ตอน 3 โลกอีกใบใจอีกดวง
ราชวงศ์ซ่ง ค.ศ. 960–1279
ปีที่ฤดูหนาวมาเยือน หิมะแรกตกในวันฟ้าครึ้ม...ปีนั้นเป็ปีที่หิมะตกหนัก เด็กสาวขอทานไร้ที่อยู่...เป่าขลุ่ยแลกเศษอาหารประทังชีวิต...
อายุของเธอ อยู่ราวๆ 20 ปี... บนถนนที่ขาวโพลนไปด้วยเกล็ดหิมะ...ข้างนอกนั่นมันหนาว...หนาวเหน็บเสียเหลือเกิน...
ท้องก็หิว บ้านก็ไม่มีให้กลับ แม้แต่เสื้อคลุมอุ่นๆสักตัวยังไม่มี...บนท้องตลาดที่ผู้คนเคยเดินพล่าน เพราะความหนาวเหน็บเยือกเย็นของอากาศทำให้ไม่มีใครออกจากบ้านเรือน...
เด็กสาวขอทานผู้น่าสงสาร เพราะความหิวโหยบีบให้นางยังคงแข็งใจเป่าขลุ่ยอันเก่าเคล้าคลอเสียงลมที่เย็นะเื...มือทั้งสองข้างที่จับขลุ่ยค่อยๆแข็งตัวจนขยับไม่ได้ขาทั้งสองไม่ไหวติงเืเริ่มไม่ไหลไปหมุนเวียน...ริมฝีปากซีดเซียวหมองคล้ำแตกระแหงเป็ขุย...สายตาเหม่อลอยเพราะความอ่อนล้า.... เพียงเสี้ยววินาทีเด็กสาวทนต่อความหนาวเย็นไม่ไหว... ล้มลงหัวกระแทกพื้นหมดสติจนสิ้นใจตาย...
***********************
ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน
องค์ชายใหญ่ โอรสคนแรกของฝ่าา นามว่า ไฉเจ้อิเขาเป็เพียงบุตรของสนมเอกหวงกุ้ยเฟย
(ภรรยาในองค์จักรพรรดิขั้นสูง มี 2 ตำแหน่ง คือ ฮองเฮา และ หวงกุ้ยเฟย ยศพระสนมเอกโดยตำแหน่งนี้มีเพียงหนึ่งเดียว เป็ตำแหน่งใหญ่ที่ได้รับความโปรดปรานรองลงมาจากฮองเฮา)
ปีนั้นเขาอายุเพียง 8 ขวบ แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็วัยที่โตพอจะรู้ความ... เขาได้เรียนรู้แล้วว่า ณวังหลวงแห่งนี้ ไม่ต่างอะไรกับสุสานหวานเย็น (สุสานหวานเย็นคำเปรียบเปรย ความหมายว่า สถานที่ที่ดูเหมือนสุขสบายแต่เต็มไปด้วยแรงแค้นการแย่งชิง นำมาซึ่งการฆ่าฟัน ท้ายที่สุดไม่พ้นต้องนองเืชิงอำนาจผู้ที่จะอยู่ในวังนี้จนสิ้นอายุขัยไปตามธรรมชาตินั้นหาได้ยากยิ่ง)
องค์ชายไฉเจ้อิผู้ฉลาดปราดเปรื่องั้แ่วัยเยาว์ คิดวิธีเอาตัวรอดและวางแผนการใหญ่ั้แ่นั้นมา
ด้วยเหตุที่ว่า เขาเติบโตมาในนามโอรสคนแรกหนีไม้พ้นได้ก้าวขึ้นรับตำแหน่งองค์รัชทายาท...แต่ทว่าชาติเกิดต่ำต้อยกว่าองค์รองนัก (องค์ชายรองนามว่า อวิ่นปินเฉิง โอรสของฮองเฮา)
เพื่อหวังชักใยจูงจมูกอยู่เื้ัได้ง่ายๆฮองเฮาผู้เสแสร้งว่าตนมากเมตตา เข้าทูลขอฝ่าาให้องค์ชายใหญ่อย่างไฉเจ้อิเป็บุตรที่อยู่ในความดูแลั้แ่นั้นมา...
