# บทที่ 26 — ผู้เฝ้าบ่อน้ำกำเนิด
ทางเดินใต้สระยาวกว่าที่มองเห็นจาก้า
น้ำเหนือศีรษะปิดสนิทจนแสงอรุณลอดลงมาเป็ริ้วสีเขียวครามตามผนังหิน ทุกยี่สิบก้าวจะมีดอกบัวหินฝังอยู่หนึ่งดอก กลีบของมันหุบแน่นและมีอักขระเล็ก ๆ วิ่งผ่านเหมือนชีพจร
ซูหวั่นเอ๋อร์เดินนำโดยถือกระบี่สั้นสีทอง ป้าผู้าุโคุมท้ายขบวน เจียงอวี้หลานกลับไปห้องป้ายิญญาตามแผน เหลือเพียงโม่เฉิน ลั่วชิงเสวี่ย และเสิ่นเยว่โหรวที่เดินอยู่กลางวงคุ้มกัน
โม่เฉินนับดอกบัวหินไปเรื่อย ๆ จนถึงดอกที่เก้า พื้นใต้เท้าก็เปลี่ยนจากหินแห้งเป็แผ่นกระจกน้ำใส มันไม่ได้เปียก แต่สะท้อนภาพของทุกคนชัดกว่ากระจกธรรมดา
ภาพสะท้อนของซูหวั่นเอ๋อร์มีปราณทองโอบอยู่ ภาพของลั่วชิงเสวี่ยมีแสงเงินจากปิ่นกระบี่ ภาพของเสิ่นเยว่โหรวมีกลิ่นอายโอสถสีชมพูอ่อน
ส่วนภาพของโม่เฉินไม่มีเงา
มีเพียงเส้นดำเย็นคลานอยู่ใต้เท้าแทน
“หยุด” เสิ่นเยว่โหรวจับแขนเขาทันที “พื้นกำลังอ่านพิษของเ้า”
โม่เฉินยังไม่ทันตอบ พื้นกระจกน้ำก็กระเพื่อม เงาดำใต้เท้าพุ่งขึ้นเป็เส้นลวดพันข้อเท้าเขา ซูหวั่นเอ๋อร์ฟันกระบี่ลงในอากาศ แสงทองตัดเส้นลวดขาด แต่เศษเงากลับแตกตัวเป็หยดน้ำดำและกระจายไปทั่วพื้น
เสียงสตรีเ็า ดังขึ้นจากทุกหยดน้ำพร้อมกัน
“ผู้ถือพิษ ผู้ถือกระบี่ และผู้ถืออำนาจ...เหตุใดจึงกลับมาพร้อมกัน”
ลั่วชิงเสวี่ยนำหยกกุญแจออกมา แสงเงินจากมันสะท้อนบนพื้น “ผู้พิทักษ์ที่ลานกระบี่ส่งเรามา”
น้ำทั้งหมดหยุดเคลื่อนไหว แล้วรวมตัวขึ้นตรงหน้าเป็ร่างหญิงในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มยาวถึงพื้น ผมของนางลอยเหมือนอยู่ใต้น้ำ ดวงตาสีเงินจ้องทุกคนอย่างไม่เป็มิตร
“ผู้พิทักษ์กระบี่เลือกผู้สืบทอดแล้วหรือ” นางมองลั่วชิงเสวี่ย “หรือเพียงเลือกคนที่ยังไม่รู้ว่าต้องเสียอะไร”
“ข้ามาเพื่อถาม ไม่ใช่มาเพื่อสั่ง” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าวตามเงื่อนไขที่ผู้พิทักษ์บอกไว้ “คนหกคนถูกใช้เป็เชื้อไฟ เราต้องคืนรากโซ่สู่บ่อน้ำกำเนิด”
ผู้เฝ้าบ่อน้ำหันไปทางซูหวั่นเอ๋อร์ “เ้าสำนักคนปัจจุบันยังคงรู้วิธีฟังคำเตือนอยู่หรือ”
“ข้ารู้พอจะไม่เชื่อเสียงที่บอกให้เปิดผนึกโดยไม่มีเงื่อนไข” เ้าสำนักตอบ
