มิได้มีอะไรน่ากังวล" หลิวเหมยตอบด้วยรอยยิ้มที่พยายามทำให้ดูเป็ปกติที่สุด แม้ในใจจะเต้นระรัวเมื่อนึกถึง 'ตำรา' ที่นางเพิ่งพูดถึง
จางซิน คุณหนูผู้ร่าเริงและเปิดเผยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม หัวเราะใสๆ "ดูแลสวน? หรือว่าเ้ากำลังหลงเสน่ห์มวลบุปผาจนลืมพวกเราไปแล้ว?" นางเอ่ยหยอกล้อพลางเอนตัวเข้าไปใกล้ "ข้าได้ยินมาว่าบ่าวไพร่ในจวนของเ้าขยันขันแข็งยิ่งนัก โดยเฉพาะคนสวนคนใหม่ที่ท่านพ่อของเ้าเพิ่งรับเข้ามา... ได้ยินว่าเขาทำงานั้แ่รุ่งสางจนค่ำมืด ไม่เคยพักผ่อนเลย"
คำพูดของจางซินทำให้หลิวเหมยชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจของนางกระตุกวูบ ภาพของอาชางที่กำลังทำงานในสวนแวบเข้ามาในหัว ร่างกายที่กำยำ เหงื่อที่ไหลลงมาตามแผงอก และสายตาที่มองนางด้วยความปรารถนาเมื่อครั้งที่ผ่านมา "เ้าหมายถึงอาชางหรือ? เขาเพียงแค่ทำหน้าที่ของเขาได้ดีเท่านั้น"
"อาชาง... ชื่อดูเรียบง่ายดีนะ" หวังฟาง สหายผู้สุขุมและอ่อนโยนเสริมขึ้น "แต่จางซิน เ้าก็ช่างสังเกตไปเสียทุกเื่ แม้แต่บ่าวในจวนเพื่อนเ้าก็ยังไม่เว้น"
จางซินหัวเราะร่า ดวงตาเป็ประกายด้วยความซุกซน "ก็ข้าเห็นว่าเขามีรูปร่างกำยำล่ำสัน ดูผิดกับบัณฑิตหน้าขาวในเมืองหลวงที่พวกเราคุ้นเคยนี่นา ผิวสีแทนจากแสงแดด กล้ามเนื้อที่แน่นจากการทำงาน... ดูเป็ชายแท้ยิ่งนัก" นางหยุดพักแล้วมองหลิวเหมยด้วยแววตาเ้าเล่ห์ "จริงไหมหลิวเหมย? เ้าที่เห็นเขาทำงานทุกวันย่อมรู้ดีกว่าใคร"
หลิวเหมยรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า ความทรงจำเื่การที่อาชางดูดปลายนิ้วของนางในเรือนเพาะชำทำให้นางรู้สึกเสียวซ่านไปทั้งร่าง นางรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาก่อนที่ความลับจะถูกเปิดเผย "เอาละๆ พวกเ้าเลิกล้อข้าเื่คนสวนได้แล้ว วันนี้ที่ข้าเชิญพวกเ้ามา เพราะข้ามี 'บางอย่าง' อยากจะให้พวกเ้าช่วยดู"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องชั่วขณะ บรรยากาศเปลี่ยนจากการสนทนาสนุกสนานเป็ความตื่นเต้นผสมความอยากรู้ เมื่อหลิวเหมยลุกขึ้นไปหยิบห่อผ้าไหมสีเข้มที่ซ่อนไว้ใต้ชั้นหนังสือออกมา นางวางมันลงตรงกลางวงสนทนาอย่างระมัดระวัง เพื่อนทั้งสามต่างจ้องมองห่อผ้านั้นด้วยความสงสัย
"มันคืออะไรหรือหลิวเหมย? ดูท่าทางเ้าจะหวงแหนมันมาก" ซูหลินเอ่ยถามพลางขยับเข้าไปใกล้ ดวงตาคมกริบจ้องมองห่อผ้าอย่างพิจารณา
หลิวเหมยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะค่อยๆ คลี่ผ้าไหมออก เผยให้เห็นตำราปกแข็งสีน้ำตาลเก่าแก่ที่มีลวดลายทองจางๆ ปกตำราดูโบราณและลึกลับ มีกลิ่นหอมของกระดาษเก่าและหมึกจีนโบราณ "นี่คือตำราที่ข้าพบในห้องหนังสือลับของท่านปู่... มันคือตำรากามสูตร"
สิ้นคำพูดของหลิวเหมย เสียงสูดลมหายใจด้วยความใดังขึ้นพร้อมกัน สตรีทั้งสามต่างเบิกตากว้าง จางซินเป็คนแรกที่ขยับเข้าไปคว้าตำราเล่มนั้นมาเปิดดูด้วยความตื่นเต้น
"์! นี่มัน... ภาพวาดเหล่านี้..." จางซินอุทาน ใบหน้าของนางแดงก่ำแต่ดวงตากลับเป็ประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ข้าไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนเลย! ภาพวาดเหล่านี้... ละเอียดอ่อนและสวยงามยิ่งนัก แต่ก็... เร้าใจอย่างบอกไม่ถูก"
ซูหลินและหวังฟางขยับเข้าไปมุงดูด้วยเช่นกัน ภาพวาดลายเส้นละเอียดอ่อนที่แสดงถึงท่วงท่าการร่วมรักระหว่างบุรุษและสตรีปรากฏแก่สายตาของพวกนาง ภาพแต่ละภาพวาดด้วยฝีมือชำนาญ แสดงให้เห็นถึงความงามของร่างกายมนุษย์และอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง แม้จะรู้สึกขัดเขินแต่ความกระหายใคร่รู้ในฐานะสตรีที่กำลังจะเข้าสู่ประตูวิวาห์กลับมีมากกว่า
"ภาพเหล่านี้... ดูเหมือนจะเน้นไปที่การสื่อสารทางอารมณ์และััที่ลึกซึ้ง" ซูหลินวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูเป็วิชาการ "ดูท่าทางของบุรุษในภาพนี้สิ การโอบกอดเช่นนี้แสดงถึงความ้าปกป้องและในเวลาเดียวกัน มือของเขาวางอยู่ในตำแหน่งที่แสดงถึงความรักใคร่และความเคารพต่อคู่ครอง"
หวังฟางพยักหน้าช้าๆ ขณะที่มองภาพด้วยความสนใจ "แต่ข้าว่าท่านี้ดูจะทำตามได้ยากยิ่งนัก" นางเอ่ยเบาๆ พลางชี้ไปที่ภาพหนึ่งที่แสดงท่าทางที่ซับซ้อน "หากคู่หมั้นของข้าเห็นข้าทำเช่นนี้ เขาจะมิคิดว่าข้าเสียสติไปแล้วหรือ? ท่าทางเหล่านี้... ดูกล้าหาญและเปิดเผยเกินไป"
"จะเสียสติได้อย่างไรเล่าหวังฟาง!" จางซินแย้งด้วยเสียงหัวเราะ "ข้าว่าเขาจะยิ่งหลงเสน่ห์เ้าจนถอนตัวไม่ขึ้นต่างหาก ดูสิ... ท่าทางเหล่านี้ช่างเร่าร้อนยิ่งนัก ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าความรู้สึกตอนที่เกิดขึ้นเมื่อถูกััเช่นนั้นจะเป็อย่างไร ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากการัั... ความเสียวซ่านที่วิ่งผ่านร่างกาย... มันจะทำให้เรารู้สึกเป็สตรีอย่างแท้จริงหรือไม่?"
จางซินหันมามองหลิวเหมยด้วยแววตาเ้าเล่ห์ "หลิวเหมย เ้าลองอ่านเนื้อหาข้างในหรือยัง? มันบอกวิธีที่จะทำให้บุรุษสยบแทบเท้าเราได้จริงหรือ? หรือว่ามีคำแนะนำเื่การเตรียมตัวสำหรับคืนเข้าหอ?"