"ฮองเฮาของข้า ทำตัวดีสมเป็มารดาของแผ่นดินข้าช่างปลื้มใจนัก ไม่ผิด ข้าเลือกคนไม่ผิดจริงๆ" ฝ่าาผู้คลั่งรักกล่าวชมฮองเฮายกใหญ่ ที่เอ่ยขอชุบเลี้ยงไฉเจ้อิ แม้จะมากเมีย แต่ความเสน่ห์หาในตัวฮองเฮาเพิ่มทวีคูณไม่มีวันลดลง
ความร้ายกาจของฮองเฮาไม่ได้สิ้นสุดเพียงเท่านั้น..หลายครั้งหลายหนยังพยายามวางยาสนมเอกอย่างหวงกุ้ยเฟย(แม่พระเอก)ให้สิ้นเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามปูทางแห่งการฮุบอำนาจ
เพื่อให้องค์ชายรองอวิ่นปิ่นเฉิง โอรสของตน เข้าตาฝ่าามากที่สุดและให้ถูกเลือกเป็องค์รัชทายาทแทนไฉเจ้อิ นางยินดีทำทุกอย่าง ไม่สนวิธีการ
และแล้ววันที่ต้องสูญเสียก็มาถึงองค์ชายใหญ่ไฉเจ้อิผู้เกิดมาเพียบพร้อมทุกอย่างวันนี้กลับได้ััการสูญเสียครั้งใหญ่...เมื่อหวงกุ้ยเฟยผู้เป็แม่สิ้นใจโดยไม่ทราบสาเหตุ...หมอหลวงผู้ตรวจร่างศพกลับบอกว่ามิพบพิษใดๆ....แต่ในคืนเดียวกันหมอหลวงคนนั้นกลับโดนสังหารระหว่างเดินทางออกจากวัง...
เื่นี้ฟังดูมีเงื่อนงำ...องค์ชายไฉเจ้อิวัยแปดขวบ...สูญเสียแม่ผู้ใหญ่กำเนิดเด็กน้อยอย่างเขาหดหู่จับใจ....แต่ด้วยยังเยาว์นัก คำพูดของเขาไร้น้ำหนัก...ถึงอย่างไร...เื่ทั้งหมดยังค้างคาใจ...
เด็กน้อยที่เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานอย่างเขาไม่้ายอมแพ้เด็ดขาด
"ในเมื่อท่านพ่อไม่ไยดีคำร้องขอของข้า...สักวันหนึ่งข้าจะสืบหามันให้กระจ่างด้วยตนเอง...ผู้ใดลอบสังหารแม่ข้า... ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่สิบปี ข้าจะคืนทวงแค้นให้สาสม"ไม่น่าเชื่อ ว่านี่คือความคิดของเด็กแปดขวบ
ั้แ่นั้นมา เขาแกล้งป่วยกะทันหัน...เรียนรู้ที่จะอยู่เยี่ยงคนตาบอดสนิท... สร้างนิสัยรุนแรงป่าเถื่อนเกินเยียวยาเพื่อหลีกหนีมิให้ตนตกเป็เป้าในสายตาพวกที่กระหายอำนาจ องค์ชายใหญ่อย่างเขายินยอมอยู่ในสภาพนั้นทั้งที่ไฉเจ้อินิสัยแตกต่างจากสิ่งที่แสดงออกทุกอย่าง...
เพียงแค่เวลาไม่กี่ปี ข่าวลือนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองแม้ว่าฝ่าาจะพยายามปกปิดมันมากเพียงใดก็ตาม...
เมื่อผู้คนเข้าใจว่าองค์ชายใหญ่อย่างเขาเสียััประสาทการมองเห็นถาวร ตามที่เขา้าให้เป็...แน่นอนว่าคนรอบตัวไม่มีใครแยแสหรือให้ความสนใจเขาแม้แต่น้อย ในวังหลวงแห่งนี้บทบาทของเขาลดลงไปมากแทบจะไม่ต่างอะไรกับคนไร้ตัวตน...
"หึเป็แบบนี้ดีที่สุด...ข้าค่อยจัดการอะไรได้ง่ายขึ้น...ข้าไม่สนทั้งนั้นว่าใครจะคิดยังไง... เป้าหมายของข้ายังไกลนัก เื่ใหญ่ขนาดนี้ข้าจะวู่วามใจร้อนไม่ได้..."องค์ชายไฉเจ้อิผูกคาดผ้าขาวบางปกปิดดวงตาไว้ตลอด...โดยหารู้ไม่...ว่าหลังผ้าขาวบางนั่นเขามองเห็นทุกอย่างด้วยตาตัวเองได้อย่างแจ่มแจ้ง
ั้แ่นั้นมา...ตำแหน่งรัชทายาทถูกชักถอน พักไว้บนหิ้ง...ยังไม่อาจแน่ชัดได้ว่าจะมอบให้ผู้ใด...ฝ่าามากรักหลายเมียแน่นอนว่าองค์ชายทั้งหลายก็มากตามไปด้วย...