“ดี” ร่างน้ำกล่าว “เพราะคำเตือนแรกคือ ห้ามให้ผู้ถือพิษแตะน้ำกำเนิด”
เสิ่นเยว่โหรวมองโม่เฉินโดยไม่ต้องพูดอะไร เขายกมือแสดงว่าเข้าใจ แต่ในใจกลับรู้สึกว่าคำเตือนนี้ชัดเกินไป ราวกับผู้เฝ้าบ่อน้ำรู้จักคุณสมบัติของพิษมารเย็นมาก่อนที่เขาจะเข้ามา
“พิษในร่างข้าคืออะไร” เขาถาม
ผู้เฝ้าบ่อน้ำมองเขานานกว่าคนอื่น “เป็รอยจำของน้ำกำเนิดที่ถูกขโมยและกลับด้าน ผู้ใดแบกมันจะตอบรับกับผนึก แต่ไม่ใช่ผู้สร้างผนึก”
คำตอบทำให้โม่เฉินนึกถึงคำที่ผู้พิทักษ์กระบี่พูด—ผู้ถือกุญแจเื เขาไม่ได้เกิดมาพร้อมกุญแจ หากถูกทำให้กลายเป็กุญแจจากการลอบสังหาร
“ชายหน้ากากทองเป็คนวางพิษ?” เสิ่นเยว่โหรวถาม
“เขาใช้พิษ” ผู้เฝ้าบ่อน้ำตอบ “แต่ผู้สร้างรอยจำยังอยู่ลึกกว่านั้น”
คำตอบไม่ได้บอกชื่อผู้บงการ แต่ตัดความเป็ไปได้หนึ่งออก ชายหน้ากากทองอาจเป็ผู้เล่นหลัก แต่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
ซูหวั่นเอ๋อร์เดินเข้าใกล้ร่างน้ำเพียงก้าวเดียว “ผู้สร้างรอยจำเข้าถึงบ่อน้ำได้อย่างไร ในเมื่อเ้าสำนักทุกคนมีตราคุมผนึก”
ผู้เฝ้าบ่อน้ำมองตราทองในมือนาง “ตราเ้าสำนักคุมประตู ไม่ได้คุมเจตนาของคนถือกุญแจ ผู้ก่อตั้งกลัวคนนอกจึงสร้างกำแพงสูง แต่ลืมไปว่าคนในก็อาจเลือกเปิดให้ศัตรูได้”
คำกล่าวนั้นทำให้ป้าผู้าุโกำมือแน่น ไม่มีใครเอ่ยชื่อผู้ใด เพราะคำว่า “คนใน” กว้างเกินกว่าจะกล่าวหา และแคบพอจะทำให้ทุกคนในสำนักน่าสงสัยขึ้นมาในคราวเดียว
“เหตุใดจึงเลือกโม่เฉิน” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
ร่างน้ำไม่ได้ตอบทันที นางยกมือแตะพื้นกระจก ภาพบนพื้นเปลี่ยนเป็เงาของเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางหิมะ ภาพนั้นพร่าเกินกว่าจะเห็นใบหน้า แต่โม่เฉินจำเสื้อคลุมดำแดงขาด ๆ ได้ มันเป็ภาพจากความทรงจำของร่างเดิมในคืนที่ถูกทิ้งไว้ใกล้เขตหวงห้ามก่อนเข้าวังบุปผามาร
“ผู้ถือร่างที่ไม่ยอมรับปราณตามกฎปกติ” ผู้เฝ้าบ่อน้ำกล่าว “ผู้วางพิษ้าร่างที่รับรอยจำได้โดยไม่แตกสลาย คนทั่วไปตายั้แ่พิษเข้าสู่เส้นลมปราณ แต่ร่างนี้เก็บมันไว้”
โม่เฉินไม่ชอบคำว่า ‘ร่างนี้’ เพราะมันย้ำว่าชีวิตของร่างเดิมถูกเลือกเป็ภาชนะมานานกว่าที่เขาคิด แต่ความโกรธไม่ช่วยคนในป้าย เขาจึงจำรายละเอียดไว้แทน
