ข้าเป็นคุณนายหรือพ่อบ้านกันแน่

    บทที่ 29 กริชปลิดวิญญาณ 2

            บทที่ 29

            กริชปลิดวิญญาณ2

             

             

             

            เวลาใกล้เที่ยงของวันพฤหัสบดีเป็นวันที่นายหน้าของเข่อซิงนัดแลกเปลี่ยนข่าว และจ่ายเงินงวดสุดท้ายซีฮันนายหน้าคนเดิมดูโทรมผิดหูผิดตาเดินเข้ามา หัวหน้าหน่วยที่สามรอเขาอยู่พอเห็นคนก็โบกมือเรียก

            “คุณชายซี ทางนี้”

            ซีฮันหันมามองแล้วก้าวมาหาพอถึงเก้าอี้ก็ไม่ได้คิดจะนั่งแต่อย่างใด เขาพูดเหมือนคนมีแต่ร่างวิญญาณไม่อยู่กับตัว

            “ผู้ว่าจ้างอยากฟังข่าวนั้นกับหู เชิญคุณมากับผมทางนี้”

            หัวหน้าหน่วยสามอดไม่ได้ที่จะถาม“สภาพคุณดูแย่นะ มีอะไรให้เราช่วยหรือเปล่า”

            นายหน้าแซ่ซีส่ายหน้าไปมาก้มหัวขอบคุณชายสวมหน้ากาก

            “ถึงอยาก แต่ไม่มีใครช่วยผมได้หรอก”

            “ปัญหาหัวใจสิท่า”

            "แม้แต่คุณก็ดูออก"

            หัวหน้าสามไม่พูดมากอีกส่งสัญญาณมือเรียกลูกน้องทั้งห้าของตนให้ตามมาด้วย

            พอเริ่มเดินซีฮันก็ระบายความในใจออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง

            “พ่อแม่ของเธออยากให้แต่งงานมีลูกมีเต้า แต่ว่าเราสองคนทำงานแบบนี้ผมว่ามันยังไม่เหมาะ เวลาส่วนใหญ่ก็สิงอยู่หลี่เจี๋ยจะให้หิ้วลูกไปด้วยรึไงพอผมพูดเหตุผลนี้ไป ครอบครัวเธอก็บอกว่าผมไม่จริงจัง คิดจะกินแล้วไม่จ่ายตังค์ล่าสุดสั่งให้เธอเลิกคบกับผม เราสองคนแม้แต่คำว่าแฟนยังไม่เคยพูดกันเลยบอกรักสักคำก็ยังไม่คิดจะพูด ผมไม่เข้าใจผมผิดฝ่ายเดียวรึไง คุณว่าผมผิดมั้ย”

            พอรู้เรื่องมากมายของคนอื่นหัวหน้าหน่วยที่สามที่ปรกติลื่นไหลก็กลายเป็นคนพูดไม่เก่ง “เรื่องนี้..”

            “ช่างเถอะ คุณคงอึดอัดที่จะแสดงความคิดเห็น ผมก็พูดไปงั้นแหละหลายวันมานี้เธอไม่อยู่ ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเรือลำเล็กที่ลอยไร้จุดหมายกลับฝั่งก็ไม่ได้ ข้ามฝั่งก็ไม่ถึง คุณเข้าใจผมมั้ย”

            ผู้รับฟังตั้งหน้าจะพูดอีกครั้ง“ผมเข้าใจ..” แต่ก็ถูกตัดบทอีกรอบซีฮันชี้ไปที่รถตู้สีบรอนซ์เงิน

            “ถึงแล้ว คันนั้นแหละคุณขึ้นไปเถอะ แต่ลูกน้องคุณต้องรอตรงนี้กับผมนะ”

            “ได้..รอนี่” คำแรกพูดกับนายหน้า สองคำหลังบอกลูกน้องชายสวมหน้ากากทั้งห้าไม่ได้ตอบรับ ทุกคนยืนปักหลักราวกับหุ่นยนต์

            หัวหน้าหน่วยสามเดินต่อไปเพียงลำพังพอเข้าใกล้ประตูรถตู้ก็เลื่อนเปิด เสียงเป็นมิตรที่หุ้นหูดังขึ้น “เชิญคุณชาย”

            มู่ถังซินนั่นเองหัวหน้าหน่วยสามนึกสงสัย มู่ถังซินเป็นผู้จัดการสนามต่อสู้ใต้ดินหลี่เจี๋ย แล้วเหตุใดต้องมารับใช้เข่อซิงที่เป็นนักสู้อันดับหนึ่งด้วย ว่ากันตามจริงเข่อซิงต้องเป็นนักสู้ในสังกัดถึงจะถูกยกเว้นเสียแต่ซูไฉหนิงเจ้าของหลี่เจี๋ยผู้ไม่เคยมีใครพบเจอตัวจริงจะเป็นคนเดียวกับเข่อซิงไม่ก็เป็นใครสักคนในตระกูลเข่อ

            ตั้งแต่มาทำงานกับนายรู้สึกว่าตนเองฉลาดขึ้นเยอะ

            “สวัสดี ผมเข่อเซิง คุณคงรู้อยู่แล้วว่าผมเป็นคนจ่ายเงินค่าจ้างครั้งนี้”

            คุณชายเล็กเข่อนั่งอยู่แถวหลังคนขับเปิดประตูเข้าไปก็เจอเขาเลย ส่วนผู้จัดการมู่ นั่งอยู่แถวสาม

            มองจนทั่วถึงรู้บนรถไม่มีคนอื่น แม้แต่คนขับก็ไม่อยู่ หัวหน้าหน่วยสามก้าวขึ้นไปนั่งแถวเดียวกับเข่อซิงเว้นว่างไว้หนึ่งเบาะ

            นายสอนไว้ว่าลูกค้าเป็นเจ้าของเงินแต่พยัคฆ์เร้นกายเป็นเจ้าของผลงาน ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใครมากเกินไปคนพวกนี้มีเงินแต่ไม่มีกำลังพอจะทำเรื่องที่พวกเราทำได้ พวกเขาต่างหากต้องง้อเรา

            ดังนั้น..เขาจึงทักทายแค่ระดับเป็นทางการไม่ต้องประจบเอาใจ ตรงกับจริตของหัวหน้าหน่วยสามพอดีพูดได้เต็มปากว่าเขามีความสุขมากที่ทัศนคติของเจ้านายตรงกับตน

