บทที่ 13 หัวขโมยในยามวิกาล พาร์ท 3
“เจ้าลองคุ้ยหาดูแล้วกัน.. ข้าเองก็ไม่มั่นใจว่ามันอยู่ตรงไหน” อาคอนกล่าว
“ขอรับ” เด็กชายตอบกลับพร้อมกับเริ่มมองหาดาบที่ทำจากแร่มฤตยู แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่สายตาของเขาก็มักจะไปสัมผัสกับสมบัติอย่างอื่นก่อนเสมอๆ
สายตาของโทบี้ไปตกอยู่ที่หินที่เปล่งแสงสวยงามก้อนหนึ่ง ด้วยความแวววาวที่สะดุดตาของมันทำให้นี่เป็นสิ่งแรกๆที่โทบี้สังเกตเห็น
“นั่นผลึกแสงจันทร์.. มันไม่ใช่ของมีค่าอะไรหรอก… ตามหาสมบัติของเจ้าต่อไป”อาคอนกล่าวพร้อมกับเก็บมันเข้ากระเป๋าของเขา นั่นทำให้โทบี้ทำได้เพียงมองด้วยสีหน้าประหลาดใจเพียงเท่านั้น
หลังจากที่อาคอนเก็บผลึกแสงจันทร์เข้ากระเป๋าได้เพียงไม่นานเด็กชายก็ไปสะดุดกับสมบัติอีกชิ้นที่มีประกายแวววาวแสบตาไม่แพ้กัน
“นั่นหินประกายเพลิง.. ก็มีดีแค่สีฉูดฉาดกับการใช้จุดไฟได้ ก็แค่ขยะ… หาสมบัติของเจ้าต่อไป” แม้เขาจะกล่าวเช่นนั้นแต่หินประกายเพลิงก็ยังคงถูกเก็บเข้ากระเป๋าของเขาอยู่ดี
โทบี้ทำได้เพียงมองหน้าอาคอนเช่นเดิม และเลือกที่จะมองหาสมบัติของเขาต่อไป และในในที่สุดเขาก็ลงเอยด้วยการไปสะดุดกับสมบัติชิ้นอื่นที่ไม่ใช่ดาบที่เขาตามหาอีกครั้ง
ครั้งนี้มันเป็นหีบเพลงเก่าๆเล็กๆอันหนึ่ง มันดูเหมือนของมีค่าเพราะมันดูมีมนต์ขลังเมื่อจ้องมอง อย่างไรก็ตามสิ่งที่โทบี้ทำคือหันไปมองอาคอนก่อนเท่านั้น และคอยดูว่าของชิ้นนี้จะเป็นของไร้ค่าอีกชิ้นหรือไม่
“มันก็แค่หีบเพลงเก่าๆใบหนึ่ง ไม่ใช่ของมีค่าอะไรหรอก” เช่นที่โทบี้คิด อาคอนบอกว่ามันเป็นของไร้ค่าพร้อมกับเก็บมันลงในคลังของเขา
“แลดูสายตาของข้าจะไม่มองหาของที่มีค่าเลยนะขอรับ” โทบี้กล่าวอย่างเหน็บแนม
“หัวขโมยมือใหม่ก็งี้ ฝึกๆไปเดี๋ยวสายตาเจ้าก็จะดีขึ้นเอง”อาคอนตอบ
“ข้าประชดขอรับ”
“.. ยังไงเจ้าก็ไม่มีความสามารถด้านการแยกแยะที่ดีพออยู่ดี ของพวกนี้ไม่มีประโยชน์อะไรกับเจ้าเลย อีกอย่างที่เข้ามาถึงนี่ได้ก็ฝีมือข้าล้วนๆ เจ้าได้ของสักชิ้นกลับไปด้วยนั่นก็ถือเป็นกำไรแล้ว”
“….. “
โทบี้ไม่ทราบจะตอบกลับอย่างไรกับคำพูดของอาคอน มันเป็นความจริงที่เขาปฏิเสธไม่ได้ อย่างไรก็ตามเขายังคงมีความเชื่อว่าเขามีสิทธิ์จะหมั่นไส้ชายคนนี้อย่างชอบธรรม
ในความคิดของเด็กชายไม่เห็นมีความจำเป็นใดเลยที่เขาต้องกล่าวว่ามันไร้ค่าก่อนที่จะเก็บมันทั้งหมดลงกระเป๋า นั่นมันน่าหมั่นไส้ไม่ใช่หรือ