“ถ้าข้าไม่แตะน้ำกำเนิด” เขาถาม “ศัตรูยังใช้รอยจำในร่างข้าเปิดพิธีได้หรือไม่”
“ได้ หากเขาพาเ้าไปถึงแกนและมีเืพอ”
“แต่หากเราเข้าถึงแกนก่อน”
“รอยจำจะกลายเป็หลักฐาน ไม่ใช่กุญแจ”
คำตอบนั้นคือเหตุผลที่ต้องลงไปต่อ ไม่ใช่เพราะผู้เฝ้าบ่อน้ำบอกให้ทำ แต่เพราะค่ายกลจะเปลี่ยนสถานะหากฝ่ายพวกเขาควบคุมแกนได้ก่อน
เสิ่นเยว่โหรวมองโม่เฉินอย่างตั้งใจ “เมื่อถึงแกน ห้ามใช้ปราณแม้แต่น้อย หากพิษเริ่มเคลื่อน ให้บอกข้าก่อน ไม่ใช่รอให้ข้าเห็น”
“ข้าจะบอก”
“พูดให้เต็มประโยค” นางกำชับ
โม่เฉินยิ้มบาง “ข้าจะบอกเ้าทันทีเมื่อรู้สึกว่าพิษเริ่มเคลื่อน”
“ดี” เสิ่นเยว่โหรวตอบ ก่อนมองเขาเหมือนยังไม่มั่นใจทั้งหมด “อย่างน้อยวันนี้เ้าก็เริ่มทำตัวเป็คนไข้ที่พอฟังหมอบ้าง”
“คำชมจากหมอนับว่ายากกว่ารางวัลระบบเสียอีก”
ลั่วชิงเสวี่ยพึมพำ “เ้าพูดแบบนี้เพราะยังไม่เคยได้รางวัลที่ระบบจะเอาแต้มทั้งหมดของเ้าไป”
ระบบชะตาวายร้ายโผล่ขึ้นพอดี ดวงตาอีโมจิทำหน้ารังเกียจ
“ระบบได้ยินนะ และระบบขอชี้แจงว่า ร้านค้าตั้งราคาเป็ธรรมตามระดับความสิ้นหวังของโฮสต์”
โม่เฉินตอบในใจ “ตอนนี้ข้าเหลือสามแต้ม มีอะไรขายไหม”
หน้าต่างเปลี่ยนเป็ร้านเพียงชั่วครู่ ก่อนปรากฏไอเทมเดียว
**ผ้าเช็ดเหงื่อผู้กล้า**
ราคา: 3 แต้มชะตา
ผล: แห้งสะอาดหนึ่งครั้ง
เงื่อนไข: ไม่มี
ผลข้างเคียง: ไม่มีประโยชน์ในสถานการณ์คับขัน
โม่เฉินปิดหน้าต่างทันที
“ไม่ซื้อ?” ระบบถามอย่างเสียดาย
“เก็บไว้เถอะ ข้าอาจต้องใช้สามแต้มสุดท้ายกับสิ่งที่มีประโยชน์กว่านี้”
“ระบบจะจดจำคำดูถูกนี้”
เขาเก็บรอยยิ้มไว้ในใจและกลับมามองผู้เฝ้าบ่อน้ำ ขณะที่คนอื่นคงเห็นเพียงว่าเขานิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ป้าผู้าุโไม่ถาม นางคงคิดว่าเขากำลังคิดแผน ซึ่งในแง่หนึ่งก็ไม่ผิด
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายปรากฏขึ้นข้างตาโม่เฉิน ดวงตาอีโมจิหรี่ลงเหมือนกำลังคิดหนัก
“ตรวจพบหน่วยิญญาผนึกที่มีเจตจำนงอิสระ” ระบบพูด “ค่าชะตาไม่สามารถประเมินเป็ตัวเลขได้ แนะนำโฮสต์อย่าพยายามแย่งสมบัติจากสระน้ำทั้งสระ”
โม่เฉินคิดตอบ “ข้าดูเป็คนเช่นนั้นหรือ”
“ประวัติการซื้อสินค้าที่เหลือสามแต้มทำให้ระบบไม่ขอออกความเห็น”