            “คุณชายเข่อ คุณมู่” เมื่ออีกฝ่ายทักทายกลับเข่อซิงไม่ได้ลีลาเขาถามทันที คิดว่าคงอยากรู้เต็มแก่แล้ว

             “พูดมา พวกคุณได้อะไรมาบ้าง”

            ปากใต้หน้ากากขยับกล่าวเอาแค่เนื้อไม่แถมน้ำ “แผนตะขาบทำร้ายทุกคนในงานประชุมเป็นฝีมือเลี่ยงจินเลี่ยงหวงทราบทีหลังว่าเลี่ยงจินรับงานอันตรายนี้ เขาไม่เห็นด้วยทำให้พี่น้องทะเลาะกัน แต่ที่สุดแล้วเลี่ยงหวงก็ช่วยน้องชายทำงานอยู่ดี”

            เข่อซิงจ้องไปที่หน้ากากเหล็กถาม“ใครจ้าง”

            “ไม่แน่ชัด เรารู้มาแค่ว่าการลงมือครั้งนี้มีแค่คุณกับคุณชายใหญ่จ้าวที่เป็นเป้าหมาย”

            คนฟังอุทาน“ฮะ!!” หัวหน้าหน่วยสามชี้แจงแค่ที่เจ้านายสั่งมา

            “ตะขาบในห้องประชุมที่ทุกคนเห็น ไม่อันตราย แต่ที่กัดพวกคุณต่างหากของจริง”

            เป็นแบบนี้เองเข่อซิงกระจ่าง “พวกมันเบี่ยงเบนความสนใจ ไม่ให้ฉันกับพี่ใหญ่รู้ตัว”

            “น่าจะเป็นเช่นนั้นครับ”

            “แล้วได้อะไรมาอีก”

            หัวหน้าหน่วยสามกล่าวปิดการส่งมอบข้อมูล“มีแค่นี้ครับ” แล้วก็ทำเหมือนคิดขึ้นได้

            “อ้อ..ยังมีอีกอย่าง ตอนเราไปถึงบนเกาะนั้นเจอคุณชายใหญ่จ้าวกับลูกน้องหนึ่งคนไปที่นั่นด้วย เขาน่าจะรู้เรื่องนี้แล้วเช่นกัน”

            “อะไรนะ..เขาไปด้วยตัวเองเลยเหรอ”

            “ครับ ใช่เขาแน่นอน ผมจำได้”

            เข่อซิงเงียบนานมู่ถังซินที่นั่งหลังจึงพูดแทรกขึ้นมา“ได้แค่นี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้วพวกคุณทำยังไงกับพี่น้องเลี่ยงถึงล้วงเรื่องทุกอย่างมาได้”

            หัวหน้าหน่วยสามไม่ตอบเข่อซิงเองก็ไม่ได้คาดคั้นถึงจะอยากรู้เหมือนกันก็เถอะ เขาหันไปดุลูกน้อง “พยัคฆ์ซ่อนกายย่อมมีวิธีการของพวกเขาถ้าไม่สะดวกเล่าก็ตามใจ"

            ชายสวมหน้ากากแก้ไขชื่อของตนให้ถูกต้อง"พวกเราคือพยัคฆ์เร้นกายครับคุณชายเข่อ"

            เข่อซิงเถียงในใจซ่อนกับเร้นความหมายก็ไม่ต่างกัน ผิดนิดผิดหน่อยเอง

            "ผมจำผิดเองเงินล่ะ”รีบเอาเงินออกมาเรื่องพูดชื่อผิดจะได้ลืม ๆ ไปซะมู่ถังซินหันไปหยิบกระเป๋าเงิน คนรับน้ำเสียงเบิกบานขึ้น ไม่ต้องเห็นหน้าก็รู้ว่าเขากำลังยิ้ม

            “ขอบคุณครับ”

            เข่อซิงลองชวน“ถ้าเปลี่ยนใจ อยากมาทำงานกับผม ก็ยินดีต้อนรับพวกคุณทุกคนทุกเมื่อ”แต่คำชวนคงไม่ดึงดูดใจเท่าไหร่ ตัวแทนพยัคฆ์เร้นกายถึงไม่มีท่าทีตอบสนองแต่กลับรีบบอกลาแทน

            “หากมีอะไรให้พยัคฆ์เร้นกายรับใช้ ติดต่อมาได้เสมอ นี่คือเบอร์ตรงของผม”ชายสวมหน้ากากยื่นนามบัตรให้มู่ถังซิน พร้อมอธิบายความหมาย

            “ลูกค้าเก่าวีไอพีเท่านั้นถึงจะได้”

            เข่อซิงมองนามบัตรสีขาวไร้ลวดลายเห็นเลขหมายทันไม่กี่ตัว นึกครึ้มใจถาม “วีไอพีคัดเลือกจากอะไรค่าจ้างเหรอ”

            หัวหน้าหน่วยสามไม่ตอบแต่กลับหัวเราะเสียงแผ่วรับเงินไปแล้วก็ลงจากรถ ลูกน้องนำหน้าสอง ตามหลังสามมู่ถังซินมองตามแล้วหันมาถามเจ้านาย “ให้ตามมั้ยครับ”

            “ไม่จำเป็น ครั้งหน้าอาจต้องใช้งานพวกเขาอีก ทำตามกฎเถอะให้ค่านายหน้าซีฮันแล้วกลับ”

            มู่ถังซินหยิบซองเงินขึ้นมาก้าวขาลงจากรถ ด้านเข่อซิงคิดว่าหากมีวาสนาต่อกัน ยอดฝีมือพวกนี้เขาย่อมได้มาครองคิดแล้วก็รีบโทรหาพี่ใหญ่จ้าว

             

            ในเวลานั้นจ้าวจิงถิงเพิ่งจะเดินทางมาถึงบ้านน้องชายคนเล็กพอเห็นว่าใครโทรมา เขาก็บอกภรรยา

            “นายเข้าไปก่อน ฉันคุยธุระสักครู่จะตามไป”

            เหรินซวงอิ๋นได้ยินก็เดินไปก่อนทันทีไม่มีรีรอ ขณะที่สามีกดรับสายแต่ยังมองตามหลังภรรยาจนลับตา