หลิวเหมยพยักหน้าช้าๆ ความทรงจำเื่การศึกษาตำราในคืนที่ผ่านมาทำให้นางรู้สึกร้อนผ่าว "ข้าลองอ่านดูบ้างแล้ว... มันพูดถึงการทำความเข้าใจในความปรารถนาของทั้งสองฝ่าย การใช้ััและคำพูดเพื่อกระตุ้นอารมณ์ มันบอกว่าสตรีไม่ควรเป็เพียงผู้รับ แต่ควรเป็ผู้ให้และผู้นำทางด้วย"
"ช่างน่าสนใจยิ่งนัก!" ซูหลินเอ่ยด้วยความตื่นเต้น "ข้าเคยได้ยินแม่บ้านแก่ๆ พูดกันว่า สตรีที่รู้จักศิลปะแห่งการครองเรือนจะทำให้สามีหลงใหลและภักดีตลอดกาล แต่ไม่เคยมีใครบอกวิธีการที่ชัดเจน"
หวังฟางพลิกดูภาพต่อไป ใบหน้าแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ "ภาพนี้... สตรีดูมีความมั่นใจและเป็ผู้นำ ไม่ใช่เป็เพียงผู้รับอย่างที่เราถูกสอนมา ท่าทางของนางดูเร้าใจและเต็มไปด้วยพลัง"
"แล้วเ้า... ได้ลอง 'ฝึกฝน' บ้างหรือยัง?" จางซินถามจี้จุด ทำเอาหลิวเหมยแทบสำลักน้ำชา ภาพของอาชางที่กำลังอุ้มนางในสวนและการที่เขาดูดปลายนิ้วของนางแวบเข้ามาในหัวอย่างชัดเจน
"จะ... จะฝึกกับใครเล่าจางซิน! ข้ายังมิได้แต่งงานนะ" หลิวเหมยตอบตะกุกตะกัก พยายามปกปิดความจริงที่ว่านางได้มีประสบการณ์เล็กน้อยแล้ว แม้จะไม่ใช่กับสามีของนางก็ตาม
"ก็ฝึกกับจินตนาการอย่างไรเล่า" ซูหลินเอ่ยแทรก "ข้าคิดว่าพวกเราควรจะศึกษาตำราเล่มนี้ร่วมกัน ในเมื่อพวกเราต่างก็มีคู่หมั้นและกำลังจะแต่งงานในไม่ช้า การมีความรู้เื่เหล่านี้ติดตัวไว้ ย่อมดีกว่าการไปเริ่มต้นอย่างไม่รู้อะไรเลยในคืนเข้าหอ"
"ซูหลินพูดถูก" หวังฟางเห็นด้วย "พวกเราควรจะเรียนรู้ศิลปะแห่งการครองเรือนนี้ไว้ เพื่อความสุขของพวกเราเองและคู่ครองในอนาคต แต่เราต้องระมัดระวังด้วย หากใครล่วงรู้ว่าเรามีตำราเช่นนี้..."
จางซินโบกมือปัดเป่า "ไม่ต้องกังวลหวังฟาง เราเป็เพื่อนกันมานาน ใครจะไปบอกใคร แถมเื่เหล่านี้เป็ความรู้ที่สตรีควรมี เพียงแต่ไม่มีใครเปิดเผยให้เราฟังเท่านั้น"
หลิวเหมยพลิกไปดูหน้าถัดไป ภาพวาดแสดงให้เห็นบุรุษกำลังจูบคอของสตรี ขณะที่มือของเขาเลื่อนลงไปตามเส้นโค้งของร่างกาย "ดูภาพนี้สิ... การจูบที่คอ ตำราบอกว่าเป็จุดที่อ่อนไหวของสตรี การััที่นั่นจะทำให้เกิดความเสียวซ่านแผ่ไปทั่วร่าง"
"จริงหรือ?" จางซินยกมือขึ้นััคอของตนเอง "ข้าไม่เคยรู้เลยว่าคอเป็จุดที่อ่อนไหว ข้าคิดว่ามันเป็เพียงส่วนหนึ่งของร่างกายธรรมดาๆ"
ซูหลินมองภาพอย่างใคร่ครวญ "ตำราบอกอะไรเกี่ยวกับการเตรียมตัวของสตรีบ้าง? เราควรทำอย่างไรเพื่อให้พร้อมสำหรับคืนแรก?"