เด็กชายกลับไปค้นหาดาบของเขาต่อ คราวนี้เขาค่อนข้างจริงจังกับการค้นหา เขาไม่ได้ใส่ใจกับสมบัติชิ้นอื่นๆที่ดูไม่เหมือนดาบและพยายามมองหาของที่รูปทรงสามารถเป็นดาบได้แทน ในขณะที่อาคอนยังคงมองหาสมบัติชิ้นอื่นๆเพื่อเก็บเข้าคลังของตน
เด็กชายเดินลึกเข้ามาในห้องจนในที่สุดเขาก็พบกับคลังในส่วนที่เก็บอาวุธและชุดเกราะ
“นั่นแหละคือของที่เป็นประโยชน์สำหรับเจ้า ยังไงก็ตามอย่าเอาไปหมดล่ะ มันจะสร้างความเจ็บแค้นให้ลาโซรี่เกินไป และอาจนำปัญหาใหญ่เกินไปมาให้เจ้าด้วย” อาคอนกล่าวหลังจากที่เห็นโทบี้ได้พบกับของบางอย่างที่เป็นประโยชน์สำหรับเขา
“แต่ยังไงก็เป็นปัญหาอยู่ดีสินะขอรับ “
“เจ้าหวังว่าเจ้าจะขโมยขอยโดยไม่สร้างปัญหา??? นั่นเป็นไปไม่ได้”
“….”
ตอนนี้โทบี้เริ่มเข้าใจบุคลิกของชายคนนี้มากขึ้น แม้ว่าเขาดูไม่ใช่คนดีแต่เขาเป็นคนที่เข้าใจเหตุและผลแน่นอน เขาอาจจะชอบสร้างปัญหาหรือบางทีตัวเขาเองอาจเป็นตัวปัญหา อย่างไรก็ตามเขาก็เข้าใจปัญหามากพอและเลือกที่จะประเมินความเสี่ยงอย่างชาญฉลาดแทน
ในตอนนี้โทบี้แอบคิดว่าสิ่งที่อาคอนเก็บเข้ากระเป๋านั้นอาจจะไร้ค่าจริงๆก็ได้ เขาไม่ได้เลือกของที่มีค่าเกินไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่ยากจะแก้กับตระกูลลาโซรี่ นั่นทำให้โทบี้นับถืออาคอนมากขึ้นอีกเล็กน้อย อย่างน้อยๆ ก็นับถือในความฉลาดและรอบคอบของเขานอกเหนือจากความแข็งแกร่งของเขาในขณะนี้
“อ่ะ.. นี่คือ… “
โทบี้มองเห็นดาบเก่าๆเล่มหนึ่งที่ถูกวางอยู่กับพื้นอย่างส่งๆ และขาดการดูแลรักษาที่ดีจากผู้ดูแลคลังสมบัติแห่งนี้อย่างเห็นได้ชัด
ปลอกขอดาบเล่มนี้มีฝุ่นเกาะหนาและคราบเปราะเปื้อนมากมาย ด้ามดาบที่ถูกทำจากไม้และพันผ้าเพื่อเป็นที่รองสำหรับจับดาบ ในปัจจุบันผ้าที่พันไว้นั้นเริ่มขาดเผยให้เห็นซากไม้ผุๆที่เคยเป็นด้ามอย่างชัดเจน
โทบี้ประคองดาบเล่มนั้นขึ้นมาด้วยสองมือและหันไปหาอาคอนเป็นสัญญาณว่าต้องการคำอธิบายของอาคอน
“นั่นแหละดาบที่เจ้ากำลังตามหา ช่างหัวปลอกกับด้ามเพราะยังไงเจ้าก็ต้องการใช้แค่ใบดาบอยู่แล้ว นี่เป็นเหมือนความอับอายของตระกูลลาโซรี่ทำให้พวกเขาไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก สำหรับตระกูลลาโซรี่ดาบเล่มนี้เปรียบได้กับขยะพร้อมกับเป็นเครื่องตอกย้ำความโง่ของพวกเขาในการนำเหล็กมฤตยูมาสร้างเป็นดาบที่ใช้งานแทบไม่ได้” อาคอนอธิบาย
“แต่สำหรับข้า.. นี่คือสมบัติ” เด็กชายกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คุณค่าของสิ่งต่างๆมันไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ตอนนั้นเป็นแบบใด ใครถือครองของสิ่งนั้น หากเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ผ่านของที่มีค่าที่สุดในห้องนี้ก็อาจเป็นของไร้ค่าได้ ในทางกลับกันของที่ดูไร้ค่าก็อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือในมืออีกคน”