            “ได้เรื่องแล้ว? ว่าไงบ้าง”

            /พี่ใหญ่พี่ก็ตามพวกเขาไปเหรอ พี่ไปเองเลยอ่ะนะ ไหนว่าจะส่งลูกน้องไป/

            “ใช่ แล้วจะทำไม”

            จ้าวจิงถิงคิดว่าไอ้น้องชายนอกสายเลือดจะเคืองที่เขาทำอะไรไม่บอก ที่ไหนได้

            /ทำไมไม่ชวนผมไปด้วย/

            “ฉันไปทำธุระอื่นด้วย เรื่องจ๋ายอิงน่ะ เลยไม่สะดวกจะเล่า”

            ปลายสายเว้าวอน

            /พี่ใหญ่เรื่องของพี่ก็เหมือนเรื่องของผม มีอะไรบอกผมได้หมด ระหว่างเราไม่ต้องเกรงใจเรื่องคุณชายเล็กผมก็สืบให้แล้ว เห็นว่าเกี่ยวกับเรื่องกริชโบราณ/

            เข่อซิงกำลังจะเล่าแต่พี่ใหญ่จ้าวของเขากลับบอก

            “เรื่องนี้ไม่รบกวนนายแล้ว ฉันรู้หมดแล้วล่ะตกลงว่าคนที่เราจ้างได้เรื่องอะไรบ้าง”

            เข่อซิงเล่าทุกคำที่ได้ฟังมาแบบไม่มีตกหล่น

            /ตะขาบเป็นฝีมือกวางปีศาจจริงเลี่ยงจินรับงานใครไม่รู้ให้ลงมือ เลี่ยงหวงไม่รู้เรื่องด้วย ทำให้ทะเลาะกันแต่ที่พวกเขาสืบได้อีกอย่างคือ เป้าหมายครั้งนี้เป็นเราสองคนตะขาบในห้องประชุมไม่ทำร้ายใคร พวกมันจะใช้เบี่ยงเบนความสนใจให้เรื่องมันซับซ้อนขึ้นเท่านั้น/

            จ้าวจิงถิงเงียบเข่อซิงเร่ง

            /พี่คิดว่าไงเราสองคนมีศัตรูร่วมก็คงจะแค่ตระกูลหง เป็นพวกมันหรือเปล่า/

            "เรื่องนี้ยังสรุปไม่ได้อาจเป็นหงเหมินหรืออาจไม่ใช่"

            /แล้วพวกเราจะเอาไงต่อดี/

            "รอพวกมันต้องลงมืออีกแน่"

            /ได้พี่ว่าไง ผมก็ฟังพี่/

            จ้าวจิงถิงพูดกับน้องชายนอกไส้

            “ไม่ว่าคนที่จ้างจะเป็นใคร เราจะลากคอมันออกมาเข่อซิงนายไปหาตะขาบโลหิตรอไว้เลย”

            /พี่จะเอามาทำไม/

            “เราอาจต้องใช้มัน”

            /ได้ผมจะให้คนลองหาดู/

            คุยสายจบก็เดินเข้าบ้าน ไม่ต้องหาก็ได้กลิ่นหอมเรียกร้องว่าท้องกำลังหิว เหรินซวงอิ๋นอยู่ในห้องครัวกำลังมือเป็นระวิงอยู่หน้าเตา

            คนที่กำลังทำกับข้าวพูดขึ้นโดยไม่หันมามอง“โจบอกว่าคุณยังไม่ได้กินอะไรตอนเช้า ผมก็เหมือนกันกินก่อนค่อยคุยว่าจะเอายังไงต่อ”

            บรรยากาศปรองดองเช่นนี้คุณชายใหญ่จ้าวไม่คุ้นเอาเสียเลย เขากำลังจะหันหลังไปนั่งรอที่โต๊ะกินข้าวแต่ถูกเสียงภรรยาเรียก

            “ตัวปลิวเลยนะครับ ยกกับข้าวไปด้วยสิคุณ”

            "ให้ยกจานไหน"

            "จานที่ผัดแล้วไงอันนั้นยังดิบ คุณก็ถามมาได้ ไม่ดูก่อนล่ะครับ"

            "......"

            คุณชายใหญ่จ้าวไม่มีปากมีเสียงเดินเข้ามาเงียบ ๆ และหยิบจานอาหารออกไปเหมือนแมวย่อง

            เหรินซวงอิ๋นหันไปมองตามหลังเชื่องแบบนี้ไม่ชินเลยแฮะ หรือที่มีคนโทรมาเมื่อครู่ จะเป็นเรื่องใหญ่อะไรอีก

            ตั้งแต่แต่งกันมาเคยร่วมโต๊ะกินข้าวนับครั้งได้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่กินกันสองต่อสองแม้แต่คนรับใช้หรือบอดี้การ์ดสักคนก็ไม่มี เงียบเหมือนห้องนี้ไม่มีคนจ้าวจิงถิงมองเหรินซวงอิ๋น พออีกคนมองมาเขาก็รีบหลบตามองกับข้าว

            ผัดไข่ใส่ผักใบเขียวน้ำแกงหอมน่าจะทำจากปลาแห้ง แล้วก็อีกจานมีเครื่องเทศเป็นตัวชูรสสุดท้ายข้าวต้มหนึ่งชามของใครของมัน ทุกอย่างมีไอร้อนโชยขึ้นจากชาม น่ากินมาก

            คุณชายใหญ่กลืนน้ำลายยกน้ำเปล่าขึ้นจิบไล่น้ำลายที่เริ่มสอ

            “เคยได้ยินคุณแม่บอกว่า นายทำอาหารอร่อย”

            เหรินซวงอิ๋นหยิบตะเกียบลงมือไม่รอเขา

            “อร่อยหรือไม่ คุณลองชิมก็รู้เอง”

            เห็นคนทำกินไปหนึ่งคำกำลังจะกินคำต่อไป คุณชายใหญ่ก็หยิบตะเกียบตัวเองอย่างรวดเร็ว คีบจานนั้น ซดน้ำแกงแกล้มด้วยจานนี้ ไม่น่าเชื่อว่าฝีมือของภรรยาไม่เพียงพอกินได้ เมนูง่าย ๆไม่หรูหรากลับทำออกมาอร่อยเหาะ