หลิวเหมยพลิกไปหน้าที่มีข้อความมากกว่าภาพ "มันบอกว่า... สตรีควรเรียนรู้ร่างกายของตนเองก่อน รู้จักจุดที่ทำให้เกิดความเสียวซ่าน รู้จักการหายใจและการผ่อนคลาย และที่สำคัญคือ ต้องไม่กลัวความปรารถนาของตนเอง"
"ไม่กลัวความปรารถนา?" หวังฟางทวนคำ "หมายความว่าอย่างไร?"
"มันหมายความว่า เราไม่ควรอับอายหรือกลัวความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกาย" หลิวเหมยอธิบาย ขณะที่นึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่ออาชางัันาง "ความปรารถนาเป็สิ่งธรรมชาติ และหากเราเข้าใจมันได้ เราก็จะสามารถใช้มันเพื่อสร้างความสุขให้กับทั้งสองฝ่าย"
จางซินตบมือด้วยความตื่นเต้น "ถ้าเช่นนั้น พวกเรามาตกลงกัน พวกเราจะนัดเจอกันที่นี่บ่อยขึ้น เพื่อศึกษาตำราเล่มนี้ไปพร้อมๆ กัน ใครมีความสงสัยหรืออยากลองวิเคราะห์ท่าไหน ก็มาแบ่งปันกัน เราจะเป็กลุ่มลับของสตรีที่แสวงหาความรู้!"
หลิวเหมยรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกที่เพื่อนๆ ยอมรับและตื่นเต้นไปกับนาง "ตกลง ข้าจะเก็บรักษาตำราเล่มนี้ไว้ที่นี่ พวกเ้าสามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ แต่เราต้องระวังไม่ให้ใครสงสัย"
ซูหลินพยักหน้า "เราควรมีสัญญาณหรือรหัสลับ เมื่อใคร้าพบปะเพื่อศึกษาตำรา เราจะส่งข้อความว่า 'อยากมาดูดอกไม้ใหม่ในสวน' เป็อย่างไร?"
"ความคิดดีมาก!" หวังฟางเห็นด้วย "และเราควรมีชื่อเรียกกลุ่มของเราด้วย เพื่อความเป็กันเอง"
จางซินคิดครู่หนึ่ง แล้วยิ้มกว้าง "เราเรียกตัวเองว่า 'พลพรรคบุปผาทั้งสี่' เป็อย่างไร? เพราะเราทั้งสี่คนกำลังเรียนรู้ศิลปะแห่งความงามและความรัก เหมือนดอกไม้ที่กำลังผลิบาน"
"ชื่อนี้ดีมาก!" หลิวเหมยเห็นด้วยอย่างตื่นเต้น "พลพรรคบุปผาทั้งสี่... ฟังดูลึกลับและสวยงาม"
การสนทนาดำเนินต่อไปอย่างออกรส เหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่เคยถูกกักขังอยู่ในกรอบประเพณี บัดนี้กำลังเปิดโลกทัศน์ใหม่ผ่านหน้ากระดาษของตำราต้องห้าม พวกนางวิพากษ์วิจารณ์ท่วงท่าต่างๆ อย่างสนุกสนาน สลับกับการพูดถึงคู่หมั้นของตนเอง
"ข้าว่าคู่หมั้นของข้าคงจะชอบท่านี้" จางซินหัวเราะพลางชี้ไปที่ภาพหนึ่งที่แสดงสตรีในท่าทางที่เร้าใจ "แต่ข้าคงต้องหา 'แบบอย่าง' มาลองเปรียบเทียบดูเสียหน่อยว่าบุรุษจริงๆ จะมีสรีระเหมือนในภาพหรือไม่"