เด็กชายไม่ตอบ ทำเพียงพยักหน้ารับเท่านั้น สิ่งที่ตระกูลลาโซรี่มองเป็นของไร้ค่า เขาจะพิสูจน์คุณค่าของมันด้วยความสามารถทั้งหมดของเขา นั่นคือปณิธานที่เด็กชายตั้งเอาไว้สำหรับอนาคตที่เหลือของเขา
“ถ้าเจ้ามองว่าของพวกนั้นจำเป็นก็หยิบติดไม้ติดมือกลับไปด้วยก็ได้ แค่อย่ามากเกินไป”
“สำหรับข้าตอนนี้แค่ดาบเล่มนี้ก็มากเกินพอแล้ว ของอื่นๆข้าจะได้มาเมื่อข้ามีความสามารถมากพอ”เด็กชายกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“จะทำเท่ข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะแต่ระลึกไว้ด้วยว่าความสามารถที่เจ้าพูดถึงมันคือการขโมยและโกหก”
“ข้า.. ข้าไม่ได้พยายามทำเท่อะไรนะขอรับ”
“พอรู้ตัวว่าไม่เท่ก็เลยบอกว่าไม่ได้พยายามสินะ หมายความว่าถ้านายพยายามคงจะเท่สินะ “
“ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้นขอรับ.. “
“ช่างมันเถอะ ตอนนี้ออกจากที่นี่กันก่อน ได้เวลาไปที่ต่อไปแล้ว”
“ท่านหมายถึง…. “
“ขโมยของของผู้บริหารคาลี่ย์ไง.”
“อ่า…. “
ใช้เวลาสักพักเงาของชายหนุ่มและเด็กก็หายไปจากพื้นที่ของตระกูลลาโซรี่โดยที่ไม่ใครล่วงรู้ อย่างน้อยก็จนกว่าผู้ดูแลคลังสมบัติจะกลับมาเช็คในครั้งถัดไปสองขโมยจะยังคงลอยนวลอย่างสบายใจจนถึงตอนนั้น
-สองชั่วโมงผ่านไปที่ลานเศษเหล็ก-
กลิ่นของแร่หลากชนิดคละคลุ้งในอากาศ ซากของเครื่องจักรกลน้อยใหญ่ที่เสียหายทั้งเก่าและใหม่ถูกวางกองพะเนินรวมซ้อนกันจนสูง นี่คือศูนย์รวมผลงานที่ผิดพลาดและเสียหายของคาลี่ย์และศิษย์ของเขา
แจ็ค คือหนึ่งในเด็กที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้งวิทยาลัยมา ในตอนนี้เขาขับเครื่องจักรกลลอยอยู่เหนือลานเศษเหล็กเนื่องจากเขาได้สังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติในขณะที่เขากลับมาจากการส่งข่าวไปที่ตระกูลของคาลี่ย์ตามความต้องการของอาคอน
แจ็คเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาวผมสั้น อายุดูราว 13 หรือ 14 ปี จากรูปลักษณ์ เขาดูเป็นเด็กที่เริ่มแตกเนื้อหนุ่ม สวมเกราะไหล่หนึ่งข้างพร้อมกับสนับมือสนับแข้งที่ดูเหมือนโลหะสีดำ
“เจ้าเป็นใคร ที่นี่เป็นเขตหวงห้ามของอาจารย์ของข้า คนนอกไม่มีสิทธิ์เข้ามาด้านในนี้” แจ็คกล่าวหลังจากที่เห็นเด็กชายคนหนึ่งหลบซ่อนอยู่ในซากของเครื่องจักรกลขนาดใหญ่