            สองผัวเมียกินทุกอย่างเกลี้ยงทุกจานแม้แต่น้ำข้าวต้มก็ไม่เหลือสักหยด

            จ้าวจิงถิงนั่งอึนเพราะกินอิ่มเกินไป เหรินซวงอิ๋นก็เช่นกัน เช้านี้เขาเดินลมปราณลืมเวลากว่าจะรู้ตัวก็ได้เวลามานี่ที่ ทำให้ไม่ทันข้าวเช้าดีที่บ้านจ๋ายอิงยังมีของดิบให้ทำ

            "ตอนเรามาถึงผมเห็นมีคนโทรมา คุณต้องไปทำธุระที่ไหนหรือเปล่า" ใจจริงจะถามว่ามีปัญญาอะไรหรือไม่

            ที่ไม่อยากรู้ก็ถามแต่ที่อยากรู้ดันถามไม่ออก เหรินซวงอิ๋นรู้สึกไม่เข้าใจตัวเอง

            "เข่อซิงน่ะเขาโทรมาบอกเรื่องจ๋ายอิง คราวก่อนที่มีเรื่องวานให้เขาช่วยสืบให้ว่ามันเรื่องอะไรถึงมีคนต้องการตัวจ๋ายอิง"

            เหรินซวงอิ๋นรู้ว่าคนช่างระแวงแบบสามีคงไม่เล่าทุกอย่างให้เขาฟัง แต่การอธิบายเรื่องเป็นฉาก ๆจะจริงหรืออ้างก็คือมีมารยาทแล้ว

            “คุณเก็บล้างนะ ผมจะไปเดินดูรอบบ้านหน่อย”

            จ้าวจิงถิงกลับตอบรับง่ายดายเหรินซวงอิ๋นรีบลุกออกไป ส่วนผู้ได้หน้าที่ล้างจาน สำรวจทั่วทุกพื้นที่ก็ไม่พบดอกโมโหอย่างที่ควรจะมีดอกไม้พิโรธของเขา สูญพันธุ์ตั้งแต่เมื่อไหร่

            ใครมาถอนมันทิ้งกันแน่

            ปล่อยให้คุณชายใหญ่สับสนกับตัวเองต่อไปก่อนเหรินซวงอิ๋นเดินออกจากตัวบ้าน มองตามรั้วและขอบกำแพงบ้านของจ้าวจ๋าวอิงตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านเก่า เมื่อก่อนเป็นที่ของบ้านจัดสรรแต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นที่พักสำหรับนักศึกษา

            บนเกาะยูจินมีวิทยาลัยหนึ่งแห่งเป็นวิทยาลัยสำหรับเด็กที่เรียนจบด้านวิชาชีพและอยากเรียนต่อเพื่อให้ได้ใบปริญญา ทางการซื้อที่ตรงนี้ไว้ ให้นักศึกษาเช่ารายได้เก็บเป็นงบพัฒนามหาวิทยาลัย นับรวมเกือบห้าสิบหลัง บางหลังเป็นบ้านเช่ารวมบางหลังก็ให้เช่าเดี่ยว บางจุดก็เป็นตึก มากสุดมีสามชั้นแบ่งซอยยิบย่อยหลายสิบห้อง

            ตลอดสองข้างทางที่เข้ามามีคนเปิดร้านต่างๆ เต็มไปหมด รู้มาว่าคนพวกนี้เช่าที่ของทางการทั้งนั้น ไม่ได้ซื้อขาดการบริหารจัดการพื้นที่โดยทางการเป็นเจ้าของนี้ คล้ายกับชาติก่อนที่เขาจากมา

            แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญสรุปก็คือ ที่นี่เป็นย่านที่คนคึกคักจุดหนึ่งบนเกาะยูจิน 

            ไป๋เหลียงหาข้อมูลมาได้ว่าคุณชายจ๋ายอิงขี้เกียจ ไม่ชอบเรียนหนังสือ เขาเป็นคนเดียวในบรรดาสามพี่น้องที่ใช้เวลาเรียนนานที่สุดกว่าจะจบ

            ไม่นับที่เขาเรียนแค่วิทยาลัยบนเกาะไม่มีชื่อเสียงสาขาที่เรียนก็เป็นวิชาช่างทั่วไป ถึงได้ปริญญามาแล้วคนในตระกูลจ้าวก็ไม่อยากกล่าวถึงความสำเร็จน้อยนิดนี้เทียบกับพี่ชายทั้งสองนับเป็นจุดบอดโดยแท้

            แต่ว่าจุดบอดก็มีข้อดีเพราะเขาไม่เป็นโล้เป็นพายเช่นนี้ ทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งกับพี่ชายไม่ว่าจ้าวจิงถิงหรือจ้าวจูหลั่นก็ไม่เห็นเขาเป็นคู่แข่ง

            เหรินซวงอิ๋นเดินรอบบ้านหลายรอบไม่พบอะไรที่พอจะเป็นเบาะแส กำลังจะเปลี่ยนไปดูบนบ้าน แต่ว่าหัวหน้าหน่วยสามโทรมารายงานผลการรับค่าจ้างซะก่อน

            ห่างจากที่เขายืนคุยสายอยู่จ้าวจิงถิงกำลังจะออกมาหา ดันได้ยินว่าภรรยากำลังพูดกับใครบางคนในมือถือเขาหยุดเท้า

            จะทำอะไรน่ะเหรอ?

            แอบฟังน่ะซี่ถามได้

            “ครบนะ...อาจจะเป็นไปได้ คุณใช้ได้เลยนะเนี่ย...เด็กทำไม? ...ก็ให้ใครไปซื้อขนมมาหลอกล่อพวกเด็กก็ชอบขนมทั้งนั้น...ให้ตาย...พวกคุณก็พูดจาให้มันน่ากลัวน้อยหน่อย....เขาทำอะไรพวกคุณไม่ได้นั่นก็แค่เด็ก...เรื่องแค่นี้เอง....อืม..ช่วงนี้ผมยังไม่เข้าไป ดูแลเขาให้ดี”

            ได้ยินแค่ฝ่ายเดียวอนุมานอะไรไม่ได้เลยรู้แค่พวกเขาคุยกันเรื่องเด็ก จ้าวจิงถิงกำลังย่อยข้อมูลที่ได้ยินเหรินซวงอิ๋นก็หันมาเรียกเขาเสียงดัง

            “คุณชายจ้าว แอบฟังคนอื่นไม่ดีนะครับ”

            เห็นได้ไง!!