นางหันไปมองทางหน้าต่างที่มองเห็นสวนด้านนอก เห็นเงาร่างของอาชางที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในสวน แสงแดดส่องกระทบร่างกายที่กำยำของเขา ทำให้เห็นเงาของกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวใต้เสื้อผ้า "อย่างเช่นคนสวนของเ้า... อาชาง... ข้าว่าเขามี่ไหล่ที่กว้างพอๆ กับบุรุษในภาพนี้เลยนะหลิวเหมย เ้าว่าไหม? และดูสิ แขนของเขาที่แข็งแกร่ง คงจะโอบกอดได้แ่า"
หลิวเหมยใจสั่นสะท้าน นางมองตามสายตาของจางซินออกไป ความทรงจำเื่การที่อาชางโอบเอวนางไว้ในเรือนเพาะชำทำให้นางรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งร่าง "ข้า... ข้าไม่เคยสังเกตถึงเพียงนั้นหรอกจางซิน"
"จริงหรือ?" จางซินยิ้มอย่างมีเลศนัย "แต่ข้าว่าสายตาของเ้าเวลาพูดถึงเขา... มันดูมีอะไรมากกว่านั้นนะ ดวงตาเ้าเป็ประกาย และแก้มก็แดงขึ้นเล็กน้อย"
ซูหลินและหวังฟางต่างหันมามองหลิวเหมยเป็ตาเดียว สายตาของทั้งสองเต็มไปด้วยความสงสัยและความสนใจ ทำให้หลิวเหมยรู้สึกเหมือนถูกจับได้คาหนังคาเขา
"เอาเถอะจางซิน อย่ามาล้อข้าเื่นี้เลย" หลิวเหมยพยายามปฏิเสธ แต่เสียงสั่นเทาเล็กน้อย "เขาเป็เพียงคนสวนธรรมดาคนหนึ่ง ข้าไม่มีความรู้สึกพิเศษอะไรกับเขา"
แต่ซูหลินที่ฉลาดหลักแหลมสังเกตเห็นอาการของเพื่อน "หลิวเหมย เ้าแน่ใจหรือ? ข้าเห็นว่าเ้าดูแตกต่างไปจากเดิม มีอะไรเปลี่ยนแปลงในตัวเ้า เ้าดูมีชีวิตชีวาขึ้น เหมือนดอกไม้ที่เพิ่งได้รับน้ำและแสงแดด"
หวังหางพยักหน้าเห็นด้วย "ซูหลินพูดถูก เ้าดูมีเสน่ห์มากขึ้น ผิวพรรณก็เปล่งปลั่งกว่าเดิม มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับเ้าหรือเปล่า?"
หลิวเหมยรู้สึกตื่นตระหนกที่เพื่อนๆ สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของนาง นางต้องรีบปิดตำราลง "เอาละ วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกเ้าจะกลับจวนค่ำมืดเกินไป"
แม้จะพยายามตัดบท แต่ในใจของหลิวเหมยกลับเต็มไปด้วยความว้าวุ่น นางรู้ดีว่าความลับเื่ตำรานั้นถูกแบ่งปันไปแล้ว แต่ความลับเื่ 'อาชาง' นั้น... นางยังไม่พร้อมที่จะให้ใครล่วงรู้ แม้แต่เพื่อนที่สนิทที่สุดก็ตาม
จางซินลุกขึ้นยืด "ก็ได้ แต่หลิวเหมย เ้าต้องสัญญาว่าจะเก็บตำราไว้ดีๆ และเราจะมาศึกษาต่อในครั้งหน้า ข้าอยากรู้ว่าหน้าต่อไปจะมีอะไรน่าสนใจอีก"
"และเ้าต้องสัญญาด้วยว่าจะไม่ซ่อนอะไรจากพวกเรา" ซูหลินเสริม "เราเป็พลพรรคบุปผาทั้งสี่แล้ว ต้องไว้ใจกันและกัน"
หลิวเหมยพยักหน้า แม้ในใจจะรู้ว่านางกำลังซ่อนความลับใหญ่จากเพื่อนๆ "ข้าสัญญา... เราจะเป็พลพรรคที่ดีต่อกัน"
หวังฟางเก็บของใส่ถุงผ้า "งั้นเราแยกย้ายกันก่อน แต่อย่าลืมนะ หากใครอยากมาศึกษาตำรา ให้ส่งข้อความว่า 'อยากมาดูดอกไม้ใหม่ในสวน' เราจะรู้ทันที"