ทุกคนต่างทะเยอทะยานเพื่อที่จะได้เป็ใหญ่...กระทั่งผู้เป็พ่ออย่างฝ่าาผู้สูงส่งแอบหวาดหวั่นใจอกสั่นขวัญแขวนอยู่บ้าง ยิ่งโอรสแต่ละคนโตวันโตคืน... ตำแหน่งฮ่องเต้ของเขายิ่งสั่นคลอน
กลางคืนหวาดหวั่นกลัวโดนลอบสังหารจากคนรอบกายกลางวันหวั่นใจกลัวการแก่งแย่งอำนาจกันเองของเหล่าโอรสทั้งหลาย...ทุกๆอย่างหลอกหลอนเขาทุกวันคืน...กว่าจะข่มตาหลับไม่ใช่เื่ง่าย...คนนอกวังมักจะเข้าใจผิดคิดไปเอง...ว่าอยู่ในตำแหน่งนี้ต้องกินอยู่สุขสบายกายใจ...หารู้ไม่ว่าตรงกันข้ามทั้งปวง
**********************
ณ ปัจจุบัน ถนนเส้นนั้นกลางตลาด
เด็กสาวขอทานที่สิ้นลม...อยู่ๆเสียงลมหายใจแ่ๆดังเฮือด...หวนคืนร่าง...ชีพจรเต้นช้าๆเือุ่นๆเริ่มสูบฉีดคืน...แก้มที่ขาวซีดเริ่มมีเืฝาดไหลเวียน
สายตาอันเลือนรางพร่ามัวพยายามลืมตามอง....หูก็แว่วได้ยินเสียงรถม้าจอดเทียบริมทาง...เท้าใหญ่ๆเหยียบลงพื้นกระทั่งแผ่นผุยหิมะที่ปกคลุมถนนยุบตัวลงเห็นเป็หลุมรอยเท้า...
"แม่นาง ช่างน่าเวทนานัก"เสียงอันเยือกเย็นกว่าผุยหิมะเปล่งจากลำคอของคนผู้นั้น
มืออุ่นๆที่แสนสากซานของเขาลูบปอยผมเธอ...ก่อนััจับเส้นชีพจรที่ข้อมือ...แม้อากาศรอบตัวจะเย็นเฉียบ ความอบอุ่นกลับััได้ผ่านฝ่ามือเดียว...
"เป็ไปได้ยังไงกัน...หนาวเย็นเพียงนี้แม้แต่กวางป่ายังแข็งตาย...นางกลับยังรอดอยู่ได้ยังไงกัน"
"เอาล่ะ...ถือว่าเป็โชคชะตา...ทวยเทพส่งนางมา...ให้ข้าได้ใช้ประโยชน์ทันการ"ชายวัยกลางคนแหงนหน้ามองท้องฟ้าด้วยแววตามีหวัง
"เอานางขึ้นรถม้ากลับจวน..."เสียงชายวัยกลางคนออกคำสั่ง...
ที่ต้องออกคำสั่งให้พานางกลับจวน...ไม่ใช่เพราะความเมตตาหรืออย่างไร แต่เพียงเพราะหลังกำแพงที่เด็กสาวขอทานอย่างเธอพิงพะนักมีป้ายติดประกาศจากวังหลัง... ถึงคำสั่งให้สกุลใหญ่ทั่วเปียนจิง(ชื่อเมืองหลวง)ส่งบุตรีเข้าคัดเลือกเป็สนมปรนนิบัติองค์ชายใหญ่...คำสั่งที่ออกโดยฝ่าาไม่ว่าสกุลไหนยากขัดขืน
พานางกลับจวนไป...หารู้ไม่...ว่าเด็กสาวขอทานไม่ได้เป็เด็กสาวขอทานตัวน้อยธรรมดาอีกต่อไป....เกียมตัวรอรับความบันเทิงได้เลย