            “นายกำลังคุยธุระ ฉันก็อุตส่าห์ไม่เข้าไป นี่ยังไม่มีมารยาทอีกเหรอ”จ้าวจิงถิงออกมาจากที่ซ่อน แต่เหรินซวงอิ๋นกลับเดินสวนเข้าบ้านทำให้เขาต้องหันกลับและตามไป คนถูกตามมองเขาด้วยหางตา

            “คุณตามผมมาทำไม”

            “ใครตามนาย”

            “.....”

            “ก็ได้ๆ ฉันตามนายพอใจยัง มีกันสองคนจะให้ตามใครเล่านายมีธุระอะไรต้องไปจัดการหรือเปล่า เห็นมีคนโทรมา”

            ประโยคนี้มันคุ้นอยู่นะเหรินซวงอิ๋นบอกว่าไม่มี แต่กลับไม่เล่าว่าใครโทรมา คุณชายจ้าวอยากจะตอบกลับว่าเมื่อกี้เขายังเล่าเรื่องเข่อซิงเลยนะอย่างน้อยก็บอกว่าใครโทรมาก็ยังดี

            “ผมกำลังหาจุดที่พอเป็นเบาะแสได้ คุณจะหาด้วยก็แยกกันไป แต่ถ้าไม่ก็ไปนั่งในห้องรับแขก ผมไม่ชอบให้ใครเดินตามมัน..”

            จ้าวจิงถิงรู้ทัน“อึดอัด นายชอบพูดว่าอึดอัดเวลาฉันอยู่ด้วย ทำไมเมื่อก่อนเห็นชอบตามฉันไล่ก็ไม่ไป ทีตอนนี้มาทำเป็นอึดอัด”

            เขามันปากไวไม่รู้ทำไมเวลาอยู่กับเหรินซวงอิ๋น เห็นสีหน้าเย่อหยิ่งถือตัวทำให้เขารู้สึกกลัวเสียหน้า ต้องอยากจะพูดจาไม่ดีออกไปสักคำสองคำพอพูดแล้วถึงรู้ตัวว่าไม่ควรพูด

            เหรินซวงอิ๋นหันหลังมาอย่างไวสาวเท้าเข้าใกล้ แต่ครั้งนี้คุณชายใหญ่จ้าวไม่ถอยหลบทำให้ทั้งคู่ยืนจ้องหน้ากันใกล้ๆ ในตอนนั้นเองที่

            กลิ่นหอมนี้?

            จ้าวจิงถิงไม่เคยลืมกลิ่นหอมอ่อนจางที่สูดเข้าปอดแล้วรู้สึกผ่อนคลายได้ขนาดนี้ชายสวมหน้ากากที่ช่วยชีวิตเขาคราวก่อนก็มีกลิ่นเช่นนี้

            เป็นไปได้ยังไงเชื่อมโยงตรงไหน เหรินซวงอิ๋นก็ไม่อาจเป็นพยัคฆ์เร้นกายได้เลยนะที่เกาะเจียวเมิ่งพวกคนฆ่าสัตว์ก็ไม่มีใครเหมือนภรรยาสักคน

            ไม่มีแน่เขามั่นใจ กล้าเอาตำแหน่งผู้สืบทอดกระกูลเป็นประกัน

            แรงผลักที่ไหล่ไม่แรงนักทำให้คุณชายใหญ่จ้าวรู้ตัวว่าตนใจลอย เหรินซวงอิ๋นเอียงคอ จ้องตาเขาอยู่ “สรุปว่าคุณ ชอบให้ผมอยู่ห่างหรืออยากให้อยู่ใกล้กันแน่”

            จ้าวจิงถิงหลบตาลงมองที่คอเสื้อของคนถามฉันจะตอบนายได้ยังไง ตอบตัวเองยังไม่ได้เลย

            “คุณชายใหญ่ ผมเคยบอกแล้วไง เรื่องในอดีตก็คืออดีตการแต่งงานของเราต่างคนต่างได้ประโยชน์ ตระกูลจ้าวได้ที่ดินของปู่ผมตำแหน่งผู้สืบทอดของคุณก็มั่นคงส่วนผมในสามปีนี้พ่อแม่ก็ไม่ต้องรบเร้าให้แต่งกับใคร ตระกูลหงก็หาเรื่องเราไม่ได้แค่สามปีเราก็จะเป็นคนอื่นกันแล้ว”

            เหรินซวงอิ๋นยื่นหน้ามาถามใกล้หน้าของเขาพร้อมจิ้มจึก ลงมาที่อกข้างซ้าย ถามชัดเจน เน้นทีละคำ

            “คุณ..ยัง..ไม่..พอ..ใจ..ตรง..ไหน..อีก”

            นั่นสิตรงไหนที่เขาไม่พอใจ อย่าว่าแต่นายสงสัย ฉันเองก็สงสัยตัวเองมาก

            จ้าวจิงถิงถอยหลังออกมาเล็กน้อยกล่าวอ้อมแอ้มออกมาสองคำ

            “ขอบคุณ”

            คนฟังเหมือนยังฟังไม่ถนัด“อะไรนะครับ”

            คราวนี้คุณชายใหญ่เสียงดังฟังชัด“ฉันบอกว่าขอบคุณ ที่นายดูแลแม่ของฉันดูแลบ้านจ้าวให้เป็นระเบียบอย่างทุกวันนี้”

            เหรินซวงอิ๋นคิดว่าจะเป็นฉากสงครามดันเป็นฉากเจรจาสงบศึกเสียได้งั้นอาวุธมากมายที่เตรียมไว้จะทำยังไงเล่า เขาเองก็ไปไม่เป็นสิ งั้นถอยออกมาตั้งหลักก่อน

            “ไม่เป็นไร หน้าที่ของผมอยู่แล้ว พวกเรา..ไป” คุณชายใหญ่เออออ

            “ไปดูบนบ้านกัน”

            เหรินซวงอิ๋นก็คล้อยตาม“ใช่ๆ บนบ้านน่าจะมีอะไรน่าสงสัย”