เขาเกือบเผลอยิ้ม แต่ผู้เฝ้าบ่อน้ำกำลังมองอยู่ จึงถามต่อ “เราต้องทำอะไรเพื่อคืนรากโซ่”
ร่างน้ำยกมือ พื้นกระจกน้ำแยกออกเผยบันไดวนลงไปอีกชั้น ด้านล่างมีแสงแดงกระพริบเป็จังหวะช้า ๆ “แกนบูชายัญอยู่ใต้บ่อ แต่ทางลงถูกปิดด้วยคำสัตย์ของผู้พิทักษ์สามตน กระบี่ กำเนิด และตำหนัก”
ซูหวั่นเอ๋อร์ขมวดคิ้ว “ตำหนักหมายถึงเ้าสำนัก”
“ใช่ ผู้สืบทอดกระบี่ถือกุญแจ เ้าสำนักยอมรับความรับผิดชอบ ส่วนผู้ถือพิษต้องยืนอยู่นอกน้ำและไม่ให้รอยจำกลืนบ่อน้ำ”
“แล้วข้า?” เสิ่นเยว่โหรวถาม
ผู้เฝ้าบ่อน้ำมองกล่องโอสถในมือนาง “หมอจะเป็คนรักษารากิญญาของผู้ถูกผูก เมื่อโซ่คืนสภาพ พลังชีวิตที่ค้างอยู่จะไหลกลับอย่างรุนแรง หากไม่มีคนประคอง ป้ายทั้งหกอาจรอดจากค่ายกลแต่ตายเพราะจิติญญารับไม่ทัน”
ทุกคนมีหน้าที่ ไม่มีใครเป็คนยืนดู ซึ่งนั่นทำให้โม่เฉินเชื่อคำอธิบายมากกว่าคำสั่งง่าย ๆ ของคัมภีร์ปกแดง
“มีวิธีพิสูจน์หรือไม่ว่าเ้าพูดจริง” เจียงอวี้หลานถาม แม้นางไม่ได้ลงไปต่อ แต่ยังยืนฟังผ่านแผ่นหยกสื่อสารที่ป้าผู้าุโเปิดไว้
ผู้เฝ้าบ่อน้ำยกมือขึ้น ดอกบัวหินดอกหนึ่งบนผนังแยกกลีบออก เผยแผ่นโลหะสีเงินด้านใน บนแผ่นนั้นมีรายชื่อหกชื่อเดียวกับป้ายิญญาและลายเส้นโซ่ที่ย้อนจากห้องป้ายกลับมายังบ่อน้ำกำเนิด
“นี่คือบันทึกผนึกเดิม” ร่างน้ำกล่าว “ผู้ใด้ายืนยัน จงนำมันไปเทียบกับหมุดดำในห้องป้าย ตราของผู้ขโมยยังอยู่บนเส้นที่กลับด้าน”
ป้าผู้าุโรับแผ่นโลหะโดยใช้ผ้าผนึก นางส่งสัญญาณให้เจียงอวี้หลานตรวจตราทันที “หลักฐานนี้อยู่กับข้า อย่าให้คนที่ห้องป้ายเห็นก่อนว่าพบอะไร”
การมีหลักฐานไม่ได้ทำให้ผู้เฝ้าบ่อน้ำกลายเป็พันธมิตร แต่มันทำให้ทุกคำของนางตรวจสอบได้ และนั่นสำคัญกว่าความน่าเชื่อใจในเวลานี้
โม่เฉินมองลั่วชิงเสวี่ย “ถ้าเกิดคำถามอีกครั้ง เ้าถามกลับได้ ไม่ต้องรีบตอบ”
นางพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว ผู้พิทักษ์ไม่ใช่เ้าของชะตาข้า และคนที่บังคับให้เลือกเร็วที่สุด มักกลัวว่าข้าจะคิดทัน”
แต่ก่อนพวกเขาจะก้าวลงบันได เสียงระฆังจากแผ่นหยกสื่อสารของป้าผู้าุโดังขึ้นครั้งเดียว นางอ่านข่าว สีหน้าสงบของนางแข็งขึ้น
“ค่ายกลห้องป้ายเปลี่ยนรูปแบบ” นางกล่าว “มันไม่ดึงพลังต่อแล้ว แต่เริ่มปล่อยเงาออกจากกรง”