เมื่อเพื่อนทั้งสามเก็บของเสร็จและเตรียมจะออกจากห้อง จางซินหันกลับมาอีกครั้ง "หลิวเหมย ข้าขอแนะนำอย่างหนึ่ง... หากเ้าอยากลอง 'ฝึกฝน' สิ่งที่เรียนรู้จากตำรา อย่าลืมว่าบางครั้งโอกาสก็อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด"
นางขยิบตาให้หลิวเหมยอย่างมีนัย ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน ทิ้งให้หลิวเหมยยืนอยู่คนเดียวด้วยใจที่ปั่นป่วน
หลิวเหมยยืนมองส่งพวกนางที่หน้าประตูจวน ลมเย็นๆ ยามเย็นพัดมาปะทะใบหน้า แต่นางกลับรู้สึกร้อนรุ่มอยู่ภายใน คำพูดของจางซินก่อนออกไปทำให้นางนึกถึงอาชางอีกครั้ง
นางเดินกลับเข้าไปในห้อง มองดูตำราที่ยังคงวางอยู่บนโต๊ะ แสงแดดยามเย็นส่องกระทบปกตำรา ทำให้ลวดลายทองดูเป็ประกายระยิบระยับ นางหยิบตำราขึ้นมากอดไว้กับอก รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากหนังสือเล่มนี้
การเดินทางของพลพรรคบุปผาทั้งสี่ในการค้นหาความลับแห่งความปรารถนาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และนางเองก็เป็ผู้นำทางในเส้นทางที่แสนอันตรายและเย้ายวนนี้ แต่สิ่งที่นางไม่รู้คือ การเดินทางของนางเองกำลังจะนำไปสู่จุดที่ไม่อาจคาดเดาได้
นางมองออกไปทางหน้าต่าง เห็นอาชางที่ยังคงทำงานอยู่ในสวน แม้แสงแดดจะเริ่มลับขอบฟ้าแล้วก็ตาม ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว แต่ละการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจ
นางนึกถึงคำพูดของจางซินที่ว่า "โอกาสอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด" และรู้สึกได้ถึงความจริงในคำพูดนั้น อาชางอยู่ใกล้นางทุกวัน พวกเขาได้พบปะกันในสวน มีโอกาสสนทนาและใกล้ชิดกัน
แต่นางก็รู้ดีว่าสิ่งที่นางกำลังคิดนั้นอันตรายเกินไป นางเป็สตรีที่มีสามีแล้ว การมีความรู้สึกต่ออาชางเป็สิ่งที่ผิดศีลธรรม แต่ความปรารถนาที่ถูกปลุกขึ้นในร่างกายของนางนั้นแรงกล้าเกินกว่าจะต้านทานได้
นางกอดตำราไว้แน่นขึ้น รู้สึกเหมือนมันเป็เพื่อนคู่ใจที่เข้าใจความรู้สึกของนาง ตำราเล่มนี้ไม่เพียงแต่เป็หนังสือที่บรรจุความรู้ แต่มันยังเป็กุญแจที่เปิดประตูสู่โลกแห่งความปรารถนาที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน
และตอนนี้ นางไม่ได้เดินทางในโลกนั้นคนเดียวอีกต่อไป นางมีเพื่อนสามคนที่พร้อมจะเรียนรู้และสำรวจไปด้วยกัน พลพรรคบุปผาทั้งสี่ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และการผจญภัยที่แสนอันตรายและเย้ายวนของพวกนางกำลังจะเริ่มต้นขึ้น