            "เดี๋ยวคุณดูชั้นล่าง ผมไปดูชั้นบนเอง"

            พอจ้าวจิงถิงเปลี่ยนสีจากตั้งแง่ เป็นยอมพูดดี ระยะห่างของคู่สามีภรรยาก็ย่นเข้าหากันความห่างเหินและแปลกหน้าลดน้อยลงอีกนิด

            นี่เป็นงานแรกที่พวกเขาร่วมแรงกันถึงจะยังห่างไกลไม่อาจใช้คำว่าร่วมใจ แต่ภายภาคหน้าก็ไม่แน่ ตระกูลจ้าวดึงดูดปัญหาขนาดนี้คงต้องมีงานอื่นที่ได้ร่วมด้วยช่วยกันอีก

            เหรินซวงอิ๋นบอกว่าเขาจะไปดูชั้นสองให้เจ้ากิ้งก่าที่เรียกว่าสามีดูชั้นล่าง หลังจากภรรยาเดินหายไปแล้ว จ้าวจิงถิงถึงได้มองขึ้นชั้นบนใจลอยไปไหนต่อไหน คำถามมากมายผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ไม่ต่างจากอีกคนพอขึ้นมาด้านบนแล้วก็พ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ

            เจ้าบ้าจิงถิงกินยาผิดอะไรมาอีก เปลี่ยนสีไวเช่นนี้

            ช่างเถอะตอนนี้ที่ควรคิดคือเรื่องกริชที่หาไม่เจอ ไม่ใช่สามีที่พอเผลอก็เปลี่ยนไปชายโลเลไม่แน่นอนเช่นนั้น ขืนได้เป็นสามีไปตลอดชีวิตไม่รู้จะต้องปวดหัวอีกเท่าไหร่

            อดีตพ่อบ้านลบเรื่องรกสมองทิ้งกลับมามองหาร่องรอยต่อ ชั้นบนของบ้านมีแค่สองห้อง แต่ละห้องมีห้องน้ำในตัวข้าวของเครื่องใช้ไม่รกเหมือนบ้านชายโสดทั่วไป ไม่มีฝุ่นเลยด้วยซ้ำ หรือว่าคุณย่าจะให้คนมาทำความสะอาดให้

             

            ความสงสัยนี้สำคัญมากหลังจากเข้าไปดูทุกห้อง ไม่พบอะไรนอกจากความเป็นระเบียบเรียบร้อยเหรินซวงอิ๋นก็โทรหาจ้าวหลันหรูถามว่าเธอให้ใครมาดูแลบ้านคุณชายเล็กหรือไม่ได้คำตอบว่าไม่มี จ้าวจ๋ายอิงไม่ชอบให้ใครไปยุ่มย่ามที่บ้านของเขา

            ท่านยังทิ้งท้ายอีกว่าซวงอิ๋นไม่ต้องไปจัดเก็บอะไรให้น้องหรอกนะเหนื่อยเปล่า

            ก็คาดเดาได้ว่านิสัยของจ๋ายอิงไม่ใช่คนรักสะอาดนัก

            มันแปลก...งั้นทำไมบ้านถึงเป็นระเบียบขนาดนี้

            “อิ๋นอิ๋น”

            เสียงตะโกนของสามีที่ดังขึ้นมากับสรรพนามใหม่ที่ไม่คิดจะได้ยินจากปากเหม็นเน่านั้น เหรินซวงอิ๋นชะงักไปก่อนจะตอบรับ

            “ถิงถิงคุณเจออะไรเหรอ”

            จ้าวจิงถิงเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าหลุดเรียกภรรยาสนิทสนมออกไปแต่ว่าอีกฝ่ายก็เรียกเขาสนิทเช่นกัน

             

            วินวินเนอะ

            “ฉันเจอบางอย่างลงมาดูหน่อย”

            พอลงไปดูปรากฏว่าเป็นของสิ่งหนึ่งตกอยู่ใต้ตู้เก็บเอกสาร เหรินซวงอิ๋นรับมาดู ไม่เข้าใจ “นาฬิกา?”

            “เรือนนี้ฉันซื้อให้ก๋านเอิน ติดสัญญาณจีพีเอสไว้ด้วยแต่ดูเหมือนจะมีคนเอามันออกไปแล้ว”

            เหรินซวงอิ๋นเข้าใจโดยไม่ต้องให้สามีพูดจบ

            “คุณชายรองมาที่นี่”

            “ฉันก็คิดแบบนั้น แต่เราจะรู้ได้ไงว่าจ๋ายอิงจะไม่รู้จักกับก๋านเอิน”

            เหรินซวงอิ๋นคิดไม่นานก็ได้วิธีเขาขอโทรหาทัพหน้าอีกครั้ง

            “คุณย่าครับผมมีเรื่องให้ช่วย”

            จ้าวหลันหรูวางสายจากหลานสะใภ้ก็เรียกหาหลานชายคนเล็ก

            จ้าวจ๋ายอิงกำลังเดินชมไหสุราที่ถูกเก็บไว้ในถ้ำหลังน้ำตกกับคุณปู่ ถูกตามตัวเขาก็รีบออกมาเพราะเบื่อดูเหล้ากับปู่แล้วเช่นกัน แค่ไหใส่เหล้ามีอะไรให้ดูนักหนา

            “คุณย่าเรียกหาผมเหรอครับ”

            “จ๋ายอิงย่ามีเรื่องจะถามหลานหน่อย”

            “ครับ?”

            ผู้เป็นย่าแสดงบทบาทที่ได้รับมอบหมายอย่างไร้ที่ติตีหน้าขรึมถาม

            “หลานมีคนรักแล้วใช่หรือไม่”

            “หา!! คุณย่าไปเอามาจากไหน”

            “งั้นผู้ชายหน้าสวยที่ตัวเล็กกว่าพี่สะใภ้หน่อย แซ่ก๋าน คนนั้นคือใคร”

            จ้าวจ๋ายอิงมึนงงเขาไม่สนิทกับใครที่ตัวเล็ก หน้าสวยแถมเป็นผู้ชายอีกด้วย แซ่ก๋านงั้นเหรอ “ผมไม่มีแฟนครับคุณย่าคนที่ว่าก็ไม่มี ที่รู้จักสนิทและแซ่ก๋านก็ไม่มีนะ ย่าไปฟังใครมาครับเนี่ย”

            คุณย่ากลับพูดง่ายๆ“งั้นเหรอ สงสัยย่าจะจำผิด เฮ้อ..ง่วงจัง ย่าอยากเอนหลังสักหน่อย”

            อ้าว..