“เงาอะไร” ซูหวั่นเอ๋อร์ถาม
“เงาที่เลียนแบบเสียงของคนในป้าย เพื่อหลอกให้คนคุ้มกันเปิดผนึก”
โม่เฉินเข้าใจทันที ชายหน้ากากทองรู้ว่าพวกเขาหาทางคืนรากโซ่ได้ จึงเปลี่ยนแผนให้ฝ่ายกฎหมายต้องเลือกระหว่างช่วยเสียงที่เหมือนครอบครัวของพยาน กับรักษาวงผนึกไว้
“เจียงอวี้หลานจะไม่เปิดกรงโดยไม่มีคำสั่ง” เขาพูด
“แต่คนของนางอาจทำ” ป้าผู้าุโตอบ “โดยเฉพาะหากได้ยินเสียงคนที่ตนรัก”
ผู้เฝ้าบ่อน้ำยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “ผู้ใช้ค่ายกลเริ่มรีบ แปลว่าเขากลัวพวกเ้าจะถึงแกนก่อน”
“หรือเขากำลังบังคับให้เรากลับขึ้นไป” โม่เฉินเสริม
“ถ้าเรากลับ ค่ายกลใต้บ่อยังอยู่” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว “ถ้าเราลงต่อ เขาอาจทำให้ห้องป้ายแตก”
คำถามนี้ไม่ใช่ประตูหินที่บังคับให้เลือกคำตอบ แต่เป็การตัดสินใจจริงที่ทุกทางมีราคาของมัน
ซูหวั่นเอ๋อร์หันไปป้าผู้าุโ “ส่งคำสั่งให้เจียงอวี้หลานตรึงกรงทั้งหมด ห้ามเปิดไม่ว่าได้ยินเสียงใด แล้วให้ผู้คุ้มกันถอนตัวจากระยะที่เงาจะกระทบจิตใจ”
“ถ้าพวกเขาร้องขอจริงล่ะ” เสิ่นเยว่โหรวมองนาง
“เราจะช่วยด้วยการหยุดแกน ไม่ใช่ช่วยด้วยการเปิดกับดัก” เ้าสำนักตอบ
คำสั่งถูกส่งออกทันที โม่เฉินมองทางลงอีกครั้ง แสงแดงใต้บ่อเต้นถี่ขึ้นกว่าเดิม ราวกับแกนรู้ว่าพวกเขากำลังเข้าใกล้
ผู้เฝ้าบ่อน้ำจางลงกลายเป็ละออง แล้วทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้
“ระวังผู้ที่อยู่ใต้แกน เขาไม่ใช่เ้าของค่ายกล แต่เป็คนที่ถูกสั่งให้รอผู้เปิดทาง”
คำเตือนนั้นยังไม่ทันจบ เสียงฝีเท้าหนักก็ดังมาจากบันไดด้านล่าง ทั้งที่ไม่มีใครในทีมลงไปก่อน
เสิ่นเยว่โหรววางมือบนข้อมือโม่เฉินเป็สัญญาณให้เขาอยู่หลังแนวคุ้มกัน ลั่วชิงเสวี่ยยกกระบี่ขึ้นครึ่งเล่ม ขณะที่ซูหวั่นเอ๋อร์ขยับไปยืนหน้าเส้นบันไดโดยไม่ต้องมีใครสั่ง
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนที่กำลังขึ้นมาคือคนของศัตรู ผู้ถูกบังคับ หรือหลักฐานอีกชิ้นของค่ายกล แต่ทุกคนรู้ตรงกันว่า หากเขาเดินผ่านขั้นสุดท้ายขึ้นมา การเจรจาคงไม่มีทางเป็เื่ง่าย
และเงาร่างชายผู้หนึ่งกำลังเดินขึ้นมาจากแสงแดงใต้บ่อ