            คุณชายเล็กจ้าวคิ้วยังเป็นปมไม่หายแต่คุณย่าก็หลับไปต่อหน้าต่อตา เขาลุกออกมาพร้อมความไม่เข้าใจ ย่าว่าจำผิดจำผิดจากเหตุการณ์ไหน ของใคร?

            “ป้าจูครับ ก่อนหน้านี้มีใครโทรมาหรือมาหาคุณย่าไหมครับ”

            “เอ๋..ไม่มีนะคะ”

            ถามป้าจูก็ไม่ได้ความงงต่อไปนะจ๋ายอิง

            คุณย่าค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นทีละน้อย

            “ไปแล้วค่ะ” ป้าจูบอกเท่านั้นแหละคุณนายผู้เฒ่าก็พรวดขึ้นนั่ง สั่งคนสนิท

            “เร็วต่อสายหาซวงอิ๋น”

            เธอบอกหลานสะใภ้ในเรื่องที่เกิดขึ้นหมดหน้าที่ทัพหน้า เหรินซวงอิ๋นชมว่าคุณย่าเก่งมากอยู่หลายครั้ง ก่อนจะวางสาย

            จ้าวจิงถิงที่รอฟังผลถามทันที “คุณย่าว่าไง”

            “คุณชายเล็กเหมือนจะไม่รู้จักก๋านเอิน”

            “เป็นไปไม่ได้ ก็นี่ของใช้ของเด็กนั่น”

            เหรินซวงอิ๋นว่าไปยิ้มไป“คุณชายใหญ่ก็ทุ่มเหมือนกันนะครับ เรือนนี้คงราคาไม่น้อยเลย”

            คนปากไวกว่าสมองกลั่นกรองไม่ทันรีบจัดเลยตอบกลับไปตรงข้ามกับที่ตนคิด

            “ถ้านายอยากได้ ฉันซื้อให้ก็ได้ จะเอากี่เรือน นี่ไม่ใช่เวลามาหึงควรต้องหาความจริงก่อนถึงจะถูก”

            อยากตบปากตัวเองสักทีมันเป็นประโยคที่ควรพูดรึไง หา!!!

            ภรรยาฟังแล้วไม่มีทีท่าจะโกรธกลับหัวเราะเสียงดัง “ผมไม่เอาหรอกครับของแบบนี้ เปลี่ยนเป็นเงินสดสักหลายล้านค่อยว่าไปอย่าง”

            จ้าวจิงถิงไม่แน่ใจว่าหึงจริงหรือแกล้งที่รู้คือเมียของเขาหน้าเงิน

            “ได้ ถ้าเรื่องนี้คลี่คลายด้วยดี จะเตรียมเช็คเปล่าไว้ให้นายจะเอาเท่าไหร่ก็เขียนเลขเอง”

            ภรรยาตาโต“คุณพูดแล้วนะ”

            สามีวางหน้าขรึม“อืม”

            ดั่งคำว่า‘ทรัพย์มากอำนาจมี’ เหรินซวงอิ๋นเปิดปากเป็นฉาก ๆกับเขา

            “ถ้าคุณชายเล็กไม่ใช่คนเก็บกวาด ก็คงเป็นคนอื่น และถ้าคนอื่นคือก๋านเอินแต่คุณชายเล็กไม่รู้จักก๋านเอิน เช่นนั้นมีทางเป็นไปได้อย่างเดียวว่าคนที่ส่งเขามาจะเป็น..”

            จ้าวจิงถิงพูดชื่อคนที่อยู่ในใจของเหรินซวงอิ๋นออกมา“จูหลั่น” ภรรยาดีดนิ้วเสียงดัง

            “ใช่ นอกจากเขาแล้วก๋านเอินจะฟังใครได้อีก”

            พูดเหมือนเพิ่งคาดเดาเรื่องนี้ได้ก่อนหน้าก็เดากันแล้วว่าเป็นคุณชายรองจ้าว

            “งั้นก็เรียกเขามาถามให้รู้เรื่อง”

            “นี่คุณอย่าใจร้อนจะได้ไหม ขอผมคิดวิธีรับมือเขาก่อน เรื่องนี้อาจกระทบกับความเป็นพี่น้องของพวกคุณสามคนนะ”

            จ้าวจิงถิงคิดว่าภรรยาเรื่องมากเกินไป“ต้องคิดอะไรอีก”

            เหรินซวงอิ๋นถาม“ถ้าเขาบอกว่าไม่รู้ไม่เห็น เป็นก๋านเอินทำเองคนเดียวหรือแม้แต่กับก๋านเอินเขาก็ยังบอกว่าไม่รู้จัก คุณจะทำยังไงต่อ”

            “ก็....”

            “นี่เป็นเบาะแสเดียวที่เราหาเจอ ถ้าทำให้หมดประโยชน์ก็ยากจะไปต่อแล้วนะ”

            “งั้น...”

            “หรือคุณไม่เชื่อว่าผมจะจัดการได้”

            “มัน..”

            “ไม่พูดแล้ว ตกลงตามนี้ ขอผมคิดก่อนสักสองชั่วโมง”

            “.....”

            จ้าวจิงถิงพูดไม่ทันแทรกก็ไม่ได้ จะค้านอะไรก็ไม่เป็นผล งั้นก็ลองฟังภรรยาสักครั้งแล้วกันเหรินซวงอิ๋นกดดัน

            “ว่าไง หรือคุณมีแผนดี ๆ ก็ว่ามา”

            “เอาตามนายแล้วกัน แต่รีบคิดหน่อยนะ”

            “ครับ ๆ นายท่าน เฮ้อออ” ภรรยาหาวหวอด “ผมขอนอนเอาแรงก่อน จะได้คิดอะไรออก”

            “ยังไม่ได้ทำอะไรนายจะหลับลงรึไง นี่....” จ้าวจิงถิงพูดไม่จบหันไปอีกทีภรรยาก็เลื้อยนอนราบกับตั่งยาวไปแล้ว เมื่อกี้ยังนั่งคุยกัน อยู่เลยนะ

            “เห้..เหรินซวงอิ๋น ซวงอิ๋น อิ๋นอิ๋น หลับจริงเหรอ”

            คงกลัวไม่เชื่อว่าหลับจริงเสียงกรนเบา ๆ เริ่มบรรเลง คุณชายจ้าวลูบหน้าด้วยความทำอะไรไม่ได้แต่พออีกฝ่ายไม่ได้สติเช่นนี้ ก็ต้องแอบมองเสียหน่อย

            โอกาสยลโฉมภรรยาใกล้ๆเช่นนี้มีไม่บ่อย สายตาคมไล่จากปลายเท้าที่ยังสวมถุงเท้าสีดำอยู่ เท้าเล็กจังนะใส่รองเท้าเบอร์อะไรเนี่ย เขามองเท้าภรรยาแล้วสลับมามองของตนกะเอาเองว่าคงน้อยกว่าตัวเองไม่ต่ำกว่าสี่เบอร์ ชุดของเหรินซวงอิ๋นค่อนข้างมิดชิดที่เห็นเปลือยก็มีแค่มือ กับช่วงลำคอขึ้นไป แต่เขาก็ยังมองช่วงขาแขนและไหล่

            คนหลับบิดขี้เกียจน้อยๆ ยกมือขึ้นหนุนต่างหมอนแล้วเรียบร้อย ท่าทีเช่นนี้ทำเอาคนมองรู้สึกเหนื่อยแย่แล้ว...หัวใจของเขาเต้นแรงจนเหนื่อย

            คุณชายผู้อ่อนด้อยในเกมรักรีบหันหน้าหนีภาพน่ารักน่าเอ็นดูนั้น ก้มดูมือตัวเอง เย็นไปหน่อยไหม ทำอะไรไม่ถูกจนเวลาผ่านไปหลายนาทีกว่าจะพบว่าที่ข้างแก้มคนหลับมีแสงแดดสาดมาถึง

            ไม่รอช้าคุณชายใหญ่จ้าวขยับเอาแผ่นหลังของตนมารับแสงสว่างนั้นไว้เสียเอง

            เมื่อเริ่มไม่เป็นตัวของตัวเองเขาก็พยายามคิดเรื่องที่ผ่านมา เหรินซวงอิ๋นตอนที่วิ่งตามเขาไม่ห่าง ตามจนน่ารำคาญแต่ต่อให้คิดแทบสมองแตก ก็นึกภาพพวกนั้นได้แค่น้อยนิดกลับมีภาพเมื่อไม่นานมานี้มาแทนที่

            เหรินซวงอิ๋นวันที่เขาไปเยี่ยมที่บ้านเสนอสัญญาสามปีให้เขา ตอนที่พัดให้เขาช่วงทำพิธีศพปู่สาม ตอนนั่งเรือด้วยกันตอนกำลังสั่งงานคนรับใช้ ตอนดูแลแม่ที่ไม่สบาย ตอนทำหน้าดื้อดึงไม่ฟังใครเลยตอนก้าวมาใกล้กันก็ไม่มีท่าทีเขินอาย ตอนที่จ้องตาเขาแล้วไม่เคยแพ้ เรื่องต่าง ๆเหล่านั้นราวกับผ่านมาไม่นานนี้เอง เขาจำได้กระทั่งจังหวะหายใจของอีกฝ่าย หรือกลิ่นหอมประจำกาย

            ภรรยาอาจจะไม่ใช่เหรินซวงอิ๋นตัวจริงกลิ่นกายที่เหมือนชายสวมหน้ากาก เป็นไปได้ไหมว่า...หนึ่งในพยัคฆ์เร้นกายจะปลอมตัวมาเป็นเจ้าสาวของเขาเช่นนั้นตัวจริงไปไหน

            ตายแล้ว?

            โดนจับไว้?

             

            ถึงความสงสัยจะมีแต่ที่มากกว่าคือความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก มันเหมือนเขาตกอยู่ในบ่อน้ำไร้ทางขึ้นมวลอากาศที่จำเป็นเริ่มจะหมดลง ทว่ากลับไม่ได้รู้สึกอยากตะกายออกไปเหมือนกับเวลานี้ แผ่นหลังที่รับแสงไว้เริ่มอุ่นระอุ แต่ฝ่ามือกลับยังเย็นเฉียบทุกอย่างย้อนแย้ง

            คุณชายใหญ่จ้าวไม่เคยสงสัยในตัวเองเช่นนี้มาก่อนเขารู้สึกยังไงกันแน่ ถ้าเหรินซวงอิ๋นเป็นคนอื่นจริง

            โกรธมั้ย...ก็ไม่ใช่

            ดีใจหรือเปล่า...ก็ไม่เชิง

            ทำไมเขากลายเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ไปเสียแล้ว

            คนหลับไม่สนฟ้าสนดินละเมอเคี้ยวปากเหมือนกำลังกินของอร่อยในฝัน คนแอบมองหลุดยิ้มตามโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

             

            นี่ใช่ไหมที่เรียกว่าโชคชะตาล้อเล่นกับใจคน...

             





             

    พยัคฆ์เร้นกายเนอสเซอรี่1

             

            อี๋ฮุ้ยเป้ย: คุณเป็นใครจับผมมาทำไม

            หัวหน้าห้า:ฉันมาช่วยเธอ พี่ชายของเธอขอให้มา

            อี๋ฮุ้ยเป้ย:ทำไมคุณเสียงเด็กกว่าผมอีกล่ะคุณเป็นโรคแก่ก่อนวัยเหรอ

            หัวหน้าห้า: เงียบซะพูดมากจะเย็บปากซะเลย

            อี๋ฮุ้ยเป้ย: ถึงคำขู่ของคุณจะน่ากลัวแต่พี่ชายสอนว่าหมาเห่าไม่กัด ดังนั้นอย่าขู่ซะให้ยาก ผมไม่กลัวคุณหรอก

            ห้านาทีผ่านไป......

            หัวหน้าห้า:พี่สองพี่สาม พี่หนึ่ง พวกนายมาแล้ว ช่วยกันเลี้ยงเด็กหน่อยสิโว้ย

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นคุณนายหรือพ่อบ้านกันแน่ ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508